ผู้เขียน หัวข้อ: Roy Orbison ศิลปินผู้ทรงอิทธิพลต่อศิลปินรุ่นหลัง  (อ่าน 1296 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ทนาย1964

  • ผู้ดูแลอาวุโส
  • ***
  • Thank You
  • -Given: 591
  • -Receive: 5698
  • กระทู้: 3213
  • เพศ: ชาย

   Roy Orbison

        ชื่อเต็มของรอย ออบิสันคือ Roy Kelton Orbison เป็นศิลปินเพลงแนวพ๊อพ/ร็อคของอเมริกาที่ชื่อของเขาถือว่าเป็น big name ในวงการเพลงร็อคในอดีต เพราะว่าชื่อของเขาคือหนึ่งในศิลปินที่มีอิทธิพลต่อศิลปินคนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ของวงการเพลงร็อคที่ผ่านมา

       Roy Orbison เริ่มมีใจให้กับดนตรีตั้งแต่เด็กๆ เขาได้รับกีต้าร์โปร่งเป็นของขวัญวันเกิดปีที่ 6 (ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขาขอคือ Harmonica หรือเม้าออร์แกน) จากพ่อของเขา และเป็นคนสอนให้เขาเล่นกีต้าร์ด้วย รอยให้ความสนใจกับการเล่นกีต้าร์และร้องเพลงมากเป็นพิเศษ นอกจากพ่อของเขาแล้ว รอยยังได้รับการสอนเทคนิคการเล่นกีต้าร์จาก Charlie Orbison ผู้มีศักดิ์เป็นอาของเขาและจาก Kenneth Schultz เพื่อนร่วมงานของพ่อเขา (พ่อของรอยเป็นคนใช้แรงงาน) เพลงที่เขาสามารถเล่นและร้องได้เป็นเพลงแรกชื่อว่า You Are My Sunshine

       รอยเกิดในเมือง Vernon รัฐเท็กซัสในปี 1936 ก่อนที่ครอบครัวของเขาจะอพยพมาที่เมือง Forth Worth หลังจากนั้นหกปี คือในปี 1942 โดยที่พ่อและแม่ของเขาได้งานทำในโรงงานผลิตสัมภาระสำหรับทหารและโรงงาน ประกอบอากาศยานเพื่อสนับสนุนให้กับกองทัพของอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เนื่องจากได้เกิดโรคโปลิโอระบาดในเมือง Forth Worth รอยกับพี่ชาย (Grady) จึงถูกส่งกลับมาอยู่กับยายของเขาที่เมือง Vernon เช่นเดิม รอยแต่งเพลงแรกที่ชื่อว่า A Vow of Love ที่หน้าบ้านยายของเขาในเมืองเวอร์นอนนี่เอง ในปี 1945 เขาได้เข้าร่วมแข่งขันประกวดร้องเพลงที่จัดโดยสถานีวิทยุ KVWC ในเมืองเวอร์นอนซึ่งเขาได้รับชัยชนะในการประกวดครั้งนี้ด้วย และได้รับเชิญให้ไปร้องเพลงที่ชนะการประกวดในรายการโชว์ทางวิทยุติดต่อกัน ทุกวันเสาร์ และนั่นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ชักนำให้เขาเข้าประกวดในรายการอื่นๆ ตามมาเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้รอยต้องฝึกฝนเพิ่มเติมทักษะในการเล่นกีต้าร์และขับ ร้องเพลงมาโดยตลอด

       หลังสงครามโลก ครอบครัวของเขาก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่เมืองเวอร์นอน ก่อนที่จะอพยพไปอยู่ที่เมือง Wink ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของรัฐเท็กซัสในปี 1946 ที่นี่, -รอยได้เริ่มตั้งวงดนตรีของตัวเองขึ้นมาวงแรกในปี 1949 ทั้งๆ ที่มีอายุเพียง 13 ปีเท่านั้นเอง พวกเขาตั้งชื่อวงว่า The Wink Westerners ซึ่งถือว่าเป็นวงดนตรีใหม่ที่มีประวัติการต่อสู้ที่โชกโชนมาก ทั้งๆ ที่สมาชิกแต่ละคนนั้นก็ไม่ใช่มืออาชีพมาก่อน เป็นแค่เด็กนักเรียนที่รักและชอบดนตรีเท่านั้น แต่วงดนตรีวงนี้ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาจนถึงปี 1955 เมื่อได้สมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่มอีกสองคน พวกเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อวงมาเป็น The Ten Kings เพราะช่วงหลังๆ พวกเขาหันมาเล่นเพลงร็อคแอนด์โรลกันมากขึ้น หลังเปลี่ยนชื่อแล้ววงของพวกเขาก็ได้งานโชว์ในรายการทีวี KOSA-TV ทางช่อง 7 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม national CBS network ทุกเย็นวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 4:30 – 5:00 น. และช่วงนั้นก็เป็นเวลาเดียวกันกับช่วงเวลาที่ Johnny Cash และ Elvis Presley กำลังดัง ได้ออกเดินทางมาเปิดการแสดงในเมือง Odessa ที่รอยและเพื่อนอาศัยอยู่ ซึ่งจอห์นนี่ เคสช และเอลวิส ก็ได้เข้ามาปรากฏตัวเป็นแขกรับเชิญในรายการโชว์ของรอยด้วย

       รอยและวง The Ten Kings เริ่มเดินทางเข้าสู่ธุรกิจเพลงอย่างจริงๆ จังๆ เมื่อปี 1956 ซึ่งเป็นปีที่รอยและสมาชิกในวงเดินทางไปที่เมือง Memphis เพื่อไปทำการบันทึกเสียงให้กับสังกัด Sun Records ของ Sam Philips และที่นี่เองที่รอยได้พบกับ Bob Neal เจ้าของบริษัท Starts Inc. ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการในการจัดการให้กับศิลปิน บ็อบได้เสนอตัวเข้าเป็นผู้จัดการดูแลคิวให้กับรอยและวง The Ten Kings และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้รอย ออบิสันกับเพื่อนสมาชิกในวงมีโอกาสได้ร่วมแสดงดนตรีใกล้ชิดกับศิลปินดังๆ อย่าง Carl Perkins, Johnny Cash, Warren Smith, Sonny Burgess, Faron Young, Johnny Horton, Jerry Lee Lewis กับศิลปินแนวคันทรี่และร็อคอะบิลลี่ที่มีชื่อเสียงอีกจำนวนหนึ่ง



ออฟไลน์ ทนาย1964

  • ผู้ดูแลอาวุโส
  • ***
  • Thank You
  • -Given: 591
  • -Receive: 5698
  • กระทู้: 3213
  • เพศ: ชาย
Re: Roy Orbison ศิลปินผู้ทรงอิทธิพลต่อศิลปินรุ่นหลัง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2012, 08:01:43 PM »

         เพลงของรอยและ The Ten Kings ที่ติดอันดับยอดนิยมระดับชาติเป็นเพลงแรกมีชื่อว่า Ooby Dooby โดยติดอยู่ในอันดับที่ 59 ของชาร์ตนี้ในปี 1956 ต่อมาวง The Ten Kings ก็แตกเมื่อเดือนธันวาคม ของปี 1956 เพราะเมื่อเป็นธุรกิจแล้ว ความเป็นมืออาชีพของศิลปินก็เริ่มกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ทำให้วง The Ten Kings แตกสลายลง ตัวของรอยเองนั้นเขามีทักษะทางด้านการแต่งเพลงอยู่แล้ว เขาจึงเดินหน้าต่อในธุรกิจนี้ด้วยการพัฒนาฝีมือการแต่งเพลงของเขาขึ้นมาอีก และใช้นักดนตรีรับจ้างในสตูดิโอเล่นเป็นแบ็คอัพให้ในการบันทึกแผ่นเสียงให้ กับซัน เร็คคอร์ด แต่ดูเหมือนว่า ดวงของรอยในช่วงนั้นจะไปได้ดีกับอาชีพนักแต่งเพลงมากกว่านักดนตรีหรือนัก ร้อง (เหตุผลส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าเขา ‘หล่อแต่เสียง’ ด้วยจึงไม่ดังบนเวที) บ็อบ เนล ผู้จัดการของรอยแนะนำให้เขารู้จักกับวง The Everly Brothers ในโอกาสที่วงนี้เข้ามาทำการแสดงที่เมืองแฮมมอนด์, มลรัฐอินเดียน่า ในปี 1958 ซึ่งเป็นช่วงที่วงดิ เอฟเวอรี่ บราเธอร์กำลังต้องการเพลงใหม่สำหรับบันทึกเสียงพอดี รอยจึงเสนอเพลง Claudette ที่เขาแต่งเอาไว้ให้กับวงดิ เอฟเวอรี่ บราเธอร์ไป ซึ่งเพลง Claudette นี้ได้ถูกบรรจุอยู่ในหน้า B ของแผ่นซิงเกิ้ลของคณะ ดิ เอฟเวอรี่ บราเธอร์ ที่ออกในเดือนมีนาคมปี 1958 ประกบกับเพลง All I Have To Do Is Dream ที่อยู่บนหน้า A ของแผ่นนี้ ปรากฏว่าเพลง All I Have To Do Is Dream ติดอันดับ 1 ส่วนเพลง Claudette ขึ้นมาได้แค่อันดับ 30 ของชาร์ตเท่านั้น หลังจากนั้น เพลงนี้ก็ได้ถูกศิลปินดังๆ หลายคน อาทิ Buddy Holly, Jerry Lee Lewis และ Rick Nelson นำไปบันทึกเสียงใหม่ด้วย

          ช่วงนั้น Roy Orbison ได้รับติดต่อให้เข้าทำงานกับ Chet Atkins ในสังกัด RCA Victor ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะย้ายไปทำสัญญากับสังกัด Monument Records ช่วงกลางปี 1959 หลังจากหมดสัญญากับสังกัดอาร์ซีเอ วิคเตอร์ จากนั้นรอยก็หวนกลับมาที่เท็กซัสอีกครั้งและได้ร่วมเขียนเพลงที่ชื่อว่า Uptown ร่วมกับ Joe Melson ซึ่งได้ถูกบันทึกลงแผ่นเสียงตอนช่วงปลายของปี 1959 ซึ่งเพลงนี้เองที่ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเพลงคันทรี่ เพราะรอยได้เลือกใช้เสียงสตริงเครื่องสายเข้ามาแทนที่เสียงไวโอลิน ซึ่งเป็น sound ที่ไม่เคยมีใครในแนชวิลได้ยินแบบนั้นมาก่อน ส่งผลให้ยอดขายของเพลงนี้ดีกว่าเพลง Ooby Dooby ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกของเขาซะอีก (เพลงนี้สามารถทยานขึ้นไปติดอยู่ในอันดับที่ 50 ของชาร์ต Hot 100 ของอเมริกา)

         เพลงที่คุณจะได้ยินเสียงสตริงชัดเจนที่สุดก็คือเพลง Only The Lonely ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลลำดับที่สามที่เกิดจากมันสมองของเขาร่วมกับโจ เมลสัน และเพลงนี้ก็เป็นเพลงแรกที่รอยและเฟรด ฟอสเตอร์ เจ้าของค่าย Monument Records ตัดสินใจทดลองใช้เสียงของรอยเองเป็นคนร้องเพลงนี้เป็นเวอร์ชั่นแรก ซึ่งสมัยนั้นเป็นยุคของการ ‘ขายเสียง’ โดยเฉพาะคล้ายยุคของสุเทพ, ชรินทร์ ในบ้านเรา ซึ่งการที่จะเกิดศิลปินนักร้องใหม่ๆ ขึ้นมาในวงการนั้นไม่ใช้เรื่องง่าย และส่วนใหญ่ของนักแต่งเพลงก็มักจะเสียงไม่ดีพอที่จะร้องเพลงได้ ดังนั้น นักแต่งเพลงจึงต้องอาศัยเสียงของนักร้องดังๆ เป็นคนสร้างชื่อเสียงให้กับงานเพลงที่ตนแต่งขึ้นมา เผอิญว่า เพลง Only The Lonely เกิด ดังระเบิด สามารถทยานขึ้นไปติดอยู่บนชาร์ตของ Billboard ได้สูงถึงลำดับที่ 2 และเข้าไปติดในชาร์ตเพลงยอดนิยมอันดับ 1 ของอังกฤษด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความยอมรับในน้ำเสียงของนักร้องใหม่อย่าง Roy Orbison ง่ายขึ้น เนื่องจากน้ำเสียงของเขาไม่ได้ดีเด่นเหมือนนักร้องดังๆ ในยุคนั้นอย่างเช่น Elvis Plesley หรือ Johnny Horton ทำให้ซิงเกิ้ลใหม่ที่ออกตามหลังมาอีกสองเพลงคือ Blue Angel และ I’m Hurtin’ ซึ่งก็อปปี้รูปแบบมาจากเพลงออนลี่ เดอะ โลนลี่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร นั่นเป็นสัญญาณที่รอยและคู่หู Joe Melson รู้ว่าพวกเขาจะต้องมองหาอะไรใหม่ๆ มาขายเพิ่มขึ้นแล้ว

         ความสำเร็จชนิดพลิกโผถล่มทลายได้เกิดขึ้นกับรอย ออบิสันอีกครั้งหลังจากที่เขาวางแผงเพลง Running Scared และทำให้มันสามารถไต่ขึ้นไปสู่ความนิยมสูงสุดถึงอันดับ 1 ในอเมริกาเป็นครั้งแรกสำหรับเขา พูดได้ว่าความสำเร็จของเพลงนี้เกิดขึ้นจากแรงกดดันโดยแท้ ซึ่งองค์ประกอบที่ช่วยให้เพลงนี้ดังเป็นพลุแตกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ สิ่งแรกคือตัวเพลงเอง มันเป็นเพลงที่มีโครงสร้างการเรียบเรียงดนตรีที่แปลกใหม่สำหรับยุคนั้นและ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการเรียบเรียงดนตรีลักษณะนั้นออกมา ปัจจัยที่สองก็คือโปรดักชั่นของเพลงนี้ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นโชคดีของรอยที่ได้รับการสนับสนุนจาก Fred Foster เจ้าของค่ายเพลงโมนูเม้นต์ เร็คคอร์ดที่ให้ทุนสนับสนุนทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเพลงจะดังหรือเปล่า? องค์ประกอบที่สามที่ทำให้เพลงนี้ดังระเบิดก็คือการแสดงบนเวทีของรอยเอง ซึ่งถือว่ารายการทีวีเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลต่อผู้คนในยุคนั้นมาก และเพลงนี้ก็ได้ถูกนำออกแสดงค่อนข้างถี่ ด้วยแรงสนับสนุนของเฟรด ฟอสเตอร์

       หลังจากนั้นก็เหมือนกับทำนบแตก ชื่อเสียงได้หลั่งไหลเข้าหา Roy อย่างมากมาย ทำให้แต่ละเพลงที่ออกมาหลังจากนั้นอาทิเช่น Crying, Candy Man, Dream Baby, Working for the Man, Leah, In Dreams, Pretty Paper, Blue Bayou, Mean Woman Blues และ It’s Over ดังติดลมบนเข้าไปอัดแน่นอยู่ในชาร์ต American’s Top 40 เต็มไปหมดในช่วงเวลาถึงสี่ปีต่อจากนั้นมา ซึ่งถือว่าเป็นช่วงทองของรอย ออบิสันอย่างแท้จริง

        ในปี 1963 พร้อมๆ กับความสำเร็จของเพลง In Dreams นั้น Wesley Rose ผู้จัดการส่วนตัวของรอยในขณะนั้นได้ตัดสินใจรับเชิญไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตประกบกับวง The Beatles ในอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้น The Beatles ยังไม่เป็นที่รู้จักในอเมริกา ในอังกฤษนั้นชื่อเสียงของรอยจะดังแค่ไหนก็ไม่ทราบได้ แต่ตั๋วคอนเสิร์ตครั้งนั้นถูกขายหมดเพียงแค่วันแรกที่เริ่มเปิดขายเท่านั้น เอง คิวการแสดงบนเวทีนั้น Roy Orbison จะต้องเล่นก่อนแล้วตามด้วยการแสดงของวง The Beatles ซึ่งในการแสดงรอบแรกของเขานั้น Roy ต้องออกมาร้อง encore ถึง 14 ครั้ง! คนดูถึงจะยอมให้วงเดอะ บีทเทิ้ลส์ขึ้นทำการแสดงต่อ

       ในยุคที่เพลงจากเกาะอังกฤษบุกเข้าไปสร้างความนิยมในอเมริกา (เรียกว่ายุค British Invasion หรือยุคเพลงอังกฤษครองเมือง) นั้น มีวงดนตรีสายเลือดอเมริกันน้อยมากที่จะสามารถยืนหยัดต้านกระแสนี้ได้ Roy Orbison คือหนึ่งในไม่กี่วงนั้นที่สามารถทำได้และไม่เพียงแค่ยืนหยัดอยู่เท่านั้น แต่ยังสามารถเพิ่มพูนความนิยมให้มากขึ้นได้ด้วย

       นอกจากเพลง Only The Lonely แล้ว ยังมีเพลงดังมากๆ ของรอย ออบิสันอยู่อีกเพลงหนึ่ง ที่พูดได้ว่าเป็นเหมือนรายเซ็นของเขา คือได้ยินเพลงนี้แล้วต้องนึกถึงผู้ชายใส่แว่นดำเสมอ นั่นคือเพลง Oh Pretty Woman ซึ่งเป็นเพลงที่ถูกบันทึกเสียงเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ปี 1964 เป็นผลงานเพลงที่รอยแต่งร่วมกับ Bill Dees ซึ่งเป็นคู่หูแต่งเพลงคนใหม่ของเขา และด้วยความดังระดับมหากาฬของเพลงนี้ มันได้ถูกยกย่องว่าเป็นเพลงร็อคแอนด์โรลที่ยิ่งใหญ่และเป็นเพลงที่มีคน รู้จักมากที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เพลงร็อคเคยบันทึกมา เพลงนี้ถูกปั๊มออกขายในประเทศอเมริกาเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1964 และในอังกฤษเดือนกันยายน ปีเดียวกัน สามารถขึ้นไปติดชาร์ตความนิยมถึงอันดับ 1 ได้ในทุกเมืองทั่วโลกที่เพลงนี้เดินทางไปถึง และเป็นเพลงที่ทำยอดจำหน่ายแผ่นได้สูงสุดเป็นประวัติกาล คือมากกว่า 7 ล้านก็อปปี้ในปีเดียวกันนั้น (1964)

        หลังจากนั้น รอยก็ออกเดินทางไปเปิดแสดงคอนเสิร์ตร่วมกับศิลปินดังๆ อย่าง The Beach Boys ในปี 1964, กับวง The Rolling Stones ในปี 1965 ทั้งในยุโรป, ออสเตรเลีย และในอเมริกาถี่ขึ้น

       เมื่อมีขึ้นก็ย่อมมีลง นั่นเป็นสัจจะธรรม หลังผ่านพ้นช่วงที่ดีที่สุดในชีวิตมาแล้ว เมฆดำก็เริ่มคืบคลานเข้าครอบงำชีวิตของรอย ออบิสันและได้ทิ้งคราบแห่งความหมองคล้ำเอาไว้ให้กับรอยทั้งทางด้านงานและ ชีวิตส่วนตัว เริ่มด้วย Claudette ภรรยาสุดที่รักของเขาที่แต่งงานอยู่กินกันมาตั้งแต่ปี 1957 เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 1966 ก่อนที่ลูกชายสองในสามคนของเขาจะเสียชีวิตในกองเพลิงที่ไหม้บ้านของเขาเองใน แฮนเดอร์สันวิล รัฐเทนเนสซี่ ในอีกสองปีถัดมา



ออฟไลน์ ทนาย1964

  • ผู้ดูแลอาวุโส
  • ***
  • Thank You
  • -Given: 591
  • -Receive: 5698
  • กระทู้: 3213
  • เพศ: ชาย
Re: Roy Orbison ศิลปินผู้ทรงอิทธิพลต่อศิลปินรุ่นหลัง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2012, 08:08:06 PM »

        ส่วนทางด้านงานนั้น หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงและเป็นช่วงเวลาที่สัญญาณผูกมัดกับสังกัด Monument Records กำลังจะหมดลง ค่าย MGM ซึ่งเป็นค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ในขณะนั้นได้เสนอเงินที่มากถึง 1 ล้านดอลล่าร์สำหรับการทำสัญญาเข้าเป็นศิลปินในค่ายของ MGM แต่เนื่องจากลักษณะการบริหารของ MGM นั้นมีความเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ ไม่เหมือนกับการบริหารของค่ายเล็กๆ อย่าง Monument Records ซึ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ และรอยเองก็ปรารถนาที่จะทำงานในเชิงคุณภาพโดยไม่เน้นจำนวนซะด้วย นั่นได้สร้างปัญหาให้กับการทำงานของรอยมาก เป็นเหตุให้ซิงเกิ้ลแรกของเขาภายใต้ค่ายยักษ์ใหญ่ MGM คือเพลง Ride Away ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น ตลอดช่วงเวลาที่เขาอยู่ในสังกัด MGM รอยมีผลงานเข้าถึงอันดับ Top 100 เพียงแค่เพลงเดียวคือเพลง Cry Softly Lonely One ในปี 1967

       รอยแต่งงานใหม่กับสาวชาวเยอรมันชื่อว่า Marie Wilhonnen Jacobs เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1968 และเขาได้พาเธอเข้ามาอยู่ในอเมริกาโดยสร้างบ้านขึ้นมาใหม่หลังหนึ่งในเมือง เฮนเดอร์สันวิล ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านหลังเก่าที่ถูกไฟไหม้เพียงแค่บล็อคเดียว สัญญาที่ทำกับ MGM หมดลงในปี 1973 รอยก็เริ่มเซ็นสัญญาใหม่แบบปีต่อปีกับสังกัด Mercury Records ในปี 1974 อย่างเงียบๆ ซึ่งตลอดอายุสัญญาเขาก็ไม่มีเพลงติดอันดับในประเทศอเมริกาเลย แต่มีไปติดอันกับอยู่ในประเทศออสเตรเลียกับอังกฤษเท่านั้น หลังหมดสัญญากับเมอร์คิวรี่ เร็คคอร์ด รอยได้ทำการเซ็นสัญญาใหม่กับค่าย Monument Records อีกรอบหนึ่งในเดือนมกราคมของปี 1976 และเพื่อพิสูจน์ตัวเอง รอยได้เพิ่มรอบของการออกทัวร์ในประเทศแถบเอเซียและอังกฤษมากขึ้น ความเคร่งเครียดทำให้เขาสูบบุหรี่จัดขึ้น จนต้องเข้ารักษาตัวด้วยการผ่าตัดหัวใจที่โรงพยาบาล St. Thomas ในกรุงแนชวิลเมื่อวันที่ 18 เดือนมกราคม ปี 1978 แต่เขาก็กลับขึ้นบนเวทีในอีกสามเดือนถัดมาเพื่อเร่งพิสูจน์ตัวเองว่าเขา สามารถเรียกความสนใจและชื่อเสียงกลับมาได้

       ในบั้นปลายนั้น ชื่อเสียงของเขากลับไปปรากฏอยู่ในต่างประเทศมากกว่าในอเมริกาเอง ซึ่งในอังกฤษและยุโรปต่างก็รู้จักชื่อเสียงของเขา จนกระทั่ง Linda Ronstadt มีเพลงฮิตที่โด่งดังมากๆ ชื่อว่า Blue Bayou ซึ่งทำยอดขายได้มากถึง 7-8 ล้านแผ่น และ Van Halen ก็มีเพลงฮิตถล่มทลายที่ชื่อว่า Oh Pretty Woman ออกมาในขณะที่ Don McClean เอาเพลง Crying ของเขามาร้องใหม่จนดังไปทั่ว นั่นแหละ รอย ออบิสันจึงได้ถูกนำมาชุบตัวใหม่อีกครั้ง ด้วยปรากฏการณ์ทางการตลาดที่ตามติดมาเป็นระลอก เริ่มตั้งแต่ ให้รางวัลแกรมมี่กับเพลงของเขาซึ่งขับร้องโดยศิลปินรุ่นลูกอย่าง Emmylou Harris ถึงสองรางวัลในปี 1980, นำเอาผลงานช่วงที่เขาบันทึกเสียงกับสังกัด Sun Records ออกมาทำใหม่, จับเขาเข้าห้องบันทึกเสียงใหม่กับเพลงฮิตเก่าๆ ในแคนาดา, เอาเพลง In Dreams ไปบรรจุไว้ในหนังเรื่อง Blue Velvet ซึ่งทำให้ภาพของรอยถูกวาดขึ้นมาใหม่ในรูปของศิลปินร่วมสมัย ตรงตามความประสงค์ของรอยเอง

       ชื่อเสียงที่รอยได้รับมาในช่วงหลังจะเป็นไปในลักษณะที่เขาทำงานร่วมกับ ศิลปินรุ่นน้องและรุ่นลูก แม้จะไม่ใช่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากมายเท่ากับยุคที่เขารุ่งเรือง แต่ก็ถือว่ามากเกินพอแล้วสำหรับคนแก่ที่เพิ่งผ่านช่วงร้ายๆ ของชีวิตมาหยกๆ มีเหตุการณ์น่าสนใจอันหนึ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่ฉากชีวิตของเขาจะปิดลง คือช่วงที่เขากับเพื่อนศิลปินอีก 4 คน ได้แก่ George Harrison, Tom Petty, Bob Dylan และ Jeff Lynne ได้ร่วมกันตั้งวงดนตรีขึ้นมาคณะหนึ่งให้ชื่อว่า The Traveling Wilburys เป็นโปรเจ็กต์ลับที่เกิดจากไอเดียแรกเริ่มของเจฟ ลินน์ วง TW มีผลงานอัลบั้มชุดแรกชื่อว่า Volume 1 ออกมาในเดือนตุลาคม 1988 ซึ่งมีซิงเกิ้ลดังออกมาหนึ่งเพลงคือ Handle With Care ซึ่งทีแรกนั้น George Harrison ตั้งใจจะเอาเพลงนี้ไปใส่ไว้ที่หน้า B ของอัลบั้มชุด Cloud Nine ซึ่งเป็นงานที่ Jeff Lynne โปรดิวซ์ให้ แต่ถูกตัดออกไป มันจึงมาปรากฏอยู่ในอัลบั้มแรกของ The Traveling Wilburys แทนและกลายเป็นซิงเกิ้ลดังในที่สุด

       หลังจากนั้นแค่สองเดือน Roy Orbison ก็เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายในเดือนธันวาคม 1988 ทิ้งสมาชิก The Traveling Wilburys ทั้งสี่คนไว้ข้างหลัง (แต่หลังจากนั้นสองปี สมาชิกที่เหลือของ TW ก็กลับมารวมกันอีกครั้งพร้อมทั้งมีอัลบั้มชุดที่สองออกมาชื่อว่า Volume 3 โดยข้าม Volume 2 ไปด้วยเหตุผลใดไม่ทราบแน่ชัด)