ผู้เขียน หัวข้อ: "ผูกด้ายแดง" ควงแขน "ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์"  (อ่าน 639 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 289
  • -Receive: 2413
  • กระทู้: 3183
  • เพศ: หญิง
"ผูกด้ายแดง" ควงแขน "ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์"




               ตามวัฒนธรรมตะวันตกได้ถือกำหนดให้วันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักตรงกับวันที่สิบสี่กุมภาพันธ์ของทุกปี โดยถือว่า คิวปิด เป็นเทพผู้ช่วยแผลงศรรักไปปักอกดลใจให้คนหนุ่มสาวต่างตกหลุมรักในกันและกัน ซึ่งความเชื่อเรื่องมีกามเทพช่วยดลบันดาลรักให้นี้สำหรับชาวจีนก็มีเช่นเดียวกัน ทว่ามิใช่มีรูปลักษณ์เป็นเด็กตัวน้อยจ้ำม่ำที่มีปีกด้านหลังอย่างชาวตะวันตก แต่กลับเป็นผู้เฒ่าที่มีด้ายแดงแผลงฤทธิ์มัดใจนามว่า "เย่ว์เซี่ยเหล่าเหริน 月下老人"

               เรื่องความรักของหนุ่มสาวจีนในอดีตนับแต่โบราณ นอกจากจะคุ้นเคยกันดีกับการมีผู้ช่วยเป็นแม่สื่อแม่ชักอย่าง "หงเหนียง" แล้ว ยังมีที่พี่งทางใจนิยมไปขอพรขอรักกับ "เย่ว์เหล่า" นี้ด้วย โดยเชื่อกันว่า ผู้ที่แต่งงานเป็นคู่สามีภรรยากันได้นั้น เกิดจากการจับคู่ให้ของเย่ว์เหล่าทั้งสิ้น โดยยามค่ำคืนภายใต้แสงจันทร์นวลผ่องส่องกระจ่าง เย่ว์เหล่าผู้เฒ่าจะนั่งอยู่บนก้อนหิน เมื่อใดที่ได้นำด้ายแดงในถุงผ้าที่แบกไว้บนหลัง ไปผูกมัดขาชายหญิงคู่ใดเข้าไว้ด้วยกันแล้วไซร้ คนทั้งสองนั้นก็จะได้ครองรักเคียงคู่กันไปเป็นนิรันดร์ ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันว่า ในสมัยถังนั้นมีหนุ่มคนหนึ่งนามว่า เหวยกู้韦固 ทุกอย่างดีพร้อมแต่ทำอย่างไรก็ยังหาคู่ชูใจไม่ได้สักที จนอยู่มาวันหนึ่งได้พบเข้ากับเย่ว์เหล่าโดยบังเอิญ และรับรู้ถึงเนื้อคู่ที่มีด้ายแดงมัดไว้กับตนคือใครแต่ก็ไม่เชื่อ จนต่อมาภายหลังได้แต่งงานและรับรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วหญิงที่ตนแต่งงานด้วยนั้นตรงตามคำบอกเล่าของเย่ว์เหล่าไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งภายหลังจากผ่านการสู่ขอเข้าพิธีแต่งงานกันเรียบร้อยแล้ว ชาวจีนก็ยังมีธรรมเนียมนิยม "ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์" เหมือนอย่างชาวตะวันตกด้วยเช่นกัน




               ตำนานการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของชาวจีนว่ากันว่า ในอดีตนานแสนนานมาแล้วนั้น มีหนุ่มสาวนักล่าสัตว์ฝีมือฉกาจอยู่คู่หนึ่ง ฝ่ายชายนามว่า สือตุน石墩 ฝ่ายหญิงนามว่า มู่เหมียว木苗 ต่อมาฝ่ายผู้ใหญ่ของทั้งสองเห็นควรให้ทั้งคู่แต่งงานกัน หลังผ่านพ้นการแต่งงาน ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันได้ไม่ถึงสิบวันดี ฝ่ายชาย "สือตุน" ก็เริ่มรู้สึกว่าอยู่ด้วยกันทุกวันอย่างนี้ ชีวิตคู่ช่างจืดชืดไร้รสชาติเสียนี่กระไร ไม่เหมือนกับก่อนแต่งงานที่ถูกใจใครก็ไปหา ไปคุยอยู่เป็นเพื่อนใครก็ได้ วันเดียวจะไปหากี่คนก็ได้ อิสระเสรีเป็นที่สุด ซึ่งตัวฝ่ายหญิงเองก็ค่อยๆ รู้สึกอย่างเดียวกันว่า อยู่กับสือตุนทั้งวันนี่น่าเบื่อไม่สุขใจสบายอุราเหมือนแต่ก่อนที่ยังเป็นโสด เมื่อทั้งคู่ต่างคิดอย่างนี้ ชีวิตคู่ก็ยากนักที่จะดำเนินต่อไป ด้วยเหตุนี้กลางดึกคืนหนึ่ง เมื่อผู้คนต่างเข้าบ้านปิดประตูหลับสนิทกันหมดแล้ว คนทั้งคู่ก็แอบกระโดดกำแพงหนีออกมาเหมือนกันโดยมิได้นัดหมาย

               สือตุน และมู่เหมียว ต่างคนต่างดุ่มเดินกันไปเรื่อยอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง สุดท้ายก็ต่างพลัดหลงเข้าไปในป่า เพื่อเอาชีวิตให้รอดจากอันตราย ทั้งคู่จึงเลือกที่จะร่วมทางกัน แต่โชคไม่ดีเดินไปเจอะรังผึ้งใหญ่ก็ถูกรุมต่อย ทั้งสองรีบก่อไฟหวังเผาไล่ฝูงผึ้งซึ่งก็ได้ผลดีเกินคาด เพราะนอกจากจะไล่พวกผึ้งได้ดังหวังแล้ว ของเหลวที่ไหลออกมานั้นยังมีกลิ่นหอม สือตุนลองแตะชิมดูพบว่ารสชาติหอมหวาน และเพื่อดับความหิวระหว่างที่ยังหลงทางอยู่ในป่านั้น ทั้งสองก็ได้อาศัยผลไม้ป่าและดื่มน้ำผึ้งประทังชีวิต ทุกข์สุขอยู่ด้วยกันเป็นเดือน และต่างก็ค่อยๆ สัมผัสได้ถึงความรักความผูกพันที่มีต่อกัน ทั้งสองจึงหวนสู่สถานะเป็นคู่สามีภรรยาอีกครั้ง ครองรักได้โดยไม่คิดแยกจากกันอีกเลย