ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานตะเกียบ 筷子 ของ "เจียงจื่อหยา"  (อ่าน 863 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • นักรบ
  • **
  • Thank You
  • -Given: 277
  • -Receive: 2363
  • กระทู้: 3081
  • เพศ: หญิง
ตำนานตะเกียบ 筷子 ของ "เจียงจื่อหยา"
« เมื่อ: มกราคม 28, 2013, 11:30:01 AM »
ตำนานตะเกียบ 筷子 ของ "เจียงจื่อหยา"




          ตำนาน "เจียงจื่อหยา姜子牙" ที่กล่าวถึงในครั้งก่อน ว่ากันว่าเป็นคนในยุคสมัยเดียวกับพระเจ้าโจ้ว กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ซาง จึงถือว่าเป็นตำนานที่ช่วยยืนยันว่า ทางภาคใต้ของจีนในยุคราชวงศ์ซางนั้นใช้ตะเกียบที่ทำจากไม้ไผ่ ซึ่งตำนานเกี่ยวกับตะเกียบยังมีอีกสองตำนานที่จะหยิบยกมาเล่า ได้แก่ ตำนานตะเกียบกับพระสนมต๋าจี่妲已 พระสนมองค์โปรดของพระเจ้าโจ้ว เป็นเรื่องที่เล่าขานกันในแถบมณฑลเจียงซูว่า พระเจ้าโจ้วนั้นทรงมีพระอารมณ์เหลือร้าย เอาพระทัยยากมาก ยามเสวยพระกระยาหารมักจะติว่าเนื้อไม่สดบ้าง น้ำแกงร้อนเกินบ้าง กับข้าวเย็นชืดเสวยไม่ลงบ้าง เรียกว่านี่ไม่ดี นั่นไม่ได้มิเป็นที่พอพระทัยสักอย่าง และสั่งประหารพ่อครัวจนเป็นที่หวั่นเกรงไปทั่ว พระสนมต๋าจี่ก็ทรงรับรู้ในความเอาพระทัยยากของพระองค์ จึงชิมอาหารก่อนถวายพระองค์ด้วยตนเองก่อนทุกครั้ง ซึ่งก็ทำให้ดีกรีพิโรธขุ่นเคืองของพระเจ้าโจ้วลดลงไปได้ จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง พระสนมต๋าจี่ได้ชิมอาหารชามหนึ่งก็พบว่าน้ำแกงนั้นร้อนเกิน แต่จะสั่งให้ยกไปเปลี่ยนก็ไม่ทันการณ์แล้ว เพราะพระเจ้าโจ้วได้ทรงเสด็จมาถึงโต๊ะเสวยแล้ว พระสนมต๋าจี่จึงทรงดึงปิ่นหยกที่ปักผมออกมาคีบอาหารในน้ำแกงที่ร้อนขึ้นมาเป่า รอจนเย็นได้ที่จึงค่อยป้อนถวาย พระเจ้าโจ้วได้รับการปรนนิบัติเยี่ยงนี้ก็รู้สึกพอพระทัยอย่างมากถึงกับมีรับสั่งว่า นับแต่นี้ต่อไปให้พระสนมต๋าจี่ทรงป้อนพระองค์เช่นนี้ทุกวัน ต๋าจี่จึงให้ช่างหลวงทำปิ่นหยกยาวเป็นพิเศษให้สองอัน เกิดเป็นที่มาของตะเกียบหยกขึ้น และต่อมาวิธีการคีบอาหารรับประทานด้วยตะเกียบก็ได้แพร่หลายในหมู่ชาวประชาทั่วไป และแม้ว่าต๋าจี่จะไม่ใช่ต้นกำเนิดคิดประดิษฐ์ตะเกียบจริง แต่ตำนานนี้ถือว่ามีความสมจริงกว่าตำนานเจียงจื่อหยาเพราะไม่มีเรื่องเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์เข้ามาเกี่ยวข้อง




          ส่วนอีกหนึ่งตำนานตะเกียบนั้นเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยเป็นตำนานเกี่ยวกับต้าอวี่ 大禹 ต้นกำเนิดราชวงศ์เซี่ย ซึ่งว่ากันว่าในยุคสมัยจักรพรรดิเหยาและซุ่น (ยุคห้าจักรพรรดิ 2,550 - 2,140 ปีก่อนค.ศ.)เกิดอุทกภัยอยู่บ่อยๆ ต้าอวี่เมื่อได้รับพระบัญชาให้หาวิธีแก้ไขก็สาบานตนว่าจะปลดทุกข์แก้ปัญหาน้ำท่วมให้กับประชาชนให้จงได้ และได้ทุ่มกายใจและเวลาทั้งหมดให้กับเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แม้จะผ่านบ้านถึงสามครั้งสามคราก็ไม่ยอมหยุดแวะเข้าไปเลยสักหน มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจังโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เรียกว่าเวลาพักผ่อนนอนหลับหรือทานข้าวก็ไม่อยากจะยอมให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แม้แต่นาทีเดียว จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง ต้าอวี่นั่งเรือไปถึงเกาะแห่งหนึ่ง รู้สึกหิวจนทนไม่ไหวแล้ว ก็จัดการก่อไฟตั้งน้ำต้มเนื้อขึ้น พอเนื้อในหม้อสุกได้ที่ ด้วยความที่ร้อนจะใช้มือหยิบทานก็จะลวกมือเอา ต้าอวี่ก็ไม่อยากจะเสียเวลารอจนเนื้อนั่นเย็นลงค่อยทาน เพราะใจนึกแต่จะไปจัดการกับเรื่องน้ำท่วม จึงไปหักกิ่งไม้เล็กมาสองอันจัดการคีบเนื้อเข้าปาก และนับแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อเป็นการประหยัดเวลาต้าอวี่จึงใช้กิ่งไผ่ก้านเรียวคีบเนื้อที่ต้มเดือดในหม้อขึ้นมาทาน นานวันเข้าก็เกิดเป็นความชำนาญและเคยชิน คนใต้ปกครองเห็นต่างก็นิยมชมชอบ เพราะนอกจากจะไม่ร้อนมือแล้ว อาหารที่ทานก็ไม่ติดเปรอะเปื้อนมืออีก จึงเอาเป็นเยี่ยงอย่างและก่อเกิดเป็นค่านิยมใช้ตะเกียบขึ้น และแม้ว่าตำนานจะเป็นเพียงเรื่องเล่าขานที่อยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงมากบ้างน้อยบ้าง แต่การคิดสรรใช้ตะเกียบรับประทานอาหารก็แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาวจีนได้อย่างดี




          และด้วยความที่ตะเกียบเป็นสิ่งที่ผูกพันและใกล้ชิดกับคนจีนมานับแต่โบราณกาล ซึ่งชาวจีนทั้งหลายต่างก็ถือว่าตะเกียบเป็นของมงคลจะมอบเป็นของขวัญของกำนัลหรือของชำร่วยงานแต่งงานก็สบายใจผู้ให้และสุขใจผู้รับ เพราะนอกจากจะเป็นคู่แล้ว ตะเกียบหรือไขว้จื่อ 筷子ในภาษาจีนยังพ้องเสียงกับความหมายดีๆ ที่เสมือนอวยพรคู่แต่งงานให้มีลูกเร็วๆ 早生贵子 มีความสุขสันต์ 快快乐乐 ให้รักมั่นปรองดองเคียงคู่กันไปเหมือนดั่งตะเกียบนั่นเอง และด้วยรูปลักษณ์ที่ตรงไม่คดงอ จึงเป็นสัญลักษณ์แทนความซื่อสัตย์เถรตรงได้อีกด้วย และเพราะความใกล้ชิดผูกพันจึงก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมการใช้ตะเกียบ และมีข้อห้ามหรือถือเป็นมารยาทเกี่ยวกับการใช้ตะเกียบอยู่ไม่น้อย อาทิ




          1) ต้องสั้นยาวเท่ากัน เพราะการใช้ตะเกียบสั้นยาวต่างกันนั้นชาวจีนถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล หมายความถึงการตาย

          2) จับตะเกียบอย่าให้นิ้วชี้ยื่นออกมา เพราะชาวจีนถือว่าการจับตะเกียบแล้วนิ้วชี้ที่ยื่นออกมานั้นเป็นการชี้ว่าคนอื่น ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง รวมถึงการถือตะเกียบชี้คุยโต้ตอบกับผู้อื่นด้วย

          3) อมหรือดูดตะเกียบ แล้วยิ่งมีเสียงด้วยแล้วยิ่งถือว่าไม่สุภาพมากๆ

          4) อย่าใช้ตะเกียบเคาะจานชาม เพราะจะถูกมองว่าเป็นพวกขอทานที่ต้องถือเคาะเพื่อร้องเรียกความสนใจขออาหารจากผู้อื่น

          5) อย่าถือตะเกียบวนไปมาเพราะไม่รู้ว่าจะเลือกจานไหนดี เพราะจะถูกมองว่าไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน

          6) ใช้ตะเกียบเลือกคุ้ยอาหารในจานกับข้าวไปมา ถูกมองว่าขาดการอบรมเช่นกัน

          7) คีบกับข้าวระวังอย่าให้หล่นใส่จานอื่นหรือตกบนโต๊ะ เพราะจะถูกมองว่าไร้มารยาท

          8) อย่าปักตะเกียบไว้กลางชามข้าวยื่นส่งให้คนอื่น เพราะถือเป็นการไหว้ข้าวคนตาย เป็นต้น