ผู้เขียน หัวข้อ: ถังป๋อหู่ ผู้เป็น ทาส (คนรับใช้ในบ้าน) คนแรกของจีน  (อ่าน 586 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 289
  • -Receive: 2412
  • กระทู้: 3183
  • เพศ: หญิง
ถังป๋อหู่ ผู้เป็น ทาส (คนรับใช้ในบ้าน) คนแรกของจีน




             นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ภายหลังจากที่รัฐบาลจีนได้ออกมาตราการควบคุมตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำกัดโควตาการซื้อถือครองกรรมสิทธิ์ ทำให้ราคาบ้านที่อยู่อาศัยที่แพงสุดๆ ฉุดไม่อยู่ โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ต่างๆ ปรับลดระดับความร้อนของราคาไม่ให้พุ่งทะยานสูงเสียดฟ้าต่อไปได้ โดยจากข้อมูลทางตัวเลขล่าสุด ระบุว่า ราคาซื้อขายที่พักอาศัยใน 100 เมืองทั่วประเทศ โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 8,793 หยวนต่อตารางเมตร ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ห้า คิดเป็น 0.18% นับเป็นความสำเร็จที่สืบเนื่องมาจากมาตราการควบคุมดังกล่าวที่ได้ผลของรัฐ ซึ่งมาตราการควบคุมอสังหาฯของรัฐยังคงเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ที่ประชาชนจีนให้ความสนใจในวาระการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนชุดที่ 11 ครั้งที่ 5 และการประชุมสภาปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีนชุดที่ 11 ครั้งที่ 5 ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่เพราะราคาบ้านที่แพงสุดกู่ในปัจจุบันนั้น สืบเนื่องมาจากการขยับราคาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว ทำให้คำว่า "ฝางนู๋ 房奴" หรือทาสบ้าน ด้วยความชัดและกระชับของคำ ทำให้คำใหม่นี้เป็นที่นิยมใช้พูดติดปากและได้ยินติดหูแพร่หลายอย่างรวดเร็วในปี 2006 จนต่อมาในเดือนสิงหาคม ปี 2007 ทางกระทรวงศึกษาธิการจีนก็ได้ออกประกาศบัญญัติให้คำนี้เป็นหนึ่งใน 171 คำศัพท์ใหม่เป็นที่เรียบร้อย




             คำว่า ฝาง 房 หมายถึงบ้าน นู๋ 奴 หมายถึงทาส ดังนั้น ฝางนู๋ 房奴 หรือทาสของบ้าน จึงเป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้เรียกแทนผู้ที่ซื้อบ้านโดยอาศัยการจำนองผ่อนจ่ายชำระค่าบ้าน ทำให้ช่วงเวลาทองแห่งชีวิตราว 20-30 ปี ดำเนินไปในรูปแบบที่ต้องหักรายได้ 40-50% หรือมากกว่านั้น เพื่อผ่อนชำระค่างวด คืนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ไปกู้ยืมมา ซึ่งนับเป็นแรงกดดันระยะยาว ที่สืบเนื่องจากการซื้อบ้านเพียงครั้งแต่กลับส่งผลต่อการบริโภคจับจ่ายใช้สอยของตนและสมาชิกในครอบครัว ต้องอยู่กันอย่างกระเบียดกระเสียร ลดนั่น ตัดนี่ งดหาความสำราญให้ชีวิต อาจถึงขั้นวิตกจริตกลัวตกงาน กลัวเจ็บป่วย ทำให้คุณภาพชีวิตตกต่ำ สุขภาพจิตเสื่อมถอยตามกันไปด้วยได้ เรียกว่าเงินทองที่หามาเลือดตาแทบกระเด็นนั้น ไม่ใช่เพื่อหาเลี้ยงตนและครอบครัว แต่เพื่อเลี้ยงบ้านล้วนๆ และถ้ามองย้อนไปในสมัยโบราณก็มีตัวอย่าง "ทาสบ้าน" ปรากฏให้เห็นเช่นกัน ซึ่งถ้ายึดเอาตามความหมายของคำดังที่กล่าวไปข้างบน ผู้ที่ได้รับเกียรติได้ชื่อว่าเป็น ทาสบ้าน คนแรกนั้นก็คือ หนึ่งในสี่นักปราชญ์ชื่อดังแห่งเจียงหนาน "ถังป๋อหู่ 唐伯虎" นั่นเอง




             เล่าขานกันว่า ถังป๋อหู่ ตอนมีชีวิตอยู่นั้นได้ติดตาต้องใจคฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่งในเมืองซูโจวเข้า ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า ถังป๋อหู่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสติปัญญาสามารถสอบได้เป็นที่หนึ่งแห่งเจียงหนาน แล้วยังมากความสามารถเป็นที่ยอมรับในฝีมือ ทั้งการวาดภาพ แต่งกลอน และเขียนพู่กันจีน และอนาคตจะไปสอบจอหงวนที่เมืองหลวงนั้นสดใสปลอดโปร่งเป็นแน่แท้ ดังนั้น การจะหาเงินจ่ายค่าบ้านจึงไม่น่าจะเป็นปัญหา ขอเพียงตวัดปลายพู่กันนิดหน่อยเงินทองก็ต้องไหลมาเทมาให้ใช้สอยได้ไม่ขาดมือ แต่ใครจะรู้อนาคตที่แน่นอนกลับไม่แน่นอนเอาซะง่ายๆ การเดินทางไปสอบจอหงวนในปีถัดไปนั้นตำแหน่งจอหงวนกลับหลุดลอย เพราะการรั่วไหลของข้อสอบคัดเลือก ซึ่งถังป๋อหู่ต้องโดนหางเลข ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับการทุจริตการสอบคร้งนี้หมดสิทธิเข้าสอบไปโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ด้วยเหตุนี้ หนทางสุกสว่างแห่งการก้าวขึ้นเป็นขุนนางมีเกียรติยศชื่อเสียงพรั่งพร้อมด้วยเงินทองพลันดับวูบลงในพริบตา แต่เพราะความมุ่งมั่นเมื่อหมายตาคฤหาสน์หลังงามนี้ไว้แล้วก็ไม่เปลี่ยนใจ ตัดใจเอาหนังสือที่ตนสะสมไว้ส่วนหนึ่งไปจำนองเป็นค่าบ้านแทน แล้วก็อาศัยการเขียนภาพขายภาพนานร่วมสองปีจนชำระค่าบ้านได้หมด ซึ่งเรื่องเล่าขานต่างๆ เกี่ยวกับถังป๋อหู่ ย่อมผ่านการแต่งเติมสีสัน อาทิ เรื่อง ถังป๋อหู๋เตี่ยนชิวเซียงนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการนำเอา ถังป๋อหู่ หรือถังอิ๋น唐寅 (ค.ศ. 1470-1523) ที่มากความสามารถและมีชีวิตอยู่จริงในสมัยหมิงมาเป็นทุน เพราะถังป๋อหู่นั้นแม้จะเก่งฉกาจมากความสามารถจริงอย่างในเรื่อง แต่ก็ไม่ได้เป็นหนุ่มเจ้าสำราญและมากภรรยาอย่างที่เล่าลือกัน โดยเมื่อภายหลังชีวิตต้องตกระกำหมดโอกาสเข้ารับราชการแล้ว ภรรยาคนแรกซึ่งก็ไม่ใช่แม่นางชิวเซียงอย่างในเรื่องก็ได้เลิกร้างจากกันไป ได้มาพบรักมีภรรยาใหม่คนที่สอง ชื่อ เสิ่นจิ่วเหนียง 沈九娘ซึ่ง "จิ่วเหนียง" หรือแม่นางเก้านี้ น่าจะเป็นที่มาแห่งเรื่องที่ว่ามีภรรยาเก้าคน