ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชกรณียกิจด้านการเมืองการปกครอง  (อ่าน 1533 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • นักรบ
  • **
  • Thank You
  • -Given: 277
  • -Receive: 2369
  • กระทู้: 3111
  • เพศ: หญิง
พระราชกรณียกิจด้านการเมืองการปกครอง




               นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๙ พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย อันเป็นคุณูประโยชน์ยิ่งต่อพสกนิกรไทย รวมถึงด้านการเมืองการปกครอง แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า พระมหากษัตริย์ไทย ทรงดำรงตนเป็นกลางทางการเมือง และให้ระบบการเมืองของไทยขับเคลื่อนไปตามกลไกของระบอบประชาธิปไตย แต่ในฐานะองค์พระประมุขของชาติ ทรงมิได้เพิกเฉยละเลย พระราชกรณียกิจด้านการเมืองการปกครอง อาทิ การลงพระปรมาภิไธยและพระราชทานรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภา หรือแม้ยามบ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ ๆ ก็ทรงยื่นพระหัตถ์เข้าช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเสมอมา


การลงพระปรมาภิไธยและพระราชทานรัฐธรรมนูญ

               รัฐธรรมนูญนับเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญยิ่ง เป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการบริหารปกครองประเทศ จึงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการร่าง การพิจารณา การให้ความเห็นชอบ รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติม ที่รอบคอบรัดกุม



 
               พระมหากษัตริย์ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยทุกพระองค์ ทรงตระหนักถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณาและให้ความเห็นชอบจาก รัฐสภา หรือองค์กรด้านนิติบัญญัติแล้ว ก่อนประกาศใช้จึงมีธรรมเนียมปฏิบัติที่คงไว้ซึ่งคุณค่าของกฎหมายและ เอกลักษณ์ความเป็นไทย ดังแนวพระราชดำรัสซึ่งพระยามโนปกรณ์นิติธาดานายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ในที่ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อคราวพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๕ ตอนหนึ่งว่า

               “… ได้นำร่างรัฐธรรมนูญนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทอดพระเนตร์ ทรงมีรับสั่งว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัย และได้ทรงแนะนำว่าการประกาศรัฐธรรมนูญนั้นเป็นของสำคัญยิ่งใหญ่ ควรจะมีพิธีรีตอง จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้โหรหลวงหาฤกษ์ยาม ได้ ๓ ฤกษ์ ฤกษ์ ๑ ตกวันที่ ๑ ธันวาคม ฤกษ์ ๒ ตกวันที่ ๑๐ ธันวาคม ฤกษ์ ๓ ตกไปกลางเดือนมกราคม จึ่งได้คิดว่าสำหรับฤกษ์ ๑ นั้น เวลากระชั้นเกินไปคงไม่ทัน จึงได้กำหนดไว้เป็นวันที่ ๑๐ ธันวาคม คือฤกษ์ ๒ ส่วนฤกษ์ ๓ นั้น เวลานานไป ฉะนั้นจึ่งอยากรีบเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้ทันในวันที่ ๑๐ ธันวาคม โดยหวังว่า จะแล้วเสร็จจากสภาภายในวันที่ ๓๐ เดือนนี้ โดยเราจะประชุมกัน ตั้งแต่ ๔ โมงเช้าเรื่อย ๆ ไปทุกวันจนกว่าจะเสร็จ เพื่อให้แล้วก่อนฤกษ์ ๑๐ วัน โดยทรงเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์และเป็นของที่ควรจะขลัง เพราะฉะนั้นต้องการจะเขียนใส่สมุดไทย…”

               ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการประกาศใช้ อันเนื่องมาจากการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินนั้น จะไม่มีการจารึกหรือเขียนลงในสมุดไทย แต่ยังคงต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เช่นกัน



พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ
 
               พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญนั้น เป็นธรรมเนียมราชประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดมาแต่ครั้งการพระราชพิธีพระราชทาน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งกระทำ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีพระราชทานรัฐ ธรรมนูญ จำนวน ๒ ครั้ง คือ
 
               ๑ พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช ๒๔๙๕ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๙๕ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม

               ๒ พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๑ เวลา ๑๐.๒๙ นาฬิกา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม


ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • นักรบ
  • **
  • Thank You
  • -Given: 277
  • -Receive: 2369
  • กระทู้: 3111
  • เพศ: หญิง
พระราชกรณียกิจด้านการเมืองการปกครอง ตอน 2
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 08:04:38 PM »
พระราชพิธีฉลองรัฐธรรมนูญ


   

 
               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ซึ่งนับเป็นพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญครั้งแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง
 
               ภายหลังการพระราชทานรัฐธรรมนูญครั้งนั้น ได้มีพระราชพิธีฉลองรัฐธรรมนูญ ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ของทุกปี โดยในระยะแรกๆ นอกจากพระราชพิธี ซึ่งจัดขึ้น ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมสมโภชน์เฉลิมฉลองต่อเนื่องอีกหลายวัน มีทั้งการออกร้าน การแสดง และการละเล่นต่าง ๆ และกำหนดให้จัดขึ้นทั่วประเทศ โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้มีความรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ในขณะนั้น

               ต่อมากิจกรรมสมโภชน์ดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไป เนื่องจากระยะเวลาและสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป คงไว้เพียงพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์จะเสด็จมาประกอบพระราชพิธีเป็นประจำทุกปี
 
               และเมื่อมีพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ หัว ซึ่งประดิษฐานที่หน้าอาคารรัฐสภา ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๓ หมายกำหนดการ วันที่ ๑๐ ธันวาคม จะประกอบด้วย ๒ กิจกรรม คือ การถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม


   


รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

               รัฐพิธีเปิดประชุมไม่ว่าจะเป็นการประชุมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร สภาร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสภาที่เรียกชื่ออื่นที่ทำ หน้าที่ในฐานะรัฐสภา ถือเป็นรัฐพิธีสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินทรง ประกอบรัฐพิธีด้วยพระองค์เองหรือจะโปรดเกล้าฯ ให้พระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์มาประกอบรัฐพิธีก็ได้
 
               เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งสภากรรมการองคมนตรี ทำหน้าที่เสมือนเป็นฝ่ายนิติบัญญัติคล้ายกับรัฐสภา แต่ขณะนั้นยังไม่มีบทบัญญัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับรัฐพิธีเปิดประชุม พระองค์มิได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดประชุม แต่ได้พระราชทานพระราชดำรัสอัญเชิญไปอ่านเปิดการประชุม และเมื่อล่วงเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ พระองค์ก็ได้พระราชทานกระแสพระราชดำรัสไปอ่านเปิดประชุมเช่นกัน
 
               ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับรัฐพิธีเปิดประชุมเป็นครั้งแรก ในมาตรา ๓๐ ว่า

“พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามสมัยประชุมและทรงเปิดปิดประชุม”
 
“พิธีเปิดประชุม จะทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินทรงทำหรือจะโปรดเกล้าฯ ใช้รัชทายาทที่บรรลุนิติภาวะแล้ว หรือนายกรัฐมนตรีกระทำพิธีแทนพระองค์ก็ได้”

               ส่วน ฉบับต่อ ๆ มา ได้มีการบัญญัติคล้ายคลึงกัน แต่ได้เปลี่ยนแปลงเฉพาะตัวบุคคลที่มากระทำพิธีจากนายกรัฐมนตรี มาเป็น “ผู้หนึ่งผู้ใด” กระทำพิธีแทนพระองค์
 
               ในเรื่องการเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมนั้นขึ้นอยู่กับบท บัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ บางฉบับบัญญัติให้กระทำทุกครั้งที่เปิดสมัยประชุมสามัญ เช่น รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๔๗๕, ปี ๒๔๘๙, ปี ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม ๒๔๙๕ และบางฉบับจะบัญญัติให้กระทำเฉพาะสมัยแรกของการเลือกตั้งทั่วไป เช่น รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗, ปี ๒๕๒๑, ปี ๒๕๓๔, ปี ๒๕๔๐ และ ปี ๒๕๕๐ (ฉบับปัจจุบัน)



ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • นักรบ
  • **
  • Thank You
  • -Given: 277
  • -Receive: 2369
  • กระทู้: 3111
  • เพศ: หญิง
พระราชกรณียกิจด้านการเมืองการปกครอง ตอน 3
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 08:26:23 PM »
การแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมือง




            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ดังจะเห็นได้จากคราวที่ประเทศประสบวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญๆ ในหลายครั้ง พระองค์ได้ทรง พระกรุณาช่วยขจัดปัดเป่าภัยพิบัติจากวิกฤตการณ์ทั้งปวงและทุกครั้งทรงนำ ประเทศกลับคืนสู่ภาวะปกติสุขได้โดยเร็ว ซึ่งทุกครั้ง ด้วยเดชะพระบารมีด้วยพระปรีชาสามารถ ด้วยแรงศรัทธาเทิดทูนและด้วยความจงรักภักดี ที่อาณาประชาราษฎร์มีต่อพระองค์ ก็ได้ทรงขจัดปัดเป่ายุติภัยพิบัติและทรงนำบ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติโดย เร็ว พสกนิกรของพระองค์ก็ได้กลับคืนสู่ความผาสุกร่มเย็นเช่นเดิมพระเกียรติคุณจึง แผ่ไพศาล เป็นที่แซ่ซ้องสดุดีทั่วไปทั้งภายในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก

พระมหากรุณาธิคุณเมื่อครั้งวิกฤตการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

            วิกฤตการณ์ช่วง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า กรณีวันมหาวิปโยค เริ่มตั้งแต่การรัฐประหารตนเองของจอมพล ถนอม กิตติขจร กับพวกเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ แม้ว่าก่อนหน้าที่จอมพล ถนอมฯ จะทำการยึดอำนาจตนเอง ประชาชน และนิสิตนักศึกษามีความไม่พอใจรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นรุนแรงเพราะในขณะนั้น ยังมีสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นปากเสียงของประชาชนอยู่บ้าง นอกจากนี้บรรดาสื่อมวลชนทั้งหลาย ก็ยังสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างกว้างขวาง และหลายคนก็ยังหวังว่ารัฐบาลของ จอมพล ถนอม กิตติขจร จะหมดอำนาจไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญได้ แต่ครั้นรัฐบาลเลือกใช้วิธีรัฐประหารยึดอำนาจ ยกเลิกรัฐธรรมนูญหันไปใช้อำนาจเผด็จการ เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลมากขึ้นทั้งอย่างลับ ๆ และเปิดเผยและเมื่อมีผู้ใช้อำนาจของคณะปฏิวัติไปในทางที่ไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไปก็ยิ่งทำให้เกิดแนวร่วมต่อต้าน รัฐบาลขยายตัวออกไปมากขึ้น เมื่อนิสิตนักศึกษาเห็นว่าการแก้ปัญหาของชาติประการแรกสุดจะต้องมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศเสียก่อน ดังนั้นการเรียกร้องรัฐธรรมนูญของนิสิตนักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย และประชาชนจึงอุบัติขึ้น ซึ่งแกนนำคนสำคัญในการสร้างขบวนการนักศึกษาได้แก่ นายธีรยุทธ บุญมี เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๔–๒๕๑๕ และนายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร เป็นต้น

            การรวมตัวของนักศึกษาและประชาชนโดยทั่วไปเริ่มมาจากความไม่พอใจรัฐบาลในหลาย ๆ เรื่อง อาทิเช่น กรณีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๙ ซึ่งให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเหนือศาลทำให้มีทนายความ นักกฎหมาย และอาจารย์สอนกฎหมายอีกหลายคนประท้วงประกาศคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว




            กรณีนักศึกษารามคำแหงต่อต้าน ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันดร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งลบชื่อนักศึกษารามคำแหงออก เพราะสาเหตุวิจารณ์การต่ออายุของ จอมพล ถนอม กิตติขจร และจอมพล ประภาส จารุเสถียร รวมทั้งที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มีการประท้วงกรณีนักเรียนนายเรืออากาศได้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยโดยไม่ ต้องผ่านการสอบคัดเลือก การประท้วงของนิสิตนักศึกษากว่า ๓ หมื่นคน เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๖ ขณะนั้นจัดได้ว่าเป็นการประท้วงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักศึกษาในประวัติ ศาสตร์ไทย โดยนักศึกษาได้เรียกร้องให้ ดร.ศักดิ์ฯ ลาออก ให้รับนักศึกษารามคำแหงที่ถูกไล่ออกไปเข้ามาใหม่และให้นักเรียนนายเรืออากาศ ออกไปจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            กรณีที่เป็นชนวนหลักทำให้เกิดการเดินขบวนของประชาชนจำนวนมากเกิดจากกรณีที่แกนนำ ของ “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” จำนวน ๑๓ คน ถูกจับและสมาชิกกลุ่มที่เหลืออยู่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวพร้อมทั้ง ให้มีรัฐธรรมนูญภายใน ๖ เดือน แต่รัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้องประกอบกับการออกข่าวที่บิดเบือนต่อประชาชน จึงยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น ต่อมาจึงได้มีการนัดรวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มจากคนจำนวนเรือนพันขยายตัวไปเป็นเรือนหมื่นเรือนแสน และได้เคลื่อนขบวนมาชุมนุมประท้วงที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจนกระทั่ง วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ รัฐบาลได้ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารเข้าสลายกลุ่มนักศึกษา และประชาชนที่มาร่วมชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญทำให้มีผู้คนบาดเจ็บและล้มตาย เป็นจำนวนมาก นับเป็นวันมหาวิปโยคที่เศร้าสลดอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย




            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาช่วยแก้ไขวิกฤตการณ์ของบ้านเมืองในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างมาก เห็นได้จากการที่พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา แห่งประเทศไทย เข้าเฝ้าเพื่อขอพระราชทานคำปรึกษาในวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๑๖ เวลา ๑๖.๒๐ น. นอกจากนั้นในช่วงเช้าของวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างทหาร ตำรวจ กับประชาชนและนักศึกษา ที่บริเวณคูน้ำข้างพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน มีนักศึกษาและประชาชนบางส่วนว่ายน้ำหนีเข้าไปพึ่งพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เสด็จออกรับ ทรงไต่ถามทุกข์สุขของผู้เข้ามาพึ่งพระบารมี รับสั่งให้สำนักพระราชวังนำข้าวและอาหารแจกจ่ายให้แก่ประชาชนหนีภัยเข้ามา พึ่งพระบารมีในเขตพระราชฐาน จนกระทั่งเหตุการณ์ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถึงขั้นวิกฤต เมื่อรัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร สั่งให้ใช้กำลังทหารและอาวุธเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้ประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงห่วงใยประชาชนเป็นอย่างมาก จึงได้พระราชทานพระราชกระแสรับสั่งกับประชาชนทางโทรทัศน์ เนื่องในวันมหาวิปโยค โดยทรงขอให้ทุกฝ่ายระงับความรุนแรง และทรงแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน จอมพล ถนอม กิตติขจร ที่กราบบังคมทูลขอลาออกจากตำแหน่ง หลังจากพระราชทานพระราชกระแสรับสั่งแล้วสถานการณ์อันยุ่งยากก็ได้คลี่คลายลง เป็นลำดับจวบจน จอมพล ถนอม กิตติขจร จอมพล ประภาส จารุเสถียร และ พันเอก ณรงค์ กิตติขจร เดินทางออกจากประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖ สถานการณ์จึงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ





ออฟไลน์ ฮิเดโกะ

  • ไร้เทียมทาน
  • **
  • Thank You
  • -Given: 56
  • -Receive: 12
  • กระทู้: 62
Re: พระราชกรณียกิจด้านการเมืองการปกครอง
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2012, 05:05:56 PM »
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ