หมวดหมู่ทั่วไป > สนทนาจิปาถะ

ปุจฉา... อ่าน "ฤทธิ์มีดสั้น" แล้วรู้สึกอย่างไร?

(1/2) > >>

แบนโล:
กระทู้นี้ เริ่มจากคำถามของท่านประธาน... "อ่านฤทธิ์มีดสั้นแล้วรู้สึกยังไง?"...


นี่คือความคิดเห็นของเบญค่ะ...

     ด้านเนื้อเรื่อง เบญคิดว่าผู้เขียน (โก้วเล้ง) น่าจะเป็น “นักอ่าน” ที่ดีคนหนึ่งนะคะ เพราะเนื้อเรื่องที่เขียนออกมาลำดับเรื่องราวได้ดี (อ่านแล้วเหมือนได้ดูหนังเลยล่ะค่ะ) ใช้สำนวนการเปรียบเทียบ และการบรรยายภาพบรรยากาศ, ตัวละคร, ลักษณะหน้าตาท่าทาง หรือแม้กระทั่งสิ่งของวางกองเล็กๆน้อยๆ ก็อธิบายได้อย่างละเอียดลออ เบญคิดว่า หากไม่ใช่ผู้ที่อ่านมามาก การเขียนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ

     การบรรยายภาพและฉากต่างๆ ก็เขียนได้น่าสนใจค่ะ ส่วนใหญ่ในการบรรยายภาพและลักษณะท่าทางของบุคคล มักจะมีการเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เช่น

     “คนผู้นี้เดินช้าอย่างยิ่ง แต่มิยอมหยุดเด็ดขาด มาตรว่าได้ยินเสียงล้อรถ เสียงม้าร้อง แต่มิได้เหลียวหน้ามาเลย มันทั้งไม่มีร่ม ไม่มีหมวก หิมะละลายไหลลงจากศีรษะสู่ใบหน้า เข้าไปในซอกคอ ทั้งร่างสวมเสื้อผ้าบางเบาอยู่ชั้นเดียวเท่านั้น!
     แต่หลังของมันยังยืดตรงดั่งปลายทวน ร่างของมันคล้ายหลอมขึ้นจากเหล็กไหล น้ำแข็งหิมะ ความหนาวเหน็บ ความเหน็ดเหนื่อย ความหิวโหย ต่างไม่อาจคุกคามให้มันยอมสยบ ไม่มีเรื่องราวใดสามารถบันดาลให้มันยอมสยบได้!”

เบญไม่ทราบว่าปกตินิยายจีนจะอธิบายรายละเอียดแบบนี้ทุกเรื่องหรือเปล่านะคะ เพราะนี่เป็นเรื่องแรกที่ได้อ่าน และเบญก็คิดว่ามันเป็นเสน่ห์ที่น่าสนใจมากเลย ถ้าเป็นวรรณกรรมไทย หรือวรรณกรรมแปลทั่วๆไป โดยมากมักจะบรรยายออกมาตรงๆ หากอธิบายถึงลักษณะอาฮุยในแบบฝรั่ง ก็อาจจะระบุเป็นส่วนสูง รูปร่าง ท่าทาง ลักษณะการเดินแบบตรงๆ ไม่ได้มานั่งเปรียบเทียบดั่งปลายทวนและเหล็กไหลเช่นนี้ หรือแม้กระทั่งฉากต่อสู้ ท่านก็สามารถอธิบายไว้ได้เหมือนไปเห็นมากับตาว่าใครใช้ท่าร่างอะไรยังไง ต่อสู้กันในสถานที่แบบไหน ...เบญว่าเบญอ่านเรื่องนี้แล้วเบญเห็นภาพเหมือนนั่งดูหนังนะคะ (สนุกกว่าดูหนังด้วยซ้ำ เพราะเรานั่งนึกภาพของเราเอง) ดังนั้นเวลาอ่านจึงต้องหาช่วงที่ว่างและสามารถมีสมาธิกับหนังสือได้จริงๆ แล้วจะสนุกมากๆเลย ^^

     การตัดต่อเนื้อเรื่องก็ดีค่ะ มีบางครั้งที่กั๊กไว้ให้คนอยากรู้ หรือเอาไปคิดต่อ แล้วตัดภาพไปหาอีกคน เพื่อให้คนได้เห็นเรื่องราวไหนหลายแง่มุม แต่ก็คงเป็นเรื่องปกติของวรรณกรรมซึ่งหาได้จากทุกชาติ

     ด้านเนื้อเรื่อง... เรื่องนี้อ่านแล้วค่อนข้างเครียดเหมือนกันนะคะ มีหลายครั้งที่เบญต้องหยุดอ่านแล้วไปทำอย่างอื่นแทนเพราะเครียดเกินไป 555 ท่านลี้คิมฮวงพลอยจะทำให้เบญเก็บกดไปด้วยนะเนี่ย อิอิ ...คาแร็คเตอร์ของตัวละครแต่ละคนน่าสนใจมากค่ะ รู้สึกเหมือนว่าลี้คิมฮวงเป็นเหมือนตัวแทนคนดีในทุกยุคสมัย ที่ถ้าให้เลือก ก็มักจะหวังถึงความสุขของผู้อื่นก่อนความสุขของตัวเองเสมอ ซึ่งก็มักจะเจ็บปวดทุกที -__-“ แต่บางครั้งก็ยึกยักจนน่าโมโหเหมือนกันนะคะ ใจดีเกิน 555

     แต่ก็เข้าใจอยู่เรื่องนึงที่ลี้คิมฮวงยอมเปิดทางให้คนรักของตนและเพื่อนรักได้แต่งงานกันนะคะ อันนี้ดูจากอากงของเบญเองค่ะ ไม่ใช่ว่าแกทำแบบลี้คิมฮวงนะคะ อิอิ แต่อากงมักจะเล่าให้ฟังถึงคนที่มีพระคุณกับแกในสมัยก่อนให้ฟังเสมอ อันนี้เล่าสู่กันฟังนะคะ นอกเรื่องนิดนึง...

    มีชายอยู่คนนึง สมัยก่อนค่อนข้างมีฐานะ ได้ยื่นมือช่วยซื้อโลงศพของคุณพ่อของอากงและจัดงานศพให้ตอนที่ท่านเสียไป ตอนนั้นอากงยากจนมาก ไม่มีเงินจะซื้อโลงศพและจัดงานศพให้พ่อด้วยตนเอง อากงก็ซาบซึ้งน้ำใจเป็นอย่างมาก พร้อมจะตอบแทนให้ทุกทางที่ทำได้ จนในตอนหลังครอบครัวเบญก็เริ่มตั้งตัวได้จนค่อนข้างสบาย ฝ่ายคนที่เคยช่วยอากงไว้กลับเจอกับเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีนัก ก็มาหยิบยืมเงินจากอากงไป ซึ่งแน่นอนว่าอากงย่อมยินดีช่วยเหลือเต็มที่ โดยที่ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดเวลา และไม่คิดที่จะอยากได้คืนด้วยซ้ำ โดยอากงจะคิดเสมอว่า เงิน 300 บาทที่แกยืมมาทำศพให้คุณพ่อของอากงนั้น มันมีคุณค่าและมีความหมายเพียงใด เหมือนว่าหากไม่มีเค้าในตอนนั้นก็คงไม่มีอากงในตอนนี้... ถึงแม้ว่าเงินที่อากงให้เขายืมจะเกิน 3 แสนไปแล้ว อากงก็ยังคงระลึกถึงบุญคุณในครั้งนั้นอยู่เสมอและก็คงเป็นเช่นนั้นตลอดไป

...บางครั้งเบญก็คิดนะคะ ว่าบางทีมันก็ดูไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย อย่างนี้เราก็ควรจะชิงสร้างบุญคุณให้คนอื่นก่อนหรือ? ไม่งั้นก็ต้องเป็นหนี้บุญคุณกันตลอดไป? แต่คิดไปคิดมา ก็อาจไม่แปลกนะคะ จะ 300 หรือ 3 แสน สุดท้ายแล้ว มันก็คือ “น้ำใจ” ที่มอบให้แก่กันโดยไม่ได้หวังผลแหละเนอะ คนที่ช่วยอากง เพราะช่วยได้ก็อยากช่วย อากงช่วยเค้าได้ก็อยากช่วย คนที่รู้จักให้เท่านั้นจึงจะทราบซึ้งคุณค่าของการให้... ลี้คิมฮวงเองก็เช่นกัน เพียงแต่กรณีของลี้คิมฮวงอาจจะซับซ้อนไปอีกซักหน่อยเพราะสิ่งที่ลี้คิมฮวงใช้ตอบแทน ไม่ใช่สิ่งของหรือเงินทอง แต่เป็นคน...ที่มีหัวใจและความคิดของตัวเอง

     ส่วนที่เบญชอบมากที่สุดในเรื่องนี้คือข้อคิดที่โก้วเล้งสอดแทรกไว้ในเรื่องค่ะ บางเรื่องก็กล่าวสรุปไว้ บางเรื่องก็สะท้อนให้เห็นจากตัวละคร ซึ่งก็เป็นเรื่องของชีวิต เรื่องสันดานของมนุษย์ เรื่องผู้หญิง เรื่องจิตใจ และเรื่องอื่นๆ ที่ก็ยังคงใช้ได้จนปัจจุบัน เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่โก้วเล้งสอดแทรกไว้ค่อนข้างเยอะ และหลายเรื่อง (เบญชอบเรื่องราวที่ทำให้เข้าใจชีวิตน่ะค่ะ) เอาเป็นว่าส่วนของผู้เขียนและเนื้อเรื่องขอจบเท่านี้ค่ะ เพราะเบญไม่ใช่นักอ่านที่ดีเท่าใดนัก จึงไม่สามารถวิจารณ์อะไรได้ แต่ถ้าถามว่าชอบไหม เบญชอบนะคะเรื่องนี้ สนุกดีค่ะ

     ส่วนเรื่องของการแปลและเรียบเรียงของ ว. ณ เมืองลุง และ น.นพรัตน์ เบญว่าถึงแม้ว่าจะคล้ายๆกันก็ตาม (จะแปลกันเองหรือลอกกันก็เหอะ  :ling:) แต่ก็มีลักษณะการใช้คำและรูปประโยคต่างกันนิดหน่อยค่ะ

     งานของ น.นพรัตน์ จะออกไปในแนวที่พยายามจะเน้นแปลให้ออกมาให้คำสละสลวย แต่บางครั้งการใช้คำยาก ก็ใช่ว่าจะทำให้วรรณกรรมสนุกสนานมากขึ้น ซึ่งจะต่างจากของ ว. ณ เมืองลุง ที่จะใช้คำง่ายๆ และเข้าใจง่ายกว่า ทำให้อ่านได้เรื่อยๆแบบไม่ต้องแปลไทยเป็นไทยค่ะ อีกเรื่องนึงที่เป็นเรื่องขัดตาในฉบับของ น.นพรัตน์ คือ ท่านพยายามจะแปลทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นชื่อภาษาจีน โดยเอาชื่อเป็นคำอ่านภาษาจีนพิมพ์ลงไปแล้วเอาคำแปลใส่ไว้ในวงเล็บหลังชื่อนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อคน ชื่ออาวุธ ชื่อท่าร่าง ฯลฯ เบญคิดว่า หากต้องการจะอธิบายละเอียดจริงๆ ก็ใส่หมายเหตุไว้ข้างล่างน่าจะดีกว่า เพราะทำให้อรรถรสในการอ่านหายไปเยอะเชียวค่ะ มันเหมือนอ่านแล้วสะดุดอยู่ตลอดเวลา เหมือนฟังเพลงแผ่นกระตุก หงุดหงิดพิลึก  :n9: ยกตัวอย่างฉบับของ น.นพรัตน์ให้ดูนะคะ...

    “คนที่สองกล่าวเสริมว่า “มิใช่เราเตี่ยเล่ายี่ (อันดับสองแซ่เตี่ย) ประโคมโอ่ หากเอ่ยถึงความแกร่งกร้าวของพลังฝ่ามือ ย่อมต้องนับกิมไซเจี้ย (ฝ่ามือราชสีห์ทอง) ของจงเท้าเปี่ย (หัวหน้าใหญ่) พวกเรา แต่หากเอ่ยถึงความรวดเร็วของเพลงกระบี่ทั่วทั้งแผ่นดิน เกรงว่าไม่มีผู้ใดทัดเทียบตั่วกอพวกเราได้””

อ่านแล้วสะดุดไหมคะ แล้วอันนี้...

     “คนร่างเล็กสันทัดกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าพเจ้าปาเอ็ง มาตรแม้นเป็นคนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม แต่ฉิ้งเฮ่างี้ฉิ้งเล่าเอี้ยจื้อ (นายผู้เฒ่าแซ่ฉิ้ง) ท่านนี้มีเกียรติภูมิอยู่ในยุทธจักร บ๊วยยี่ซิงแซสมควรได้ยินมากระมัง?”
      “ฉิ้งเฮ่างี้? ใช่เป็นทิต้าจิ้นโป๊ยฮึง (ขวัญเหล็กสะท้านแปดทิศ) ฉิ้งเฮ่างี้หรือไม่?”
     ปาเอ็งตอบกล่าวว่า “กล่าวประเสริฐ เป็นท่านผู้เฒ่าเอง””


เบญไม่รู้ว่าคนอื่นอ่านแล้วจะเป็นแบบเบญหรือเปล่า แต่แค่อ่านชื่อ “ฉิ้งเฮ่างี้ฉิ้งเล่าเอี้ยจื้อ” ก็ทุลักทุเลน่าดู อาจจะเป็นเพราะไม่รู้ภาษาจีนและไม่ถนัดภาษาไทยหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะคะ  :baby: การพยายามสอดแทรกความรู้ให้ผู้อ่านก็เป็นสิ่งที่ดี แต่หากใช้ไม่ดีก็เหมือนดาบสองคม มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ น.นพรัตน์ พยายามหามาอธิบายด้านล่างถึงความหมายแฝง หรือภูมิหลังอะไรนิดๆหน่อยๆ ก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นข้อดีเดียวที่ ว. ณ เมืองลุงไม่มี แต่ก็อย่างที่ว่ามาค่ะ... อ่านยาก เข้าใจยาก  :grein: การใช้ภาษาไทย และรูปประโยค ของ ว. ณ เมืองลุงทำได้ดีกว่ามาก เข้าใจง่าย เป็นรูปแบบภาษาที่เราๆปกติใช้กัน ในขณะที่ น.นพรัตน์ ยังใช้รูปประโยคแบบงงๆอยู่ อาจเป็นเพราะติดรูปแบบประโยคของจีนมากไปก็เป็นได้มั้งคะ


     ที่น่าโมโหที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของการตีพิมพ์... ฉบับที่เป็น “ฤทธิ์มีดสั้น” เป็นของสำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์ ทั้งๆที่หน้าปกพิมพ์ไว้ว่า “ฉบับตรวจทานต้นฉบับใหม่ ถูกต้อง สมบูรณ์ ยิ่งกว่าฉบับพิมพ์ครั้งใดๆ” แต่พิมพ์ผิดเยอะมาก บางที่ผิดแบบไม่น่าให้อภัย  :urr: อย่างช่วงตอนที่บ้วยฮวยเต๋าออกอาละวาด ก็เป็น “บ้วยฮวยเต๋า” อยู่ดีๆ กลายเป็น “บ้วนฮวยเต๋า” ในหน้าสุดท้ายของเล่ม 1 ผิดที่เดียวไม่แปลก เล่นเรียก “บ้วนฮวยเต๋า” ทั้งหน้าเลย สงสัยคนพิมพ์คงขี้เกียจแล้วใช้ก็อปปี้แปะเอามั้งคะ แต่ลอดสายตากันมาได้ยังไงหนอ ที่อื่นก็มีผิดนิดๆหน่อยๆ มาเป็นประปราย “สุราป้านปล่า” ยังงี้...น่าโมโห (เค้าเรียกโฆษณาเกินจริงหรือเปล่าคะนี่)  :n9: ในขณะที่ “มีดบินไม่พลาดเป้า” ของสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์กลับพิมพ์แทบไม่ผิดเลย แต่ก็นะ...สยามอินเตอร์อ่านไปแค่เล่มเดียว เล่มอื่นไม่รู้นะคะ หุหุ

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบ  :pap:  (ยาวไปหน่อยเนอะ :baby:)

หากไปพาดพิงหรือเรื่องใดไม่เหมาะสมก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ   :suu8:

(ยังไงซะ ก็เป็นเพียงความคิดเห็นของเบญคนเดียว อยากทราบความคิดเห็นของท่านอื่นๆบ้างค่ะ ถ้าอ่านแล้วมาแบ่งปันกันบ้างนะคะ    :2224:)

nongtoo:
โก้วเล้งผู้แต่งเรื่องนี้ นัยว่าภาษาอังกฤษดีมาก
เคยทำงานอยู่ในห้องสมุด จึงได้มีโอกาสได้อ่านนิยายภาษาอังกฤษเยอะแยะ

เรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น โก้วเล้งดัดแปลงมาจาก นิยายคาวบอยเรื่องหนึ่ง
ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่พระเอกชื่อ ด๊อก ฮอลิเดย์
เป็นคนติดเหล้า ไอเรื้อรัง แต่ชักปินไวมาก

ผมอ่านเรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น มากกว่าสามรอบ
อ่านตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม  อ่านตอนเรียนมหาวิทยาลัย
อ่านตอนทำงานจบ และหยิบมาอ่านยามว่างบ่อยๆ
เคยดูหนังอยู่หลายเรื่อง สร้างเพี้ยนไปเพี้ยนมา
มีอยู่เรื่องนึง กลายเป็นว่า โล้วเซ่งฮุ้น ที่มาช่วยลี้คิมฮวง
เป็นเรื่องการจัดฉาก เพื่อจะได้ขอซีอิม จากพระเอก
อีกเรื่องหนึ่ง มีตอนอาฮุยไปช่วยลี้คิมฮวงที่วัดเสี้ยวลิ้มยี่
ตอนสุดท้ายลี้คิมฮวงเอาน้ำแข็ง(หิมะ)ที่ติดค้างบนหลังคา
ซัดใส่หลวงจีนที่เป็นผู้ร้ายจนตาย (ในนิยายพระเอกซัดมีดสั้น)

ผมว่าหนังจีนเรื่องฤทธิ์มีดสั้น ยังพอหาได้อยู่นา
ไม่ใกล้ไม่ไกล ในบอร์ดหนังของเม็ดทรายนี่แหละ

โดยส่วนตัว เห็นว่า พระเอกเรา ซื่อบื้อไปหน่อย
สงสัยอยากจะเป็นพระเวสสันดร ใครมาขอแฟนก้ให้
มีบุญคุณช่วยชีวิต ก็มิต้องทดแทนขนาดนั้นหรอก
น่าจะถามผู้หญิงสักคำ ว่า เธอโอเคมั๊ยคะ

นิยายเรื่องนี้มีปรัชญา มีคำสอนทางอ้อมเยอะมาก
แล้วจะมาโม้ต่อนะครับ


แบนโล:

--- อ้างจาก: nongtoo ที่ พฤษภาคม 29, 2012, 08:17:55 PM ---
โดยส่วนตัว เห็นว่า พระเอกเรา ซื่อบื้อไปหน่อย
สงสัยอยากจะเป็นพระเวสสันดร ใครมาขอแฟนก้ให้
มีบุญคุณช่วยชีวิต ก็มิต้องทดแทนขนาดนั้นหรอก
น่าจะถามผู้หญิงสักคำ ว่า เธอโอเคมั๊ยคะ

นิยายเรื่องนี้มีปรัชญา มีคำสอนทางอ้อมเยอะมาก
แล้วจะมาโม้ต่อนะครับ


--- End quote ---

 :ling: แอบนั่งขำอยู่คนเดียว ชอบที่บอกว่า "สงสัยอยากจะเป็นพระเวสสันดร" เห็นภาพเลยค่ะ :220: (แอบเห็นด้วย) :n9:
ลี้คิมฮวงอาจจะไม่ทันคิดล่ะมั้งคะ ว่าควรจะถามผู้หญิงก่อน อาจจะกำลังเครียดจัดเลยคิดอยู่ข้างเดียว เวลาคนเราคิดมาก ก็มักจะลืมมองไปรอบๆเนอะ...

พอนั่งอ่านจนเล่มสุดท้าย ที่ลิ่มซีอิมบอกว่า จริงๆตัวเธอเองหากบอกว่าจะไม่แต่งงานกับเล้งโซ่วฮุ้น และจะติดตามลี้คิมฮวงคนเดียว ก็คงไม่เป็นอย่างนี้ ...อ่านแล้วก็ อืม...ก็จริงเนอะ แต่ละคนก็ย่อมมีทางออกอยู่หลายทางเพียงแต่มองไม่เห็นมั้ง

เบญชอบตรงปรัชญา และคำสอนทางอ้อมนี่แหละค่ะ คิดว่าถ้าว่างๆ จะเอามาอ่านอีกซักรอบ...

ไว้เบญจะรอให้คุณ nongtoo มาโม้ให้ฟังต่อนะคะ :2224:
แล้วก็อยากอ่านความเห็นของทุกคนด้วยนะคะ :suu8:

โนบุนากะ:
เป็นการตั้งกระทู้ที่ยอดเยี่ยมมาก

เด๋วไปอ่านอีกรอบแล้วจะมาร่วมวิจารณ์นะ   :baby:   :n111:

ts:
- อ้างจาก nongtoo..มีอยู่เรื่องนึง กลายเป็นว่า โล้วเซ่งฮุ้นที่มาช่วยลี้คิมฮวงเป็นเรื่องการจัดฉาก เพื่อจะได้ขอ (ลิ้ม) ซีอิม จากพระเอก
อีกเรื่องหนึ่ง มีตอนอาฮุยไปช่วยลี้คิมฮวงที่วัดเสี้ยวลิ้มยี่ ตอนสุดท้ายลี้คิมฮวงเอาน้ำแข็ง (หิมะ) ที่ติดค้างบนหลังคา ซัดใส่หลวงจีนที่เป็นผู้ร้ายจนตาย (ในนิยายพระเอกซัดมีดสั้น).."
- ชอว์ บราเดอร์ส นำบทประพันธ์เรื่องนี้มาสร้างเป็นหนัง 2 ตอน ตอนแรก ชื่อ "ศึกยุทธจักรหงส์บิน" ตอนที่ 2 ชื่อ ฤทธิ์มีดสั้นลี้คิมฮวง"
- ในตอน "ศึกยุทธจักรหงส์บิน" แปลงเนื้อหาให้ "เล้งโซ่วฮุ้น" เป็นจอมโจรดอกเหมย จัดฉากช่วยเหลือลี้คิมฮวง ทำอุบายล่อให้ลี้คิมฮวงเข้าด่านมาเพื่อจุดประสงค์ยืมมือชาวยุทธจัดการกับลี้คิ้มฮวง แต่คนดีผีคุ้ม มีอาฮุยมาร่วมมือต่อกรกับเหล่าร้ายนั้น ส่วนตอนท้ายของภาคนี้ ลี้คิมฮวงกับอาฮุยหลังจากสะสางปัญหาที่วัดเส้าหลินแล้ว ได้ตามเล้งโซ่วฮุ้นมาที่บ้าน ต่อสู้กัน เล้งโซ่วฮุ้นจัดการกับมีดสั้นของ    ลี้คิมฮวงด้วยแผ่นแม่เหล็ก (มีดสั้นทำด้วยเหล็ก) จนเหลือมีดสั้นเล่มสุดท้ายที่ซัดไปที่แท่งน้ำแข็งที่ย้อยจากเพดานร่วงลงมาปักใส่     เล้งโซ่วฮุ้นตาย..ลี้คิมฮวงรำพึงว่า..อาวุธจากฟ้ายากที่จะหลบหลีกได้ (ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังหาซื้อดูได้ในตลาดซีดีและดีวีดี)
- โดยส่วนตัวก็รู้ว่าบทภาพยนตร์ไม่ตรงกับที่อ่าน แต่กลับชื่นชมการดัดแปลงของผู้สร้างที่ทำได้ลงตัว เป็นการปิดบทบาทเล้งโซ่วฮุ้นโดยอุปโลกเป็นจอมโจรดอกเหมยเสียเลย และจบชีวิตด้วยน้ำมือของลี้คิมฮวง เดาใจผู้สร้างก็เพื่อมิให้เล้งโซ่วฮุ้นมาปรากฏในภาค 2 ซึ่งจะเยิ่นเย้อเกินไป ให้ลี้คิมฮวงและอาฮุยต่อสู้กับซ่างกัวจินหงและจินบ้อเมี่ยสมน้ำสมเนื้อมากกว่า
- ไม่ได้วิจารณ์เนื้อหาในหนังสือครับ ขอกลับไปทบทวนก่อน

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

Go to full version