ผู้เขียน หัวข้อ: วิธีประหยัดไฟตู้เย็นแบบง่าย ๆ แต่ได้ผล  (อ่าน 586 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 289
  • -Receive: 2412
  • กระทู้: 3183
  • เพศ: หญิง
วิธีประหยัดไฟตู้เย็นแบบง่าย ๆ แต่ได้ผล




          ตู้เย็นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องเสียบปลั๊กให้ทำงานตลอดเวลา อย่างไม่มีวันหยุด เพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความเย็น และยืดอายุอาหารให้อยู่ได้นานขึ้น ดังนั้นหากมีวิธีใดที่จะช่วยลดการใช้ไฟของตู้เย็นได้ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะจะช่วยให้ประหยัดค่าไฟซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ของบ้านลงไปได้อีกเยอะ หากคุณกำลังมองหาวิธีประหยัดไฟจากการใช้ตู้เย็น มาลองทำตามเทคนิคต่อไปนี้ดีกว่า เพื่อช่วยประหยัดไฟให้ตู้เย็น แถมยังช่วยถนอมตู้เย็นให้ใช้ไปได้อีกนานด้วย

แช่ของในช่องแช่แข็งให้พอดี

          ตู้เย็นใช้พลังงานไปกับช่องแช่แข็งไม่น้อย เพราะเป็นส่วนที่ต้องให้ความเย็นกับของที่แช่อยู่จนกลายเป็นน้ำแข็ง หรือมีสภาพแข็งตัวอยู่ได้นานขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะมีของอยู่ในช่องแช่แข็งน้อยหรือมาก ช่องแช่แข็งก็ต้องรักษาระดับความเย็นเอาไว้ให้เท่ากันเสมอ ดังนั้นถ้าอยากจะใช้งานตู้เย็นให้คุ้มกับค่าไฟที่ต้องเสียไป ก็ควรนำของมาแช่ในช่องแช่แข็งให้เต็มพอดี ไม่แน่นจนเกินไป หรือไม่หลวมจนเหลือที่ว่าง แต่ถ้าไม่รู้จะแช่อะไรดี ก็กรอกน้ำใส่ที่ทำน้ำแข็ง หรือทำไอศกรีมแท่งกินเองที่บ้านก็ได้




ทำความสะอาดขดลวดคอนเดนเซอร์

          ขดลวดคอนเดนเซอร์ คือแผงระบายความร้อนที่อยู่ด้านหลังหรือด้านล่างของตู้เย็น ซึ่งจะทำหน้าที่ระบายความร้อนจากการทำงานของตู้เย็น เพื่อให้คอมเพรสเซอร์ทำงานให้ความเย็นกับตู้เย็นได้เต็มที่ และถ้าหากขดลวดคอนเดนเซอร์สกปรก มีฝุ่นจับอยู่หนา ก็จะทำให้ระบายความร้อนจากตู้เย็นได้ลำบากขึ้น ส่งผลให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนัก และเปลืองไฟมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นเราจึงต้องคอยทำความสะอาดขดลวดคอนเดนเซอร์อยู่เสมอ ด้วยการใช้แปรงปัดฝุ่น หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดให้หมดจด

ตรวจสอบสภาพของยางขอบตู้เย็น

          และเปลืองไฟมากขึ้น เพราะจะทำให้ตู้เย็นปิดไม่สนิท อีกทั้งยังทำให้ของที่แช่อยู่ในตู้เย็นไม่ได้รับความเย็นเท่าที่ควร ดังนั้นเราก็ควรตรวจสอบสภาพการใช้งานของยางขอบตู้เย็นอยู่เสมอ ด้วยการเปิดประตูตู้เย็น แล้วลองวางธนบัตรหรือแผ่นกระดาษไว้ตรงขอบประตูตู้เย็น จากนั้นก็ปิดประตูตู้เย็นตามปกติ ถ้าธนบัตรที่หนีบไว้ยังค้างอยู่แน่นหนาก็แสดงว่ายางขอบตู้เย็นยังมีสภาพการใช้งานดีอยู่ แต่ถ้าปิดประตูตู้เย็นแล้วธนบัตรร่วงหล่นลงมา ก็แสดงว่าถึงเวลาต้องซื้อยางขอบตู้เย็นอันใหม่มาเปลี่ยนแล้วล่ะ




เลือกตำแหน่งแช่ของให้เหมาะสม

          เหตุผลที่ตู้เย็นต้องแบ่งช่องไว้หลาย ๆ ช่อง ก็เพราะอาหารแต่ละอย่างต้องการความเย็นที่ต่างกัน เพื่อถนอมอาหารและยืดเวลาให้มีอายุได้นานขึ้น เช่น ช่องแช่แข็งก็มีไว้สำหรับแช่ของที่จำเป็นต้องเก็บในที่เย็นจัด หรือเอาไว้ทำน้ำแข็งไว้รับประทาน ส่วนช่องเล็ก ๆ ด้านล่างแผงความเย็นก็มีไว้สำหรับเก็บเนื้อสัตว์ ช่องถัดมาด้านล่างก็มีไว้เก็บของทั่วไป และช่องล่างสุดก็มีไว้สำหรับแช่ผักผลไม้ ซึ่งถ้าหากเราไม่จัดเก็บอาหารให้ถูกต้องตามตำแหน่งให้ความเย็น ตู้เย็นก็ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้อาหารที่นำไปแช่มีความเย็นพอที่จะมีอายุการเก็บรักษาที่นานขึ้นนั่นเอง

อย่าเปิดตู้เย็นบ่อย หรือเปิดทิ้งไว้นาน ๆ

          ทุกครั้งที่มีการเปิดตู้เย็น อุณหภูมิภายนอกซึ่งมีความร้อนจะเข้าไปแทรกแซงอุณภูมิภายในตู้เย็นที่เย็นกว่าให้ปรวนแปร จนคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิตู้เย็นให้กลับมาเย็นคงที่เหมือนเดิม ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรเปิดตู้เย็นเท่าที่จำเป็น และอย่าเปิดตู้เย็นทิ้งไว้นาน ๆ เพื่อลดการทำงานของตู้เย็นลง จะได้ประหยัดไฟได้มากขึ้นนะจ๊ะ




ปรับอุณภูมิให้เหมาะสม

          ปกติแล้วตู้เย็นจะมีปุ่มปรับอุณภูมิแอบอยู่ด้านในสุดของตู้เย็น เพื่อให้เราหมุนปรับอุณภูมิตู้เย็นตามความเหมาะสม ซึ่งอุณหภูมิทั่วไปที่ตู้เย็นต้องทำความเย็นจะอยู่ที่ 36-38 องศาฟาเรนไฮต์ ส่วนช่องแช่แข็งควรจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 0-5 ฟาเรนไฮต์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณของที่แช่อยู่ในตู้เย็นด้วย หากมีของอยู่เยอะก็ควรปรับอุณหภูมิให้เย็นพอดีที่ของจะแช่อยู่ได้โดยไม่เสียเร็ว แต่ถ้ามีของแช่อยู่ในตู้เย็นน้อยก็ควรปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นอีกนิด เพื่อประหยัดพลังงานตู้เย็นได้อีกหน่อย อ้อ ! อย่าลืมสังเกตอุณหภูมิจากสภาพแวดล้อมด้วย โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูกาลจากหน้าหนาวเป็นหน้าร้อน หรือหน้าร้อนเป็นหน้าหนาว ที่ควรต้องปรับอุณหภูมิตู้เย็นให้เหมาะสมด้วยค่ะ

ละลายน้ำแข็งและล้างตู้เย็นเสมอ

          ภายในช่องแช่แข็งที่มีความเย็นจัด จะมีน้ำแข็งเกาะอยู่จำนวนไม่น้อย และน้ำแข็งที่เกาะอยู่เหล่านี้ก็จะขัดขวางการทำงานของตู้เย็นให้ต้องทำงานหนักขึ้น ดังนั้นคงดีกว่าหากเราจะหมั่นกดน้ำแข็งบ่อย ๆ และคอยล้างทำความสะอาดตู้เย็นอยู่เสมอ อาหารที่เน่าเสียแล้วก็ควรนำออกไปทิ้ง และพยายามอย่าแช่ของในตู้เย็นมากเกินไปจนแน่น เพราะจะทำให้อากาศในตู้เย็นไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนักมากขึ้น

          นอกจากนี้ก็ควรวางตู้เย็นในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ชิดกำแพงจนเกินไป และไม่ตั้งอยู่ในที่ที่มีสภาพอากาศร้อนจัด เช่น ในจุดที่แสงแดดส่องถึงเกิน 6 ชั่วโมง รวมถึงอย่านำของร้อนไปใส่ในตู้เย็นทันทีด้วย เพราะก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนักขึ้นเปลืองไฟอีกเยอะเลยค่ะ

:42: :42: :42: :42: :42: