ผู้เขียน หัวข้อ: โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา ตอนที่ 2  (อ่าน 1414 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • นักรบ
  • **
  • Thank You
  • -Given: 289
  • -Receive: 2413
  • กระทู้: 3183
  • เพศ: หญิง


ทรงพระราชทานแนวทางการพัฒนาศูนย์ศึกษาการพัฒนา เขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดังนี้

1) พัฒนาให้เป็นศูนย์ตัวอย่างด้านเกษตรกรรมที่สมบูรณ์แบบทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ ฟื้นฟูสภาพป่า การพัฒนาดิน การวางแผนปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกร และผู้สนใจสามารถเข้ามาชมศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและนำไปปฏิบัติตามได้ เพื่อพัฒนาอาชีพและพื้นที่ทำกินของตนให้เพิ่มผลผลิตมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเป็นอาชีพเสริม เพิ่มฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพิ่มรายได้จากอาชีพหลักอีกทางหนึ่ง

2) พัฒนาพื้นที่รอบนอกศูนย์ศึกษาฯบริเวณลุ่มน้ำโจนให้มีความเจริญขึ้น เป็นตัวอย่างแก่การพัฒนาพื้นที่อื่นๆต่อไป

3) ให้นำวิธีการที่ได้ผลมาแล้วถูกต้อง ประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุดมาดำเนินการ



          ต่อมาราษฎรได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินเพิ่มเติมอีก 497 ไร่ ผนวกกับที่ดินบริเวณสวนรุกขชาติและสวนพฤกษศาสตร์ และได้ทรงซื้อที่ดินที่อยู่ติดกับศูนย์ฯ เพิ่มเติมเพื่อจัดทำโครงการพัฒนาส่วนพระองค์เขาหินซ้อน เนื้อที่ 655 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งหมดของศูนย์ฯ 1,895 ไร่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชื่อว่า “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัด ฉะเชิงเทรา” (สำนักราชเลขาธิการ ที่ รล 0002/3041 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2523) และต่อมาได้พระราชทานนามว่า “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” นับเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่อง มาจากพระราชดำริแห่งแรกในจำนวน 6 ศูนย์ทั่วประเทศ

          ผลงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปรียบเสมือน “ต้นแบบ” ของความสำเร็จ ที่สามารถเป็นแนวทาง และตัวอย่างให้แก่พื้นที่อื่นๆ โดยรอบได้ทำการศึกษา ดังที่ได้ทรงพระราชทานประวัติเบื้องต้นของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ความว่า “...ศูนย์ศึกษา ที่หินซ้อนก็เป็นศูนย์ศึกษาแรก ผลที่ศูนย์ศึกษาหินซ้อนนั้นอาจมีน้อย เพราะว่าภูมิประเทศที่จำกัด ต่อมาความคิดของศูนย์ศึกษาก็ได้แผ่ขยาย ออกไป...”


          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้สนองพระบรมราโชบายในการบริหารจัดการองค์กรตามแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งเอนกประสงค์ของผู้คนในทุกด้าน โดยให้ศูนย์ฯ ทำหน้าที่เสมือน “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” (Living Natural Museum) และเป็นศูนย์รวมการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ (One stop service) กล่าวคือ เป็นทั้งศูนย์สรรพวิทยาการ และการพักผ่อนหย่อนใจไปในคราวเดียวกัน ดังพระราชดำริที่ว่า “…เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่คนทุกระดับสามารถที่จะมาดู จะว่าเป็นโรงเรียนก็ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นที่มาดูมาศึกษาก็ได้ คือ เป็นทัศนศึกษา พานักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยก็ตาม หรือไม่ใช่นักเรียน เป็นข้าราชการทุกชั้น ตั้งแต่ชั้นผู้น้อยมาจนถึงชั้นผู้ใหญ่ทุกระดับ ทุกอย่าง คือ หมายความว่าทุกหน้าที่สามารถมาดูในแห่ง เดียวกัน วิธีการที่จะพัฒนาในสายต่างๆ ของวิชาการ อันนี้เท่ากับเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่จะมาดูอะไร มีวิชาการใดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา  นอกจากนั้นไปดูศูนย์ศึกษาก็ไปหย่อนใจได้ เพราะว่าทำงานเครียดก็ไปเที่ยวศูนย์ศึกษาเหมือนไปเที่ยวสวนสาธารณะก็ได้ความรู้ด้วย นี่แหละเป็นหลักของศูนย์ศึกษาการพัฒนา…” 

       

          ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผลจากการศึกษาพัฒนาที่ผ่านมา 26 ปี แสดงให้เห็นว่า สภาพแวดล้อม และระบบนิเวศของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังที่ได้ทรงพระราชทานพระราชดำรัสแก่เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 ความว่า “…ที่ เขาหินซ้อนหลายฝ่ายช่วยกันใช้เวลา 15 ปี ที่นี่จึงเป็นแม่แบบช่วยชาวบ้านได้ ที่อื่นเลยทำง่ายขึ้น ต้องอดทน แล้วเป็นไง ก็ได้ประโยชน์ ชาวบ้านมีความสุข เราก็สุข ที่นี่ เมื่อก่อนปลูกมันสำปะหลังยังไม่ขึ้นเลย เดี๋ยวนี้ดีขึ้น แต่ก็เย็นสบายดี เปลี่ยนแปลงไป มาก…”


บทบาทหน้าที่

          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีบทบาทหน้าที่ในการเป็นศูนย์ เรียนรู้ สถาน “ศึกษา” และให้การ “พัฒนา” ไปพร้อมกัน กล่าวคือ มีหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย และแสวงหาแนวทางหรือวิธีการพัฒนาถ่ายทอด ความรู้ด้านการเกษตรสาขาต่างๆ ที่เหมาะสมสอด คล้องกับสภาพแวดล้อมเพื่อการประกอบอาชีพของ ราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ให้ราษฎรได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัส และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง เมื่อศึกษาทดลองได้ผลแล้วก็จะนำไปขยายผลใน ลักษณะ “การพัฒนา” สู่ราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณ หมู่บ้านรอบศูนย์ฯ และขยายผลเป็นวงกว้างออกไป

          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ ถือเป็นภารกิจสำคัญในการทำหน้าที่เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวให้ประชาคมโลกทุกชาติทุกชนชั้นได้รับรู้ถึงโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดของหลักการและแนวทาง การปฏิบัติที่มุ่งสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง พัฒนาคนให้สามารถ ดำรงชีวิตได้อย่างพออยู่พอกินให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ การเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อส่งเสริมและให้บริการประชาชนนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 4 ประการ คือ


1.เกษตรทฤษฎีใหม่ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดย ตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทาง เศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไข เพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และ ยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลง ต่างๆ ทรงชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของ ประชาชนในทุกระดับ รวมถึงการพัฒนาและบริหาร ประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนา เศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความ พอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอ สมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทั้งภายนอกและภายใน ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความ เพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและ พร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้าง ขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจาก โลกภายนอกได้เป็นอย่างดี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ปลูกฝังให้ เกษตรกร หมู่บ้านรอบศูนย์ฯ ตระหนักถึงพระราชดำริที่ว่า “การพัฒนาคนให้สามารถดำรงชีวิตได้แบบพออยู่พอกิน สามารถพึ่งพาตนเองได้” จึงได้แนะนำส่งเสริมให้ทำการ เกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งเป็นการเกษตร ผสมผสาน เหมาะสำหรับเกษตรรายย่อยที่มีพื้นที่ทำกิน ขนาดเล็ก 10-15 ไร่ โดยมีการจัดแบ่งที่ดินออกเป็นสัดส่วนคือ แหล่งน้ำ นาข้าว พืชผสมผสาน และโครงสร้าง พื้นฐาน ในอัตราส่วน 30:30:30:10 หรือตามสภาพภูมิ- ประเทศอันเป็นแนวทางพัฒนาให้เกิดการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริม สร้างระบบนิเวศ ลดความเสี่ยงด้านการเกษตรเมื่อเปรียบ เทียบกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และมี รายได้ใช้จ่ายตลอดปี หากเป็นการเกษตรอินทรีย์ด้วยแล้ว การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี ป้องกันกำจัดวัชพืชและโรค แมลงศัตรูพืชก็จะหมดไป ช่วยสร้างสมดุลของระบบการ ผลิตให้เกิดความพอเพียง พื้นที่เพาะปลูกมีความหลาก หลายทางชีวภาพมากขึ้น เกิดความยั่งยืนของทรัพยากร ธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตทั้งทรัพยากรดิน น้ำ พรรณพืช และป่าไม้ ช่วยเสริมสร้างความคิด และจิตสำนึกของการ พึ่งพาตนเองได้ ภายใต้พื้นฐานของความพอเพียง เมื่อเกิด ความพอเพียงและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ความยั่งยืนก็จะ บังเกิดขึ้นในที่สุด


2.ศูนย์ขยายพันธุ์หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดิน และน้ำ และการปรับปรุงบำรุงดิน


          พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า “…การปรับปรุงที่ดิน นั้นต้องอนุรักษ์ผิวดินซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ไว้ ไม่ให้ไถ หรือลอกหน้าดินทิ้งไป สงวนไม้ยืนต้นที่ยังเหลืออยู่เพื่อ ที่จะรักษาความชุ่มชื้นของผิวดิน…” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2534 ได้ทรงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับ หญ้าแฝกเป็นครั้งแรกกับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ กปร. ว่าให้ทำการศึกษาทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกัน การชะล้างพังทลายของดิน และอนุรักษ์ความชุ่มชื้นไว้ในดิน ขั้นตอนการดำเนินงานเป็นวิธีการแบบง่ายๆ ประหยัด ไม่ต้องให้การดูแลภายหลังการปลูกมากนัก เกษตรกร สามารถดำเนินการเองได้ ดังพระราชดำริว่า “...หญ้าแฝก เป็นพืชเอนกประสงค์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่าง แพร่หลาย นอกจากคุณประโยชน์หลักของหญ้าแฝกที่ใช้ ปลูกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และช่วยฟื้นฟู ความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้ว รากหญ้าแฝกที่แผ่หยั่งลึก ลงไปในดินยังช่วยดูดซับสารพิษที่ปนเปื้อนมากับน้ำที่ไหล ผ่าน อีกทั้งคุณสมบัติพิเศษของกอและใบหญ้าแฝกที่ปลูก ล้อมรอบพื้นที่เกษตร ยังมีส่วนช่วยในการป้องกันปลวก และหนูไม่ให้เข้ามาทำความเสียหายให้กับพืชและผลิตผล ในพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งใช้ป้องกันงูได้อีกด้วย...” และทรง ย้ำอยู่เสมอว่ากระบวนการพัฒนาที่ดินทั้งหมดนี้ จะต้อง ชี้แจงให้ราษฎรซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์มีส่วนร่วมและ ลงแรงด้วย

          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจาก พระราชดำริตระหนักถึงภารกิจนี้ จึงได้ทำการขยายพันธุ์ กล้าหญ้าแฝกสำหรับแจกจ่ายให้เกษตรกรและผู้สนใจ ได้ นำเอาไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง พร้อมทั้งจัดทำเอกสาร คำแนะนำการปลูกขยายพันธ์หญ้าแฝก การปลูกหญ้าแฝก เพื่อดึงน้ำสร้างดินในพื้นที่แห้งแล้งดินเลว ส่งเสริมการ พัฒนาและรณรงค์การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ จัดทำแปลงเรียนรู้สาธิตและส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกเพื่อ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ที่มีน้ำไหลบ่า กัดเซาะหน้าดินและในพื้นที่ลาดเท การปลูกหญ้าแฝก บริเวณขอบบ่อป้องกันดินพัง และการปลูกหญ้าแฝกเพื่อ สงวนความชื้นในดินในแปลงเพาะปลูกพืชไร่และไม้ผล เป็นต้น


3.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพร

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งสวนป่าสมุนไพร เขาหินซ้อนขึ้นในปี พ.ศ. 2523 เพื่อให้เป็นแหล่งปลูกรวบรวม พืชสมุนไพรชนิดต่างๆ สำหรับการศึกษาวิจัยทางวิชาการ เผยแพร่การใช้ประโยชน์ และเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ ของนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ปัจจุบันมีพืช สมุนไพรปลูกรวบรวมไว้ประมาณ 909 ชนิด

          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ สนับสนุนและส่งเสริมให้มีการศึกษา วิจัยการ ใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรสำหรับการป้องกัน รักษา บรรเทา หรือกำจัดอาการของโรคบางชนิดที่เกิดขึ้นทั้งใน คน สัตว์ และพืช ทั้งนี้ เพื่อลดโทษและพิษภัยของสารเคมี ที่ตกค้างในร่างกาย เพื่อสร้างความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Environment friendly) และเพื่อคืนสู่ธรรมชาติ (Back to the nature) อันเป็นการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรและผลิต ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพื่อสร้างรายได้เสริม และเพื่อเพิ่ม มูลค่าสินค้าเกษตร


4.เป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพ

          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ ได้ให้บริการฝึกอบรมวิชาชีพด้านเกษตรกรรม สมบูรณ์แบบและศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน รวมทั้งการซ่อม เครื่องยนต์ และความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ให้แก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เพื่อสนองพระราชดำริ ในการให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นศูนย์เรียนรู้ อันเป็นการเสริมสร้างความรู้ความสามารถ ในการประกอบอาชีพ ฝึกหัดให้เกิดความชำนาญ และเป็น แนวทางในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างเสริมรายได้ เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปสามารถติดต่อขอเข้ารับการฝึก อบรมได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

          นอกจากนี้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ยังถือเป็นภารกิจในการเป็น แหล่งเรียนรู้และให้การฝึกงานแก่นักเรียน และนักศึกษา จากสถาบันการศึกษาทั่วไปอีกด้วย

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=KzTgFC_3PVs" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=KzTgFC_3PVs</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=NAq9pKN9IFA" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=NAq9pKN9IFA</a>