ผู้เขียน หัวข้อ: อยากจะบ้า....เมื่อน้องหมาเป็นเบาหวาน  (อ่าน 705 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 279
  • -Receive: 2208
  • กระทู้: 3023
  • เพศ: หญิง
เมื่อน้ำตาลเป็นพิษ


                หลายๆคนคงจะเคยได้ยิน โรคเบาหวานกันมาบ้างแล้วนะคะ ท่านทราบหรือไม่ว่าสัตว์เลี้ยงของท่านอาจเป็นเบาหวานได้เช่นกัน โรคเบาหวานเกิดจากภาวะที่ ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)ซึ่งถูกสร้างจากตับอ่อนนั้นมีน้อยหรือไม่มีการสร้างเลยหรืออาจมี การสร้างได้แต่ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ลดลงจากเดิม ทำให้ขบวนการเผาผลาญ และสะสมน้ำตาลเพื่อมาใช้เป็นพลังงานได้ลดลง เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่เพียงพอ จึงเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

                ใน สุนัขพบได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 4-12 ปี และพบว่าพบในเพศเมียมากกว่าถึง 2 เท่า สายพันธุ์ที่พบบ่อยได้แก่ พุดเดิล , ดัชชุน , มิเนเจอร์พินเชอร์ , มิเนเจอร์ ชเนาเซอร์ , บีเกิล , ปั๊ก , โกลเดนรีทรีพเวอร์   ส่วนในแมวพบว่าแมวเพศผู้ที่ทำหมันแล้วสามารถพบได้มากกว่าเพศเมียถึง 1.5 เท่า หรือแม้กระทั่งในแมวชรา หรือแมวที่มีน้ำหนักตัวเฉลี่ยมากกว่า 6.8 กิโลกรัมก็สามารถพบได้สูงอีกด้วย


เบาหวานมี  2 ชนิดด้วยกันคือ

1. เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetes mellitus/ IDDM)

                Type I Diabetes เบาหวานชนิดนี้พบในสุนัขเป็นส่วนใหญ่ ตับอ่อนของสัตว์ป่วยจะสร้างอินซูลินไม่ได้เลย หรือได้น้อยมาก บางทฤษฎีกล่าวว่าอาจเกิดจากร่างกายมีการสร้างแอนติบอดีขึ้น ต่อต้านทำลายตับอ่อนของตัวเอง จนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ดังที่เรียกว่า "โรค ภูมิแพ้ต่อตัวเอง" (autoimmune)" ทั้งนี้ อาจเป็นผลมาจาก ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ร่วมกับการติดเชื้อ หรือการได้รับสารพิษจากภายนอก สัตว์ป่วยจำเป็นต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลิน เข้าทดแทนในร่างกายทุกวัน จึงจะสามารถเผาผลาญน้ำตาลได้เป็นปกติ


2. เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน  (Non-insulin-dependent diabetes mellitus/NIDDM)

                 Type II Diabetes เบาหวานชนิดนี้ส่วนใหญ่จะพบในแมวมากกว่าสุนัข โดย ตับอ่อนของสัตว์ป่วย ยังสามารถสร้างอินซูลินได้ แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายหรือสร้างอินซูลินได้แต่ไม่ออกฤทธิ์ จึงทำให้มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้น  กลายเป็นเบาหวานได้ เบาหวานชนิดนี้อาจสัมพันธ์กับความอ้วน  , กรรมพันธุ์  , จากการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์, ยาขับ ปัสสาวะ, ยาคุมกำเนิด หรือพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง, มะเร็งของตับอ่อน, ตับแข็งระยะสุดท้าย, โรคคุชชิง  เป็นต้น


                  การควบคุมอาหาร หรือการใช้ยาเบาหวานชนิดกิน มักจะได้ผลในการควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติได้ หรือบางครั้งถ้าระดับน้ำตาลสูงมากๆ ก็อาจต้องใช้อินซูลิน ฉีดเป็นครั้งคราว  ในแมวพบว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้มากถึง 80-95% ส่วนอีก 5-20% มักเป็นชนิดแรก

                  อาการ เริ่มแรกที่สังเกตเห็นง่าย คือ ปัสสาวะบ่อยและมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน อาจจะมากกว่า 3 – 4 ครั้ง ขึ้นกับความรุนแรงของโรค เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไต จะดึงเอาน้ำออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อปัสสาวะมาก ก็ทำให้ร่างกายขาดน้ำ รู้สึกกระหายน้ำ กินน้ำเยอะขึ้นบ่อยขึ้น เนื่องจากสัตว์ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงานไปใช้ได้ จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อ และไขมันแทน ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน ผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเพลีย หิวบ่อย กินเก่ง แต่น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว 

                   หากอาการรุนแรงอาจพบอาการทางประสาท ตาต้อกระจก หรืออาจเกิดตาบอดเฉียบพลันได้ ในรายที่มีข้อแทรกซ้อนอาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากภาวะคีโตนในเลือดสูงหรือ ที่เรียกว่า Diabetic KetoAcidosis(DKA)  จะมีอาการอาเจียน , ท้องเสีย , ซึม , ขาดน้ำอย่างรุนแรงถือเป็นภาวะฉุกเฉินหากไม่ได้รับการรักษาอาจเป็นอันตรายถึง แก่ชีวิตได้


การตรวจวินิจฉัย

                   การตรวจในระยะเริ่มต้นสามารถตรวจอย่างคร่าวๆโดยการปัสสาวะโดยทำการอดอาหารและน้ำก่อนตรวจ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง  หากพบว่ามีน้ำตาลในปัสสาวะก็อาจมีสาเหตุเกิดจากเบาหวานได้ สัตว์เลี้ยงควรได้รับการการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือด  หากค่าน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า 180 ในสุนัข และ มากกว่า250 ในแมว อาจสงสัยว่าเป็นเบาหวานได้ค่ะ

การจัดการด้านสุขภาพในรายที่เป็นเบาหวาน

                   1. การฉีดอินซูลิน  ในรายที่มีความจำเป็นต้องใช้อินซูลิน สัตว์ป่วยมีความจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อได้รับการฉีดอินซูลิน และมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิดในช่วง1-3 วันแรก หากไม่พบข้อแทรกซ้อนหรืออาการผิดปกติใดๆ สามารถรับกลับบ้านและฉีดอินซูลินโดยเจ้าของได้ จากนั้น 1 สัปดาห์จึงนัดมาตรวจเลือดเพื่อประเมินค่าน้ำตาลในเลือดแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าขนาดอินซูลินที่ใช้เหมาะสมกับสัตว์ป่วยแต่ละตัว

                   2. การดูแลเรื่องอาหาร ควรจัดอาหารที่มีสัดส่วนและคุณค่าอาหารคงที่ เวลาในการให้ควรเป็นช่วงเวลาเดียวกันตลอด   ปัจจุบันมีอาหารทางการค้าหลายชนิดที่ทำมาสำหรับสัตว์ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะ หรือหากอยากเลือกอาหารปรุงเองก็ได้ค่ะ

                   3. การออกกำลังกาย ควรมีกิจกรรมให้สุนัขออกกำลังกายในสัตว์ป่วยแต่ละตัวอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสม


                   จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียวในการรับมือกับโรคนี้แต่อย่างน้อย ก็ยังมีแนวทางการหลีกเลี่ยงหรือลดความเสี่ยงของสัตว์เลี้ยงที่จะเกิดโรคเบา หวาน ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมน้ำหนัก อาหาร หรือการหมั่นตรวจสุขภาพก็จะช่วยให้เรารู้เร็วเท่าทันโรคได้

                   สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คลินิกเบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ  โทร 02-712-6301 หรือwww.thonglorpet.com