ผู้เขียน หัวข้อ: กำจัดคราบกวนใจในบ้านให้อยู่หมัด  (อ่าน 871 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 289
  • -Receive: 2413
  • กระทู้: 3183
  • เพศ: หญิง
กำจัดคราบกวนใจในบ้านให้อยู่หมัด
« เมื่อ: กันยายน 01, 2013, 03:06:55 PM »
กำจัดคราบกวนใจในบ้านให้อยู่หมัด




          คราบสกปรกที่มีอยู่ในบ้าน บางทีก็กำจัดออกได้ยากมาก ๆ เลยจริงไหมคะ ชนิดที่ไม่ว่าจะทุ่มเทแรงกายทำความสะอาดบ้านแค่ไหน สุดท้ายก็ยังมีคราบสกปรกเล็ก ๆ น้อย ๆ หลงเหลืออีกอยู่ดี จนดูเหมือนว่าการทำความสะอาดบ้านต้องทำกันอยู่เรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้น ฉะนั้นถ้าเจอปัญหากวนใจแบบนี้อยู่ละก็ ลองมากำจัดคราบฝังแน่นที่กวนใจด้วยเทคนิคต่อไปนี้กันดีกว่า

1. คราบอาหารบนตะแกรง

          ทุกครั้งที่เข้าครัวทำอาหาร โดยเฉพาะถ้าต้องใช้เตา หลังจากทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเห็นว่าคราบอาหารที่หยดย้อยลงบนเตายังคงติดอยู่บนตะแกรง แห้งกรังฝังแน่น ทำความสะอาดก็ยากมาก ๆ ด้วย แต่ต่อไปนี้ไม่ต้องกังวลใจอีกแล้วล่ะ เพราะเพียงแค่ดึงตะแกรงออกมา แล้วใส่ลงไปในถุงที่มีซิปปิดปากถุง จากนั้นก็เทแอมโมเนียในอัตราส่วน ¼ ถ้วยตวงลงไป ปิดปากถุงให้แน่น ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 5 ชั่วโมง ให้แอมโมเนียกัดกร่อนคราบสกปรกฝังแน่นให้คลายตัว เมื่อได้เวลาแล้วก็นำตะแกรงออกมาเช็ดทำความสะอาดด้วยฟองน้ำชุบน้ำอีกครั้ง จากนั้นเช็ดให้แห้งแล้วเก็บตระแกรงเข้าที่เตาดังเดิม

2. รอยเปื้อนบนพื้นสเตนเลส

          โดยปกติแล้วอุปกรณ์ที่เป็นสเตนเลส มักจะดูเงางามด้วยสารเคลือบในตัวมันเอง แต่พอใช้ไปนาน ๆ ก็อาจจะมีคราบเปื้อนดำ ๆ ด่าง ๆ บ้างเป็นธรรมดา และถึงแม้จะมีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสเตนเลสให้เงางามขายอยู่เกลื่อนท้องตลาด แต่จริง ๆ แล้วแค่เพียงเบบี้ออยล์ ก็สามารถคืนความวาวใสเหมือนใหม่ให้พื้นสเตนเลสได้เช่นกัน เพียงแค่ใช้ผ้าสำลีผืนสะอาดชุบน้ำให้หมาด แล้วหยดเบบี้ออยล์ลงไปเล็กน้อย จากนั้นก็นำไปเช็ดทำความสะอาดตามรอยด่างดำบนพื้นสเตนเลส ออกแรงขัดสักนิดด้วย เพื่อช่วยให้คราบหลุดออกได้ง่ายขึ้น เท่านี้อุปกรณ์ทุกชิ้นที่ทำมาจากสเตนเลสก็จะเงางามเหมือนใหม่ได้อีกครั้งแล้วล่ะ ที่สำคัญประหยัดกว่ากันเยอะเลยด้วย




3. ริ้วรอยบนพื้นกระจก

          แน่นอนว่ากระจกทุกบาน หรือแก้วที่มีรอยขีดข่วน และมีริ้วรอยดูไม่สวยงาม แต่ถึงแม้จะเช็ดทำความสะอาดกระจกด้วยน้ำยาเช็ดกระจก หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่น ๆ สุดท้ายก็ยังคงเหลือริ้วรอยเล็ก ๆ คล้ายรอยขนแมวบนกระจกอยู่ดี ซึ่งก็แสดงว่า ไม่ว่าเราจะใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดกระจกและแก้วโดยเฉพาะ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพอย่างที่หวังไว้ ดังนั้นคงดีกว่าหากเราจะมีทางเลือกในการทำความสะอาดกระจกในแบบที่ไม่ต้องทนกลิ่นฉุน ๆ ของน้ำยาเช็ดกระจกบ้าง ด้วยการผสมน้ำ 1 แกลลอน กับน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยตวง, รับบิ้งแอลกอฮอล์ครึ่งถ้วยตวง และน้ำยาล้างจาน 2 ช้อนชา คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน จากนั้นก็นำไปใช้ทำความสะอาดกระจกและพื้นผิวแก้วแทนน้ำยาเช็ดกระจกได้เลย อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญยังกระซิบบอกมาด้วยนะ ว่าสูตรนี้สามารถทำความสะอาดกระจกได้ใสปิ๊งหมดจดอย่าบอกใครเชียว


4. สิ่งตกค้างในกระเบื้องห้องน้ำ

          ตามร่องกระเบื้องมักจะมีเศษสกปรกเข้าไปฝังแน่น โดยเฉพาะพื้นห้องน้ำที่นอกจากจะมีคราบสกปรกอื่น ๆ แล้ว ก็ยังมีเศษเส้นผมติดค้างอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการทำความสะอาดก็ได้แนะนำให้เลือกใช้ม็อบถูพื้นที่ทำมาจากไมโครไฟเบอร์ เพราะไมโครไฟเบอร์มีคุณสมบัติดูดเศษตกค้างต่าง ๆ ได้ดีราวกับแม่เหล็ก ทำให้สามารถเช็ดทำความสะอาดพื้นทุกชนิดได้อย่างหมดจด นอกจากนี้ยังแนะนำให้พกเครื่องดูดฝุ่นมือถือไว้ในห้องน้ำด้วย เวลามีเศษผมตกค้าง จะได้ฉวยมาทำความสะอาดได้ทันใจยังไงล่ะ

5. พื้นที่เข้าถึงยาก

          ในส่วนที่ยากต่อการทำความสะอาด เช่น ตามซอกอ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ และส่วนที่เป็นมุมของห้องน้ำ เช่น พื้นใต้อ่างล้างหน้า หรือพื้นหลังโถส้วม ล้วนแล้วแต่เป็นจุดบอดที่ไม่สามารถล้วงเข้าไปทำความสะอาดได้ถึง จึงมักจะมีคราบสกปรกหลงเหลืออยู่อย่างช่วยไม่ได้ แต่ต่อไปนี้ทุกพื้นที่จะได้รับการทำความสะอาดอย่างหมดจดแน่นอน ด้วยการเลือกใช้ไม้ขัดทำความสะอาดที่มีด้ามจับยาว หรือจะล้ำหน้าด้วยการเลือกใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดที่มีข้อต่อตรงส่วนแปรงขัด ทำให้หัวแปรงสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระก็ได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถซอกซอนไปทำความสะอาดในจุดที่ยากจะเข้าถึงได้แล้วล่ะค่ะ




6. กลิ่นอาหารบนพลาสติก

          จานหรือกล่องพลาสติกที่เราใช้ใส่อาหารหรือผัก เช่น หอม กระเทียม มักจะมีกลิ่นอาหารและคราบมันหลงเหลืออยู่ ซึ่งแม้จะทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานหลายต่อหลายครั้ง กลิ่นเหม็น ๆ เหล่านี้ก็ไม่หายไป ถ้าอย่างนั้นมาลองใช้ มัสตาร์ด  1 ช้อนชา ละลายน้ำร้อนและนำจานพลาสติก หรือบรรจุภัณฑ์ที่มีกลิ่นอาหารติดอยู่มาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ล้างจานตามปกติ มัสตาร์ดมีคุณสมบัติช่วยกำจัดกลิ่นอาหารที่ติดอยู่บนพลาสติกได้หมดจด ใช้ได้ผลดีกว่าน้ำยาล้างจานเป็นไหน ๆ เลยนะจ๊ะ


 7.  คราบน้ำบนเฟอร์นิเจอร์ไม้

          เฟอร์นิเจอร์ไม้ต้องดูแลกันเป็นพิเศษ เพราะเพียงแค่เผลอวางแก้วน้ำทิ้งไว้ไม่นาน ก็อาจจะเกิดรอยน้ำขึ้นเป็นวงได้ง่าย ๆ แต่วิธีแก้ปัญหาก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ผสมเบกกิ้งโซดากับยาสีฟันในปริมาณเท่า ๆ กัน แล้วนำผ้าสะอาดชุบน้ำมาป้ายส่วนผสม จากนั้นก็นำไปเช็ดทำความสะอาดรอยคราบน้ำ โดยเช็ดวนเป็นวงกลมนานประมาณ 2-3 นาที จากนั้นก็เช็ดทำความสะอาดอีกครั้งด้วยผ้าแห้ง ตามด้วยขัดเงาด้วยน้ำยาเคลือบเฟอร์นิเจอร์ไม้อีกครั้ง แต่ถ้าคราบน้ำยังไม่หายไป ให้บีบมายองเนสลงบนคราบ และทิ้งไว้ข้ามคืน พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็ใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาด เพียงเท่านี้เฟอร์นิเจอร์ไม้ของคุณก็จะไร้คราบน้ำให้เห็นอีกต่อไปแล้วจ้า




 8. อย่าทิ้งน้ำยาก้นขวด

          ผลิตภัณฑ์ที่เป็นหัวฉีดสเปรย์ มักจะถูกโยนทิ้งเมื่อใช้ใกล้จะหมด และฉีดน้ำยาไม่ขึ้นอีกต่อไป แต่หารู้ไม่ว่าน้ำยาที่เหลือติดก้นขวดนั่นแหละค่ะ ที่มีความเข้มข้นสุด ๆ ดังนั้นทางที่ดีก็ควรจะใช้น้ำยาทุกหยดอย่างคุ้มค่า ถึงแม้จะไม่สามารถกดหัวฉีดน้ำยาได้อีกแล้ว ก็ควรจะเปิดฝาขวดและเทน้ำยาออกมาใช้จนหยดสุดท้ายให้ได้นะคะ

9. เลือกใช้น้ำยาให้ถูก

          เราไม่สามารถดูแลความสะอาดบ้านได้ด้วยน้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์เพียงขวดเดียว เพราะไม่มีน้ำยาทำความสะอาดชนิดไหน จะมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดได้ครอบคลุมทุกจุด ดังนั้นเราจึงต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้เหมาะสมกับวัสดุอุปกรณ์แต่ละชนิด เพื่อให้การทำความสะอาดง่าย และได้ประสิทธิภาพเต็มร้อย ซึ่งแนะนำว่า อย่างน้อย ๆ ในบ้านควรจะมีผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดอยู่ 3 ชนิดหลัก ๆ คือ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอเนกประสงค์, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นพรม ค่ะ

          ไม่ว่าจะเป็นคราบสกปรกฝังแน่นขนาดไหน แต่ถ้าเรารู้เทคนิควิธีทำความสะอาดอย่างถูกต้อง เจ้าคราบเหล่านี้ก็จะไม่มากวนใจให้เราต้องหงุดหงิดได้อย่างแน่นอน แต่ลำพังการรู้เทคนิควิธีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องลงมือทำด้วย เพราะเพียงแค่คิดบ้านก็คงไม่สะอาดอย่างที่หวังไว้อย่างแน่นอนนะคะ

:088: :088: :088: :088: :088: