ผู้เขียน หัวข้อ: องค์เอกอัครศิลปิน  (อ่าน 1755 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • นักรบ
  • **
  • Thank You
  • -Given: 277
  • -Receive: 2381
  • กระทู้: 3156
  • เพศ: หญิง
องค์เอกอัครศิลปิน
« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2012, 02:13:26 PM »
องค์เอกอัครศิลปิน




            "... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 9 เคยมีรับสั่งกับคณะนักดนตรี อส. ว่าดนตรีแจ๊ส เล่นไปเถอะดี ดีต่อตัวเองด้วย ..."   

            อาจารย์สันทัด ตัณฑนันทน์  ท่านได้กลับไปคิดทบทวนข้อความโดยละเอียดแล้วถึงเข้าใจความหมายว่า  ครั้งหนึ่ง ดร.สายสุรี จุติกุล   ซึ่งท่านเป็นนักดนตรีที่ชอบแนวดนตรีคลาสสิกมากกล่าวว่า 




            "...ดนตรีแจ๊สต้องใช้ปฏิภาณในทันทีทันใด การเล่นอย่างมีปฏิภาณก็คือการคิดอย่างมีสติสัมปชัญญะ..."   ซึ่งถ้าจะกล่าวไปแล้ว  ดนตรีแจ๊สแม้จะเป็นดนตรีในวัฒนธรรมของชาวอเมริกา แต่ชาวรัสเซียซึ่งถือว่าเป็นคนละขั้วในทางความคิดกับคนอเมริกันก็นิยมเล่นดนตรีแจ๊สเช่นเดียวกัน ภาษาของดนตรีแจ๊สเป็น  Suddenly  Expression การคิดแบบมีปฏิภาณเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำรงชีวิตของคนเรา

            แม้แต่ในเรื่องสามก๊ก ขงเบ้งได้กล่าวว่า  อาจารย์บังทองผู้นี้มีความสามารถมากกว่าข้าพเจ้าถึง 10 เท่า   แต่ในเชิงของการยกย่องแน่นอนว่าผู้คนต้องยกย่องขงเบ้งมากกว่าเพราะมีปฏิภาณไหวพริบที่เหนือกว่ามาก การจัดระเบียบของความคิดหรือกรอบความคิดจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก




            ดนตรีแจ๊สกับดนตรีไทยก็มีส่วนละม้ายกันตรงที่ต้องใช้ปฏิภาณในการเล่นเหมือนกัน  ดนตรีไทยมีทำนองของฆ้องวงใหญ่เป็นหลัก แต่ในการเล่นแต่ละเครื่องก็อาศัยการแปรทำนองไปเรื่อย ๆ เป็นการใช้ความคิดในปัจจุบันเพื่อสร้างทำนองแปรผันไปตามความสามารถของผู้เล่น ซึ่งอาจเปรียบเทียบเครื่องดนตรีไทยที่สร้างทำนองเช่น ระนาดเอก เหมือนกับคลาริเน็ตในวงแจ๊ส   ระนาดทุ้มเหมือนทรอมโบน  เพราะสร้างทำนองขัด ๆ หรือทำนองตลกคล้ายกัน ฆ้องวงเล็กเหมือนเป็นเทเนอร์แซกโซโฟน ดนตรีไทยมีการแปรทำนองลูกฆ้องตลอดเวลา  เพราะถ้าเล่นโดยจำแบบครูอย่างเดียวก็จะไม่สนุก นี่เป็นความพิเศษของดนตรีไทยที่มีความเป็นแจ๊สมาเป็นพันปี ดังนั้นเราต้องเล่นให้ถึงขั้นการสร้างสรรค์ (Creative) เพราะนี่เป็นของดีของเราความคิดของมนุษย์ในเรื่องปฏิภาณสร้างสรรค์จึงไม่ได้แตกต่างกันไปตามชาติและเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ




            ทางด้านพระราชอัจฉริยภาพทางการพระราชนิพนธ์เพลงของในหลวงนั้น  มีครบทุกแนวดนตรี  เช่น  แนวคลาสสิกก็มีเรื่อง  มโนราห์  ซึ่งเป็นดนตรีประกอบบัลเล่ท์   นอกนั้นก็เป็นแนวดนตรีแจ๊สเป็นส่วนใหญ่   เพลงพระราชนิพนธ์ของท่านทุกเพลงจะมีโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบ  ซึ่งสามารถนำไปบรรเลงได้ทุกรูปแบบ    ถ้าจะลองวิเคราะห์โครงสร้างตามหลักทฤษฎีดนตรีจะพบว่า  โครงสร้างที่นักประพันธ์เพลงส่วนใหญ่ใช้กันจะเป็น   ABA , AABA  , ABAC , ABCB  แต่ในบทเพลงพระราชนิพนธ์จะมีโครงสร้างเพลงที่ไม่ค่อยซ้ำกัน  ซึ่งท่านได้ใส่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ลงไปเสมอ   

            ดังนั้น  เมื่อท่านทรงนำเพลงพระราชนิพนธ์ไปบรรเลงร่วมกับนักดนตรีแจ๊สระดับชั้นนำของโลก  ดังที่เราเห็นได้จาก  ภาพยนตร์ส่วนพระองค์และภาพยนตร์เรื่อง  คีตราชัน   จะพบว่านักดนตรีทุกคนที่ร่วมบรรเลงพยายามใส่ความคิดสร้างสรรค์   และบรรเลงออกมาผสมเข้ากันอย่างที่เราไม่สามารถจับได้ว่า  เสียงเครื่องดนตรีไหนที่พระองค์ท่านกำลังบรรเลงอยู่   เพราะความสามารถพระองค์เทียบเท่านักดนตรีระดับโลกเหล่านั้น คล้ายกับที่  มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมท  กล่าวไว้ว่า  เล่นกลอนต้องฝีปากเสมอกันถึงจะเพราะ




            เพลงพระราชนิพนธ์ที่มีเนื้อเพลงก่อนแล้วมีทำนองตามมามีหลังจะมีน้อยเพลง เช่น เราสู้ (เนื้อร้องโดย  สมภพ จันทรประภา) ,  รัก  (เนื้อร้องโดย  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ) ,  ความฝันอันสูงสุด (เนื้อร้องโดย  ท่านผู้หญิงมณีรัตน์  บุญนาค)  นอกนั้นจะเป็นเพลงที่มีทำนองก่อนแล้วประพันธ์เนื้อเพลงทีหลัง  การที่ท่านทรงพระราชนิพนธ์ทำนองหลังจากมีเนื้อร้องเกิดขึ้นก่อนนั้นเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้เพลงไพเราะ   เนื่องด้วยทำนองจะถูกอักขรคอยกำกับอยู่   แต่ท่านก็ทรงพระราชนิพนธ์ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการใช้ ปฏิภาณ อย่างเพลงรัก ที่ท่านทรงเป่าแซกโซโฟน ในขณะที่ทอดพระเนตรเนื้อร้องไปด้วย แล้วให้อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ เป็นผู้ถอดโน้ตออกมา  นี่เป็นพระราชอัจฉริยภาพที่น้อยคนนักจะรู้เรื่องนี้" (บรรยายในชั้นเรียนปริญญาเอก วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย อาจารย์สันทัด  ตัณฑนันทน์ สรุปคำบรรยายโดย ประพันธ์ศักดิ์  พุ่มอินทร์)

            ในส่วนของพระราชประสงค์ในการก่อตั้งวง อ.ส. นั้น เริ่มต้นเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัตประเทศไทยใน พ.ศ. ๒๔๙๔ แล้วประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เนื่องเพราะระหว่างนั้นมีการก่อสร้างพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  เพิ่มเติม 




            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ   ให้มีการรวมนักดนตรีสมัครเล่นอันประกอบด้วยพระราชวงศ์ที่ทรงคุ้นเคยมาร่วมกัน (ทรง) เล่นดนตรี  ณ  พระที่นั่งอัมพรสถานทุกเย็นวันศุกร์  โดยตั้งเป็นวงดนตรีส่วนพระองค์ขึ้นเป็นครั้งแรกและพระราชทานชื่อวงนี้ว่า “วงลายคราม” ประกอบด้วยสมาชิกของวงหลายท่าน อาทิ หม่อมเจ้าวิมวาทิตย์  รพีพัฒน์  หม่อมเจ้าแววจักร  จักรพันธุ์ หม่อมเจ้ากัมปลีสาน ชุมพล หม่อมเจ้าชุมปกบุตร  ชุมพล หม่อมราชวงศ์เสนีย์  ปราโมช หม่อมราชวงศ์พงศ์อมร  กฤดากร   หม่อมหลวงเดช  สนิทวงศ์   หม่อมหลวงอุดม  สนิทวงศ์     หม่อมหลวงประพันธ์   สนิทวงศ์    นายสุรเทิน บุนนาค  และนายแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ เป็นต้น และมีนักร้องประจำวง ได้แก่ หม่อมเจ้ามูรธาภิเศก โสณกุล  และหม่อมเจ้าขจรจบกิติคุณ  กิติยากร



ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • นักรบ
  • **
  • Thank You
  • -Given: 277
  • -Receive: 2381
  • กระทู้: 3156
  • เพศ: หญิง
My King....องค์เอกอัครศิลปิน
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2012, 02:21:54 PM »
My King....องค์เอกอัครศิลปิน





                  ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๕ กรมประชาสัมพันธ์ได้น้อมเกล้า ฯ ถวายเครื่องส่งวิทยุกำลังส่ง ๑๐๐ วัตต์ ซึ่งมีทั้งคลื่นสั้นและคลื่นยาว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้งสถานีวิทยุอ.ส.(อัมพรสถาน) เพื่อให้สถานีเป็นสื่อกลางที่ให้ความบันเทิงและสาระประโยชน์ ในด้านต่าง ๆ แก่ประชาชน ในครั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้  “วงลายคราม” ออกอากาศส่งวิทยุกระจายเสียงร่วมกับวงดนตรีต่าง ๆ ด้วย ต่อมาวงดนตรีลายครามได้รับการปรับปรุง เนื่องจากนักดนตรีกิตติมศักดิ์เหล่านั้นเริ่มทรงพระชรามากขึ้น ไม่สามารถมาทรงร่วมเล่นดนตรีได้อย่างเต็มที่  จนเหลือเพียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ นายแมนรัตน์  ศรีกรานนท์ เท่านั้น  




                  นายแมนรัตน์  จึงทูลเกล้า ฯ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสรรหานักดนตรีเข้ามาถวายงานเพิ่มเติมจนครบวงให้สามารถเล่นต่อไปได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักดนตรีรุ่นหนุ่ม ๆ เข้ามาเล่นดนตรีร่วมกับพระองค์ จึงเกิดเป็น วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ขึ้น วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ นี้ มีลักษณะพิเศษคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงร่วมบรรเลงกับสมาชิกของวง โดยออกอากาศกระจายเสียงทางสถานีวิทยุเป็นประจำทุกวันศุกร์ และยังทรงจัดรายการเพลง รวมทั้งทรงเลือกแผ่นเสียงเองในระยะแรก บางครั้งก็โปรดเกล้า ฯ เปิดโอกาสให้พสกนิกรได้ติดต่อสื่อสารกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างไม่ทรงถือพระองค์ บางครั้งก็โปรดเกล้า ฯ ให้มีการขอเพลง และจะทรงรับโทรศัพท์ด้วยพระองค์เอง นอกจากนั้น วง อ.ส. วันศุกร์นี้ยังเป็นวงดนตรีที่โปรดเกล้า ฯ ให้ไปบรรเลงในงาน “วันทรงดนตรี” ตามที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ กราบบังคมทูลเชิญเสด็จ ฯ เพื่อทรงสังสรรค์ร่วมกับนิสิต นักศึกษา เป็นการส่วนพระองค์ ก่อนที่จะยกเลิกไป เพราะทรงมีพระราชกรณียกิจเพิ่มมากขึ้น 




                  ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตั้งแตรวง “สหายพัฒนา” ขึ้นอีกวงหนึ่ง โดยโปรดฯให้รวบรวมผู้ปฏิบัติราชการใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และโดยเสด็จฯในการพัฒนาภูมิภาคต่าง ๆ เป็นประจำ เช่น นักเกษตรหลวง คณะแพทย์อาสาสมัคร ข้าราชการในพระองค์ ราชองค์รักษ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยเล่นดนตรีมาก่อน พระราชทานเวลาฝึกสอนในช่วงเวลาทรงออกพระกำลังในตอนค่ำของทุกๆวัน ทรงตั้งแตรวงขึ้นสำเร็จ และยังคงเล่นดนตรีเป็นประจำทุกค่ำของวันศุกร์ และวันอาทิตย์เป็นวันซ้อมร่วมกับนักดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ณ สถานี อ.ส. และเกือบทุกเย็นกับวงสหายพัฒนา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา  




                  ด้านการดนตรีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงละเลยดนตรีไทย อันเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ ได้มีพระราชดำริให้มีการรวบรวมเพลงไทยเดิมขึ้นไว้ แล้วบันทึกโน้ตเพลงไทยเดิมขึ้นเป็นหลักฐาน เพื่อที่จะได้พิมพ์เผยแพร่วิชาการดนตรีไทยในหมู่ประชาชนต่อไป ทรงริเริ่มให้มีการวิจัยเกี่ยวกับดนตรีไทยประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังทรงได้ ริเริ่มให้นำเพลงสากลมาแต่งเป็นแนวเพลงไทย โดยโปรดเกล้า ฯ ให้นายเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล นำทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ มหาจุฬาลงกรณ์ มาแต่งเป็นแนวไทย บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ เมื่อนำขึ้นบรรเลงถวายแล้วก็พระราชทานชื่อว่า เพลงมหาจุฬาลงกรณ์ เช่นเดียวกัน นับเป็นเพลงไทยเพลงแรกที่ประดิษฐ์ขึ้นจากเพลงไทยสากลตามพระราชดำริที่ทรงสร้างสรรค์ ทรงเห็นว่า ดนตรี นอกจากจะให้ความบันเทิงแล้ว ควรจะเป็นสื่อสร้างสรรค์ชักนำให้คนเป็นคนดีของประเทศชาติและสังคม ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะกรรมการสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔  มีความตอนหนึ่งดังนี้ 

                  “...การดนตรีจึงมีความหมายสำคัญสำหรับประเทศชาติสำหรับสังคม ถ้าทำดี ๆ ก็ทำให้คนเขามีกำลังใจจะปฏิบัติงานการ ก็เป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ให้ความบันเทิง ทำให้คนที่กำลังท้อใจมีกำลังใจขึ้นมาได้ คือเร้าใจได้ คนกำลังไปทางหนึ่งทางที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจจะดึงกลับมาในทางที่ถูกต้องได้ ฉะนั้น ดนตรีก็มีความสำคัญอย่างหนึ่ง จึงพูดได้กับท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการดนตรีในรูปการณ์ต่าง ๆ ว่า มีความสำคัญและต้องทำให้ถูกต้อง ต้องทำให้ดี ถูกต้องในทางหลักวิชาการดนตรีอย่างหนึ่ง และก็ถูกต้องตามหลักวิชาของผู้ที่มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต ก็จะทำให้เป็นประโยชน์อย่างมาก เป็นประโยชน์ทั้งต่อส่วนรวมทั้งส่วนตัว เพราะก็อย่างที่กล่าวว่าเพลงนี้มันเกิดความปีติภายในของตัวเองได้ ความปีติในผู้อื่นได้ ก็เกิดความดีได้ความเสียก็ได้ ฉะนั้นก็ต้องมีความระมัดระวังให้ดี...”