ผู้เขียน หัวข้อ: นายพลดักลาส แมคอาร์เธอร์....วีรบุรุษ..ผู้พิชิตแปซิฟิก  (อ่าน 1457 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 279
  • -Receive: 2214
  • กระทู้: 3023
  • เพศ: หญิง
นายพลวีรบุรุษ..ผู้พิชิตแปซิฟิก


                  แมกอาร์เธอร์ได้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกไกลและได้ช่วงชิงพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันตกเฉียงใต้จากประเทศญี่ปุ่น (พ.ศ. 2485-2488) โดยใช้ประเทศออสเตรเลียเป็นฐาน ถ้อยวลีที่มีชื่อเสียงที่แมกอาเธอร์กล่าวแก่ชาวฟิลิปปินส์ระหว่างถอยหนีกองทัพญี่ปุ่นในฟิลิปปินส์คือ "ข้าพเจ้าจะกลับมา" และเมื่อกลับมาตามคำสัญญาหลังการถอยไปตั้งหลักที่ออสเตรเลีย แมกอาเธอร์ได้ประกาศอีกครั้งในขณะที่เดินลุยน้ำลงจากเรือที่อ่าวเลย์เตว่า "ข้าพเจ้ากลับมาแล้ว" เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2487 ซึ่งเป็นภาพถ่ายข่าวสงครามที่ดีที่สุดภาพหนึ่ง


                  พลเอกพิเศษดักลาส แมคอาเธอร์ หรือจอมพล แมคอาเธอร์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1880 ที่ลิตเติลรอค มลรัฐอาร์คันซอ ซึ่งเป็นรัฐที่ติดกับแม่น้ำมิสซิสซิปปี เส้นเลือดใหญ่สายสำคัญของสหรัฐอเมริกา เขาเป็นลูกคนเดียวของบิดาแม่ซึ่งสืบสายเลือดทหารมาอย่างแท้จริง และเจริญรอยตามบิดาทุกอย่าง บิดาของเขาเคยเป็นผู้บัญชาการทหารบกอเมริกา เคยเป็นจอมพลฟิลิปปินส์ เขาเองก็เป็นจอมพลฟิลิปปินส์ และผู้บัญชาการทหารบกอเมริกามาเหมือนกัน ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวแบบอย่างในความองอาจ กล้าหาญและความสามารถ รักประเทศชาติ ซื่อสัตย์สุจริตต่อวิชาชีพ รักเมียและลูก พร้อมกับรักเพื่อนร่วมโลกเป็นชีวิตจิตใจ อันเป็นแบบอย่างที่ควรจะถ่ายทอดได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด


                  ปู่ของเขานายพลดักลาส แมคอาเธอร์ อันเป็นชื่อเดียวกับเขาที่บิดาตั้งให้ เป็นชาวไอริช ประเทศไอร์แลนด์ ที่อพยพถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในสมัยอเมริกันแรกสร้างชาติใหม่ๆ ให้พ้นจากอำนาจการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษตั้งแต่อายุได้ 17 ปี ได้ทำการรบอย่างกล้าหาญ จนได้ยศเป็นพันเอกตั้งแต่เมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออเมริกาได้เอกราชแล้ว ปู่ของเขาก็ยังคงสมัครรับราชการทหารต่อไป

                  นายพลอาเธอร์ แมคอาเธอร์ ผู้เป็นบิดาของเขาเคยนำทหารทำสงครามปราบปรามพวกอินเดียนแดงในสหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ. 1876 และเข้าร่วมสงครามขณะที่อเมริกาทำสงครามกับสเปน และได้แต่งงานกับ น.ส. แมรี่ ฮาร์ดี้ ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง แห่งมลรัฐแคโรไลน่าเหนือ เมื่อ ค.ศ. 1880 และได้ให้กำเนิด “แมคอาเธอร์” ในปีเดียวกัน ณ ค่ายทหารที่บิดาเขาประจำอยู่

                  บิดาของเขาได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกว่า “เสนาธิการทหารบก” เมื่อ ค.ศ. 1899 และเมื่อ ค.ศ. 1903 บิดาของเขาก็ได้รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการฟิลิปปินส์ และผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐอเมริกาในฟิลิปปินส์ เป็นผู้สร้างกองทัพฟิลิปปินส์ให้เป็นปึกแผ่นคนแรก แต่บิดาของเขาต้องเสียชีวิตลงในปี เมื่อ ค.ศ. 1912 อย่างกระทันหันด้วยโรคหัวใจ ในระหว่างที่ปราศรัยอยู่ที่กรมทหารที่เขาเคยเป็นผู้บังคับบัญชามาก่อน

                   เนื่องจากบิดาของเขาต้องการให้ลูกดำเนินรอยตามตัวเองและคุณปู่ จึงตั้งชื่อให้เหมือนกับคุณปู่ ด้วยความที่เขาเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดและเรียนหนังสือเก่งมาก เมื่อจบชั้นมัธยมแล้ว เขาถูกส่งเข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบกเวสท์ปอยต์ เมื่ออายุได้ 19 ปี  จบการศึกษาเมื่อ ค.ศ. 1903 ได้รับเกียรตินิยมด้วย  เขาเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงแต่ขี้น้อยใจ อย่างไรก็ตาม,เขาเป็นคนที่มีความทรหดอดทนในการทำงานหนัก

                   หลังจบการศึกษาเขาได้รับยศเป็น ร.ต. ดักลาส แมคอาเธอร์ และได้ถูกส่งไปประจำกองพันทหารช่างอเมริกันในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งพ่อของเขายังเป็นผู้บัญชาการทหารบก และผู้สำเร็จราชการฟิลิปปินส์อยู่ในขณะนั้น และได้เลื่อนยศเป็น ร.ท. ดักลาส แมคอาเธอร์ เมื่อ ค.ศ. 1904


                   ในปีเดียวกันนั้นเองได้เกิดสงครามระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซียขึ้น เขาถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ผู้ติดตามบิดาของเขาซึ่งตอนนั้นประจำอยู่ในกองทัพญี่ปุ่น ในฐานะผู้สังเกตการณ์ฝ่ายทหารของสหรัฐอเมริกา โดยไปประจำอยู่ที่กองบัญชาการที่มุกเด็น ในแมนจูเรีย ที่นี่เองที่ทำให้เขาเริ่มได้รับความรู้ความชำนาญในสนามรบ  ด้วยการติดตามกองทหารญี่ปุ่นไปในสนามรบอย่างใกล้ชิด พร้อมกับการรู้จักชีวิตความเป็นอยู่ของทหารญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก เมื่อเสร็จจากภารกิจคราวนั้นแล้ว ในปี ค.ศ. 1907 ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นนายทหารคนสนิทของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และได้รับการเลื่อนยศเป็น ร.อ. ดักลาส แมคอาเธอร์ เมื่อปี ค.ศ. 1911ชีวิตการทำงานของเขาก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับอย่างดีแทบจะไม่มีอุปสรรคเลย


                   หลังจากนั้นไม่นานได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น ประธานาธิบดี วูดโร วิลสัน ตกลงที่จะส่งพลเอกเปอร์ชิง เป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายอเมริกัน และในการควบคุมทหารไปรบกับเยอรมันในประเทศฝรั่งเศส เพื่อช่วยเหลือพันธมิตรทำสงครามนั้น จะต้องมีผู้ชำนาญการ  นายพลแมคอาเธอร์จึงเป็นผู้ที่ถูกเลือกให้มารับหน้าที่เนื่องจากเขามีประสบการณ์ในการรบในต่าง ประเทศ


                    เมื่อได้รับแต่งตั้งแล้ว นายพลแมคอาเธอร์จึงจัดตั้ง “กองพลสายรุ้ง” ขึ้น โดยทำการคัดเลือกทหารจากหน่วยอาสาดินแดนรัฐต่างๆ ที่มีความสามารถและองอาจกล้าหาญขึ้นมารับการอบรมเป็นพิเศษ เป็นหน่วยจู่โจมโดยเฉพาะ และเขาก็ได้รับเลื่อนยศจาก พ.ต. แมคอาเธอร์ ในขณะนั้นขึ้นเป็น พ.อ. เพื่อเป็นผู้บัญชาการกองพลสายรุ้ง ที่เขาเสนอแต่งตั้งขึ้นเองนั้น

                    เขาได้นำกองพลสายรุ้งเข้าปฏิบัติภารกิจในยุโรปอย่างองอาจ จนทำให้ตัวเองต้องบาดเจ็บสาหัสถึง 2 ครั้ง  ครั้ง และถูกกระสุนไอพิษของเยอรมันหนึ่งครั้ง กองทัพบกจึงได้ให้เหรียญความชอบและเหรียญกล้าหาญต่างมากมายรวมทั้งประเทศพันธมิตรต่างๆ เสนอให้เหรียญความชอบในความกล้าหาญครั้งนี้ของเขาด้วย   

                    หลังสิ้นสงคราม กองทัพบกและกระทรวงกลาโหมอเมริกัน จึงได้ประกาศเลื่อนความชอบให้เขาเป็นนายพลจัตวาดักลาส แมคอาเธอร์ เมื่อเขาอายุได้ 38 ปี นับว่าเป็นนายพลที่อายุน้อยที่สุดของสหรัฐอเมริกา เขาเป็นผู้บัญชาการกองพลสายรุ้งอยู่อีก 2 ปีก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยที่เวสท์ปอยต์ สถานที่ศึกษาเดิมของเขาเมื่ออายุ 40 ปีเท่านั้น

                    เมื่ออายุได้ 42 ปี เขาก็ได้พบรักกับกับแม่หม้ายสาวสวยเป็นครั้งแรก คือนางหลุยส์ ครอมเวลล์บรูคส์ ซึ่งเป็นธิดาสาวของนาย เอ็ดเวิร์ด สโตตด์ เบอรี่ สตรีผู้กว้างขวางในวงการสังคมชั้นสูงแห่งเมืองฟิลาเดลเฟีย และได้ตกลงปลงใจแต่งงานกันในปีนั้น แต่เวลาของการอยู่ร่วมกับภรรยาของแมคอาเธอร์ก็มีไม่มากนัก 7 ปีต่อมาทั้งคู่ก็มีอันต้องแยกทางกัน โดยที่ยังไม่มีบุตร


                    เมื่อหย่าร้างกับรักครั้งแรกได้ 10 ปีเศษ ท่านนายพลก็ได้พบรักครั้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นเด็กสาวสวย นางฟ้าคนใหม่มีอายุเพียง 19 ปี เธอคือ น.ส. ยีน แมรี่ แฟร์โคลด์ แห่งเมืองเมอร์ฟี่โบโร มลรัฐเทนเนสซี่ และได้ตกลงใจแต่งงานกันเมื่อ ค.ศ. 1939 เมื่อท่านนายพบมีอายุได้ 59 ปี และมีบุตรชายโทนด้วยกันคนเดียว คือ “อาเธอร์ แมคอาเธอร์” อันเป็นชื่อเดียวกับปู่

                    สำหรับหน้าที่การงานเขาได้รับแต่งตั้งเป็นนายพลตรีเมื่อปี ค.ศ. 1925 และเป็นผู้สำเร็จราชการฟิลิปปินส์ เมื่อ ค.ศ. 1927 อันเป็นตำแหน่งเดียวที่พ่อเขาเคยดำรงตำแหน่งนี้มาก่อน ต่อมา ค.ศ. 1930 ก็ได้เลื่อนขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดในวงการทหารบก เป็นเสนาธิการทหารบก หรือเรียกกันว่า ผู้บัญชาการทหารบก ที่เรียกกันอยู่ในบางประเทศ และได้รับยศเป็นพลเอก ดักลาส แมคอาเธอร์ ในปีนั้นเมื่อมีอายุได้ 50 ปี

                    เขาเป็นผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐอเมริกาอยู่ได้ 7 ปี ก็ลาออกจากราชการทหาร เมื่อ ค.ศ. 1937 สาเหตุเนื่องจากการตกต่ำของเศรษฐกิจ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประชาชนชาวอเมริกันว่างงานมากมายหลายล้านคน จึงทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากราชการทหารและเดินทางไปพักที่ประเทศฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตามเขาก็ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงกลาโหมให้เป็น จอมพลแห่งกองทัพบกฟิลิปปินส์เพื่อช่วยปรับปรุงกองทัพบก และบัญชาการทหารฟิลิปปินส์ อันเป็นงานที่รัฐบาลอเมริกันเตรียมจะให้เอกราชแก่ประเทศฟิลิปปินส์  ดักลาส แมคอาเธอร์ได้ทุ่มเทความสามารถและประสบการณ์ที่มีเพื่อสร้างเสริมฐานทางการทหารให้แก่ฟิลิปปินส์อย่างเต็มที่ โดยเห็นว่า ขณะนั้นประเทศญี่ปุ่นกำลังสร้างปรับปรุงการทหารอย่างใหญ่โต อันอาจจะเป็นภัยแก่ประเทศทั้งหลายในภาคตะวันออกไกล โดยเฉพาะแก่ฟิลิปปินส์ของสหรัฐอเมริกาด้วย


                    ในช่วงนั้น กลิ่นอายสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มคุกรุ่นขึ้น เมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต่อกองทัพเยอรมัน และญี่ปุ่นเองก็เริ่มเข้ามาบุกอินโดจีน จนในที่สุดก็สามารถยึดครองกองกำลังอินโดจีนได้ทั้งหมด ทำให้ประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ ได้สั่งให้มีการเตรียมกองกำลังทหารเพื่อป้องกันฟิลิปปินส์ เนื่องจากเห็นว่าสงครามในภาคตะวันออกไกลจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จึงมีคำสั่งให้จอมพลแมคอาเธอร์ กลับเข้ารับราชการในกองทัพบกอเมริกันใหม่ และแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารอเมริกันในภาคตะวันออกไกล

                    กองทัพญี่ปุ่นก็ได้เปิดสงครามขึ้นในภาคตะวันออกไกล เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ด้วยการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ฐานทัพเรือของอเมริกันในตะวันออกไกล อันเป็นปราการใหญ่ที่จะช่วยป้องกันประเทศฟิลิปปินส์ทลายลงพร้อมๆ กับบุกมลายู สิงคโปร์ซึ่งขณะนั้นเป็นของอังกฤษ ปีนังแตก 19 ธันวาคม 1941 จากนั้นสิงคโปร์ก็ยอมแพ้ และ 6 มกราคม 1942 กองทัพญี่ปุ่นก็ย่างเข้าสู่มนิลาของนายพลแมคอาเธอร์ จนในที่สุดเขาก็ต้องเสียกรุงมนิลาไปพร้อมกับฐานทัพเรือที่คาเต เขาต้องไปสู่ประเทศออสเตรเลีย เพื่อสะสมกำลังรบอยู่ที่เมืองดาร์วิน เตรียมกลับมาโจมตีใหม่ต่อไป


                    ที่เมืองดาร์วิน ประเทศออสเตรเลีย นักหนังสือพิมพ์เปรบมือให้เขาอย่างเกรียวกราว เมื่อเขาได้บอกว่า “ไอ แชล รีเทิร์น”   2 ปีต่อมา เขาได้รับความร่วมมือจากพลเรือเอกเชสเตอร์ วิลเลียม นิมิตส์ แม่ทัพเรือภาคแปซิฟิค และได้นำกำลังทหารหาญชาวอเมริกันหลั่งเลือดบุกเข้าไปถึงอ่าวลิงกาเย็น (Lingayen) และขึ้นเกาะลูซอนได้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1945 “ไอ แชล รีเทิร์น” ของเขา จึงได้มีความหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แห่งการทหารและการสงคราม ภายหลังที่ได้ผ่านยุทนาการอันโชกด้วยเลือดเนื้อ เสียหายมากมายด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างกองทัพเรือกัยกองทัพเรือ กองทัพบกกับกองทัพบก ญี่ปุ่น – อเมริกัน และเขาก็ได้ปลดเปลื้องเอกราชให้แก่ฟิลิปปินส์สำเร็จในที่สุด

                    สงครามเป็นไปอย่างยืดเยื้อจนในที่สุด ระเบิดปรมาณู 2 ลูก ก็ได้ถูกทิ้งลงที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ เมื่อวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สถานีวิทยุแห่งประเทศญี่ปุ่นก็ได้ประกาศยอมแพ้เป็นทางการต่อประเทศพันธมิตร เมื่อคืนวันที่ 10 สิงหาคมต่อมา เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศพันธมิตรผู้ยึดครองญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นยังมีกองทัพบก-เรือ และอากาศที่จะรบได้อยู่อีกรวม 2 ล้าน 5 แสนคน แต่เขาไม่หวั่นไหว และเชื่อว่าญี่ปุ่นจะไปไม่รอด เพราะทหารอังกฤษและอเมริกันหน่วยหน้าได้ขึ้นบนเกาะญี่ปุ่นแล้ว


                    ในตอนนั้นเขาเริ่มวางแผนสำหรับการที่เขาจะต้องรับหน้าที่ ในการบริหารและฟื้นฟูประเทศให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม สิ่งแรกที่เขาคิดคือต้องทำลายขั้วอำนาจเก่าที่อยู่เหนือสถาบันใดๆ ให้สิ้นซาก หลังจากนั้นจึงจะสร้างรัฐบาลขึ้นมาใหม่โดยให้สิทธิในการเลือกตั้งแก่สตรีญี่ปุ่น ปล่อยนักโทษการเมือง และการให้เสรีภาพแก่กรรมกรที่จะมีการเคลื่อนไหวในทางการเมือง

                    วันที่  2 กันยายน 1945 บนเรือประจัญบานอเมริกันมิสซูรี่ ได้มีการเซ็นต์สัญญาให้ญี่ปุ่นยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เว้นไว้แต่องค์พระเจ้าจักรพรรดิจะไม่ต้องถูกดำเนินคดีฐานเป็นอาชญากรสงครามเพียงพระองค์เดียว  เขายุบกองทัพญี่ปุ่นและล้มล้างลัทธิทหาร “บูชิโด” พระเจ้าจักพรรดิ์เองก็ได้เดินมาหาเขาที่กองบัญชาการ เป็นการแสดงความเคารพเขาในฐานะผู้ยึดครอง ซึ่งไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่พระเจ้าจักรพรรดิจะลดตนลงไปหาบุคคลธรรมดาสามัญ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระจักรพรรดิ์ต้องการให้ชาวญี่ปุ่นทุกคนยอมรับในตัวนายพลท่านนี้และยอมรับรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะร่างขึ้น ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ช่วยฟื้นฟูญี่ปุ่นอย่างจริงจังในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งสุขภาพอนามัย


                    ในปี ค.ศ.1950 กองทัพเกาหลีเหนือได้ข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมารุกรานเกาหลีใต้ ประธานาธิบดีทรูแมนได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายพลดักลาส แมคอาเธอร์ให้เป็นแม่ทัพใหญ่ของสหประชาชาติในเกาหลีทำให้เขาต้องบินด่วนไปเกาหลีใต้ทันที ขณะนั้นกองทัพจีนแดง พร้อมด้วยคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือได้รุกล้ำประเทศเกาหลีใต้ลงมาจวนตกทะเลแล้ว แต่เขาก็มีคำสั่งให้สู้อย่างสุดชีวิตด้วยการโจมตีข้าศึกทางเครื่องบินอย่างรุนแรงก่อนที่จะยกพลขึ้นบก และในที่สุดก็ได้ขับไล่ทหารจีนแดงออกไปจากเกาหลีใต้ได้ พร้อมด้วยการจับเชลยได้กว่า 130,000 คน

                    ตอนนั้นนายพลแมคอาเธอร์มีความคิดที่จะร่วมมือกับจอมพลเจียงไคเช็ค ว่าจะส่งกองทหารจีนคณะชาติเข้าช่วยทำสงครามในเกาหลีเพื่อปราบปรามจีนแดง แต่วงการเมืองอังกฤษขอให้อเมริกันงดความเห็นนี้ เพราะเกรงจะเกิดสงครามใหญ่ ในวันนั้น ประธานาธิบดีทรูแมนได้ประดับยศนายพลห้าดาว “จอมพลอเมริกัน” ซึ่งวันนี้เองที่ประธานาธิบดีทรูแมนได้จุดประกายทางความคิดของเขาว่าควรจะลงสมัครเป็นประธานาธิบดี แต่เขากลับตอบมาว่า “หากจะมีนายพลเข้าแข่งขันเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแล้ว

                    หลังจากนั้นเขาได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ว่าอยากจะหยุดปัญหาทั้งหมดโดยการโจมตีจีนแดงและทิ้งบอมบ์กองทัพจีนแดงที่กำลังชุมนุมพลอยู่ที่แม่น้ำยาลูในเขตแมนจูเรีย ทำลายฐานทัพของจีนแดงเสีย มิฉะนั้นการสงครามระหว่างประเทศพันธมิตรกับจีนแดงและทัพคอมมิวนิสต์ทั้งมวลจะยืดเยื้ออยู่ต่อไป หลังจากหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ตีพิมพ์ได้


                    ไม่นานนัก 11 เมษายน ค.ศ. 1951 นายพล ดักลาส แม็คอาร์เธอร์ (Douglas MacArthur) แม่ทัพสหรัฐอเมริกาผู้บัญชาการกองกำลังสหประชาชาติในสงครามเกาหลี มีคำสั่งจากทางวิทยุโทรเลขของทรูแมนมาถึงเขาว่า “ให้ท่านพ้นจากตำแหน่งทุกตำแหน่งเดี๋ยวนี้...” ท่านถูกสั่งปลดออกจากตำแหน่ง โดย ประธานาธิบดี แฮรี ทรูแมน (Harry S. Truman)

                    คำสั่งนี้เองที่ทำให้เขาต้องพ้นจากตำแหน่งในเวลาเดียวกันถึง 3 ตำแหน่ง คือ ผู้บัญชาการทหารพันธมิตรผู้ยึดครองประเทศญี่ปุ่น ผู้บัญชาการทหารสหประชาชาติในเกาหลี และผู้บัญชาการทหารอเมริกันในภาคตะวันออกไกล และสิ้นสุดอาชีพทางด้านทหารเมื่ออายุ 71 ปี ผ่านศึกมาจนได้ชื่อว่า “วีรบุรุษสงคราม” มา 3 สมัย เนื่องจากฝ่าฝืนนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ และสหประชาชาติ โดยประกาศว่าจะบุกประเทศจีน และจะทิ้งระเบิดปรมาณูในประเทศจีน เพื่อตัดกำลังไม่ให้ส่งมาช่วยเกาหลีเหนือ (ซึ่งสนับสนุนโดยคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะจีนและสหภาพโซเวียต ส่วนเกาหลีใต้สนับสนุนโดยฝ่ายประชาธิปไตย) แต่ประธานาธิบดีทรูแมนเห็นว่าเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสงครามใหญ่ เพราะจีนมีสนธิสัญญามิตรภาพร่วมกับโซเวียต การรุกรานจีนก็เท่ากับว่าได้รุกรานโซเวียตด้วย


                    หลังจากนั้น 5 วันนายพลผู้ยิ่งใหญ่ก็ขึ้นเครื่องบินกลับอเมริกา เมื่อวันที่ 15เมษายน ท่ามกลางความห่วงและอาลัยรักของชาวญี่ปุ่นทั้งชาติ พ่อและมิตรสุดที่รักที่กำลังจะจากไป ชาวญี่ปุ่นได้อ้อนวอนให้เขาอยู่ที่ญี่ปุ่น พร้อมกับเสนอเงินเดือนให้เดือนละ 2 หมื่นดอลลาร์ รัฐบาลและประชาชนชาวประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมที่จะรับอุปการะแก่แมคอาเธอร์ดุจบิดาสุดที่รักอยู่จนชั่วฟ้าดินสลาย แต่เขาปฏิเสธข้อเสนอต่าง ๆจนหมดสิ้น  พร้อมที่จะเดินทางกลับไปสู่อเมริกาทั้งๆ ที่ไม่มีตำแหน่งอะไรเหลืออยู่เลย ชาวญี่ปุ่นกว่า 3 แสนคนเรียงรายตลอดทางที่เขาจะออกจากกองบัญชาการจนถึงสนามบินฮาเนดะ พร้อมกับเปล่งเสียงไชโยโห่ร้อง “บันไซ” ตลอดทาง และเมื่อเขาเดินทางมาถึงชิคาโก ชาวอเมริกันกว่า 2 ล้านคนได้มาต้อนรับเขากลับบ้านอย่างอบอุ่น


                     ช่วงสุดท้ายของชีวิตเขานั้น ไม่มีแม้กระทั่งบ้านของตัวเอง เขาเช่าโรงแรมในกรุงนิวยอร์ค อยู่ร่วมกับภรรยา เขาเริ่มล้มป่วยลงตั้งแต่ 6 มีนาคม 1964 และหมอได้ทำการผ่าตัดรักษาโรคร้ายอยู่ 3 ครั้งเพื่อจะช่วยชีวิตจอมพลใหญ่ให้คงไว้  เมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1964 ณ โรงพยาบาลทหารบกวอลเตอรีด ในกรุงวอชิงตัน นายพลผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบศพของเขาถูกเคลื่อนย้ายไปยังเมืองนอฟอล์ค รัฐเวอร์จิเนีย เพื่อฝังร่างอันไร้วิญญาณของท่านลง ณ สุสานเคียงข้างศพของแม่ตามคำสั่งที่เขาให้ไว้เป็นครั้งสุดท้าย