หมวดหมู่ทั่วไป > ประวัติเพลง นักร้อง และ นักแต่งเพลง

★ มนต์รักลูกทุ่ง ต้นแบบหนังเพลงของไทยและตำนานที่คุณอาจไม่รู้

(1/3) > >>

โนบุนากะ:
http://medsai.net/webboard/song/Monraklooktung-Priwun.swf





ป๋า ส.อาสนจินดา ปูชนียบุคคลของวงการหนังไทยครับได้เคยเขียนจดหมายส่งจากฮ่องกงถึง คุณลมูล อติพยัคฆ์ เจ้าของนิตยสาร ''โลกดารา'' ลงตีพิมพ์ไว้ในฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2513 พูดถึงความสำเร็จของหนังไทยเรื่อง ''มนต์รักลูกทุ่ง'' ได้อย่างน่าสนใจเอาไว้ดังนี้


ฮ่องกง 3 สิงหาคม 2513

คุณลมูลที่รัก ทำตามสัญญาที่ได้ให้กับคุณลมูลไว้จริงๆ คือ จะเขียนจดหมายมาโลกดาราอีก และทันทีที่ถึงฮ่องกงก็จะเขียนเลยทีเดียว (แต่ไม่ทันทีนัก) อันที่จริงตอนนี้น่าจะชื่นใจและภูมิใจได้แล้ว คนที่ดูถูกและเหยียดหยามหนังไทย ปัญหาที่ ''หนังเทศ'' จะมาตีหนังไทยนั้น ชักจะไม่เป็นปัญหาปวกขมองแล้ว เพราะเวลานี้คุณลมูลรู้ไหมว่า หนังไทยกำลังประสบชัยชนะอันรุ่งโรจน์ที่สุด นั่นคือ มนต์รักลูกทุ่ง ของคุณรังสี ทัศนพยัคฆ์ ทำเงินที่โคลีเซี่ยมเข้าไปถึงห้าล้านบาท (โดยหักอากรมหรสพแล้ว) เข้าไปแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด...เรื่อง 6 ล้าน เข้าไปเทียบหรือมากกว่า ''ขุมทองแม็คเคนน่า'' นั้นเป็นไปได้แน่

เพราะขณะนี้ฉายเข้าไปเป็นสัปดาห์ที่ 12-13 แล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะต่ำลงตรงข้ามยิ่งฉายสัปดาห์หลังยิ่งทำเงินมากกว่า สัปดาห์แรก ผมอยากจะสดุดีรังสีเพื่อนของเราว่าเป็นผู้ชนะ แต่คนคนนี้ไม่ชอบยอและไม่ชอบให้เรายอแกด้วย คนที่ดีแต่ไม่อยากให้เด่น อยากปิดทองหลังพระอย่างคุณรังสีก็มี อย่างไรก็ตามถ้าไม่พูดขอบใจเพื่อนเราคนนี้เสียบ้าง เราก็จะขัดใจกันตาย อยากจะบอกว่าคุณรังสีเป็นผู้นำพวกเราให้เปิดศักราชหนังไทยใหม่แล้วจริงๆ เป็นตัวแทนของพวกเรา ให้พวกเราประกาศก้องได้ว่า หนังไทยไม่ด้อยไปกว่าใคร หนังไทยก็มีค่าควรกับคนในชาติและชาติเองควรเชิดชูและสนับสนุน

เพราะ ''มนต์รักลูกทุ่ง'' ได้ฉุดรั้งรายได้อันพึงตกไปยังหนังเทศให้กลับมาอยู่ในกระเป๋าไทย เมืองไทยตั้งเท่าไหร่ คนที่ดูถูกหนังไทย และ ''ถุย'' หนังไทยทั้งๆ ที่เป็นคนไทย ควรจะกลืนน้ำลายกลับไปเสียที งับองุ่นช่อนั้นไม่ถึงก็สำรอกออกมาว่า ''องุ่นเปรี้ยว'' ฟังๆ ดูแล้วเหมือนเพื่อนเป็นคอมมิวนิสต์คิดทำลายชาติและเพื่อนร่วมชาติด้วยกันเอง โดยการถ่มหรือขากเสลดอย่างง่ายๆ

ผมอยู่ฮ่องกงยังอุตส่าห์รู้ข่าวดีจากกรุงเทพฯ ตามมาว่าหนังไทยที่เข้าฉายในกรุงเทพฯ เวลานี้ ทำรายได้เป็นหนึ่งไปทั้งนั้น อาทิ ''โทน'' ที่เฉลิมไทย ''ม้ามืด'' ที่คาเธ่ย์, ''แม่ปิง'' ที่เฉลิมกรุง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ''มนต์รักลูกทุ่ง'' ทำสถิติทั้งของตนเองและของคนอื่นมากกว่าอาทิตย์แรกที่เข้า มิน่าพอผมถึงฮ่องกงก็รู้ข่าวว่ามีนักสร้างหนังไทยมาอยู่ฮ่องกงมากกว่า กรุงเทพฯ ใครต่อใครก็มาทำหนัง 35 ม.ม. อย่างคุณรังสีขนเพลงลูกทุ่งไว้คนละ 10 เพลง ขึ้นไป ข้างเจ๊กจีนที่ทำหนังในฮ่องกงก็ชักจะสะดุ้งที่เห็น ''มนต์รักลูกทุ่ง'' ของคุณรังสี ทำรายได้ชนะหนังเทศของตนอย่างป่นปี้ไป เลยวิ่งไปขอดาราไทยมาถ่ายร่วมกับดาราเขา

คนใหญ่คนโตบางคนไม่เคยง้อไทย มีแต่เหยียด-เหยียบและบีบไทยยัง ''วิ่ง-วิ่ง'' ไปโรงถ่ายนั้นโรงถ่ายนี้ในเมืองไทย หาทาง ''แอนโก'' กับไทยอีก พร้อมกับสัญญาว่าทีนี้อั๊วจะไม่เอาเปรียบลื้ออีกแล้ว คนหัวการค้าพวกนี้คิดสารพัด คิดกระทั่งจะเอานักร้องลูกทุ่งไทยที่ดังๆ อยู่กันตอนนี้ ไปร้องในหนังจีน แล้วเอามาฉายให้คนไทยดู ให้มันทุเรศ ให้มันเซ็ง ให้มันเจ๊งไป อ้ายพวกนี้ตัวดีทั้งนั้น อย่าให้พูดเลย

รักและคิดถึงเสมอ

ส.อาสนจินดา

โนบุนากะ:

คนรุ่นใหม่ๆ หลายท่านอาจไม่เคยได้เห็นหรือได้ดูต้นฉบับเดิม ฟิล์มเดิมของภาพยนตร์อมตะเรื่อง ''มนต์รักลูกทุ่ง'' คงนึกภาพไม่ออกว่ามันจะอลังการขนาดไหน

บ้างก็เคยแต่ได้ดูจากละครที่ฉายทางช่อง 7 หรือไม่ก็เวอร์ชั่นที่นำมาแสดงเพื่อขายเป็นดีวีดีและวีซีดี

หรือต่อให้ได้ดูต้นฉบับเดิม ที่ มิตร-เพชรา แสดงนำ เนื่องจากได้มีการนำมาทำเป็นวีซีดีและดีวีดีกันบ้างแล้ว แต่ก็บอกได้เลยว่า บางส่วนบางตอนได้ขาดหายไปเนื่องจากความเก่าของฟิล์ม

วงการหนังไทยเรายากที่จะเก็บฟิล์มต้นฉบับไว้เพียงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ดูกันเต็มๆ เนื่องจากว่าค่าฟิล์มและการเก็บรักษานั้นต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นอันมาก สู้เอาฟิล์มนั้นไปฉายเพื่อทำเงินยังจะดีกว่า ไม่เหมือนสมัยนี้ แปลงลงบลูเรย์ หรือ ดีวีดี ก็เก็บได้แล้ว

ตัวผมเองดู ''มนต์รักลูกทุ่ง'' ฉบับ ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ หรือฉบับ มิตร-เพชรา มาแล้ว 2-3 ครั้ง ไม่นับที่ดูจากหนังแผ่น ดูโรง 1 ครั้ง ตอนออกฉายใหม่ๆ ดูกลางแปลงประมาณ 2 ครั้ง และได้ดูตอนที่นำกลับมาฉายให้ชมกันที่เฉลิมกรุงอีก 1 ครั้ง

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังไม่มีภาพยนตร์เพลงเรื่องใดเคยทำสถิติทำเงินได้มากเท่าหนังเรื่องนี้ หากเทียบค่าเงินและค่าเข้าชมของแต่ละยุค และยุคนั้นหาหนังที่ฉายยืนโรงนานได้ยากเท่าหนังเรื่องนี้ ฉายติดต่อกันได้นานถึง 6 เดือน โดยฉายที่โรงภาพยนตร์โคลีเซี่ยม ในช่วง
ปี พ.ศ. 2513 ทำรายได้เฉพาะที่เดียว 7 ล้านบาท

สมัยนั้นหนังไทยทำเงินล้านไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ น้อยเรื่องนัก อย่างเช่นหนังของ ดอกดิน กัญญามาย์ ซึ่งมักจะออกมาประกาศเพื่อโปรโมทย์หนังว่า "ล้านแล้วจ้า" อยู่บ่อยๆ โดยไม่หวั่นกรมสรรพากร

ผมบอกตามตรงว่าผูกพันกับหนังเรื่องนี้ ก็อย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่าผมเรียนห้องเดียวกับ "มหศักดิ์ ทัศนพยัคฆ์ (ตุ๊ดตู่)" ลูกของคุณ รังสี ทัศนพยัคฆ์ ส่วน "ตุ๊ดติ่ง" คนน้องเรียนคนละชั้นกัน ตอนอยู่ยอแซฟอุปถ้มภ์ สามพราน เยื้องๆ ฟาร์มจระเข้ สามพราน

แถมผมเองก็ชอบมิตรเอามากๆ แม้จะมองทีไรผมก็ว่า "สมบัติ" หล่อกว่าเยอะ แต่เพราะบุคลิกของเขาและฝีมือการแสดงยังไงล่ะครับ

ภาพฝังใจนั้นเริ่มมาจากผมได้ดูหนังไทยเรื่องนึง แต่จำชื่อไม่ได้แล้ว โดยมี "ตุ๊ดตู่" แสดงเป็นมิตรตอนเด็กๆ มีฉากหนึ่งเขาเดินออกไปจากห้อง แล้วภาพก็เปลี่ยนเป็น "มิตร" ตอนโตเดินเข้ามาในห้อง ท่าทางการเดินของมิตรเหมือนท่าทางของ "ตุ๊ดตู่" ไม่มีผิด ผมกล้ายืนยัน เพราะคลุกคลีกับ "ตุ๊ดตู่" อยู่หลายปี คิดดูสิครับ ว่ามิตรลงทุนถึงขนาดนั้น ซึ่งก็แทบไม่จำเป็นเลย เพราะคนก็อาจดูไปแบบผ่านๆ

เมื่อ มิตร ชัยบัญชา ลาโลกนี้ไปเมื่อ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2513 ก็ได้มีการนำเอาภาพยนตร์เรื่อง ''มนต์รักลูกทุ่ง''   กลับมาฉายอีกครั้งที่โรงเดิมคือ โคลีเซี่ยม ยังทำรายได้ถึง 4 ล้านบาท

ยังไม่นับการฉายที่อื่นทั่วประเทศ ยังไม่นับการขายสายแต่ละสายอีก เบ็ดเสร็จถ้ารวมรายได้ทั้งหมดที่พึงเกิดจากกระแส ''มนต์รักลูกทุ่ง'' ก็คงร่วมๆ ร้อยล้านเหมือนกัน ใน พ.ศ.2513

'มนต์ รักลูกทุ่ง'' ยังเป็นภาพยนตร์ที่มีสถิติอีกหลายอย่าง อาทิ เป็นหนังเพลง 35 ม.ม. โดยสมบูรณ์แบบเรื่องแรก และยังเป็นหนังที่มีเพลงลูกทุ่งประกอบภาพยนตร์มากที่สุดเป็นเรื่องแรกอีก คือมีถึง 14 เพลง

ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงครูรังสีตั้งใจไว้ว่าจะมีเพลงทั้งหมด 12 เพลง แต่ด้วยบารมีและความเกรงใจ ทำไปทำมาเลยต้องมีถึง 14 เพลง แทนที่จะเป็นแผ่นลองเพลย์แผ่นเดียว กลายเป็นต้องทำซิงเกิ้ลพ่วงเข้าไปอีก 1 แผ่น

โนบุนากะ:

หนังดังขนาด สมุดในสมัยนั้นยังเอามาเขียนภาพลงปก
ครูสุรินทร์ ภาคศิริ ยอดนักแต่งเพลง ที่ผมถือว่าท่านคือโปรดิวเซอร์ลูกทุ่งตัวจริงคนแรกของเมืองไทย ท่านเคยเล่าเรื่องเบื้องหลังภาพยนตร์ มนต์รักลูกทุ่ง เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

ก่อนที่ ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ ท่านจะคิดสร้างคิดทำ มนต์รักลูกทุ่ง ท่านได้ทดลองทำภาพยนตร์นำร่องมาก่อนเรื่องหนึ่ง นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง ''ชาติลำชี''

''ชาติลำชี'' เป็นหนังบู๊และแน่นอนยี่ห้อ รังสี ทัศนพยัคฆ์ จะต้องนำแสดงโดยสองดาราคู่ขวัญ มิตรชัย บัญชา-เพชรา เชาวราษฎร์

ภาพยนตร์เรื่อง ชาติลำชี เป็นหนังบู๊แท้ๆ แต่ครูรังสีก็ใส่เพลงลูกทุ่งเข้าไปถึง 8 เพลง

เพลงเด่นของเรื่อง ชาติลำชี คือ วอนลมฝากรัก ซึ่งเป็นเพลงที่มีอยู่ก่อนแล้ว ร้องโดย บุปผา สายชล ครูนำไปใส่ในเรื่อง แต่ก็มีบางเพลงที่ให้แต่งขึ้นสำหรับหนังอย่าง ฮักสาวลำชี โดยเฉพาะ เป็นต้น'

ธรรมดาแล้วหนังไทยในอดีตที่ผ่านมา หากจะมีการใส่เพลงเข้าไปก็อยู่ในอัตราแค่ 1 หรือ 2 เพลงเท่านั้น แต่ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ กล้าคิดกล้าสร้าง ใส่เข้าไปถึง 8 เพลง

นอกจากนั้นครูรังสียังทดลองทำหนัง 35 มม. อีกโดยถ่ายทำระบบนี้ในช่วงที่เป็นฉากเพลงเท่านั้น ส่วนฉากเดินเรื่องทั้งหมดเป็นระบบ 16 มม.

เหตุที่ครูท่านทำอย่างนั้น ครูสุรินทร์บอกว่า เพื่อไม่ให้ยุ่งยากในการฉายภาพยนตร์ในโรง เพราะหากใช้ระบบ 16 มม. ที่ไม่สามารถบันทึกเสียงลงบนแผ่นฟิล์มได้โดยตรงแล้วจะเดือดร้อนคนพากย์หนัง ซึ่งต้องวางแผ่นเสียงเอง ซึ่งก็จะเกิดความสับสนยุ่งยาก วางผิดวางถูก วางตรงบ้าง คลาดเคลื่อนบ้าง อรรถรสผู้ชมจะต้องเสียไปอย่างแน่นอน หากเสียงเพลงไม่ตรงกับปากคนร้องในหนัง

นี่คือการทดลองอย่างกล้าหาญของครูรังสี โดยพร้อมเสมอที่จะรับผลที่จะเกิดตามมาทุกอย่าง ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว

แต่พอออกฉายโรงแทบแตก ต้องไปทำห้องตั๋วใช้หนี้เขา เพราะชาติลำชีทำเอาห้องขายตั๋วของโรงภาพยนตร์แกรนด์ วังบูรพา พังพินาศ  ครูรังสีต้องมาใช้หนี้ให้โรงหนัง เพราะคนแห่กันไปดูมืดฟ้ามัวดิน

ตามปกติแล้วโรงภาพยนตร์แกรนด์ จะฉายแต่หนังฝรั่งเท่านั้น ชาติลำชี นับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้ฉายที่โรงนี้

ความสำเร็จอย่างงดงามของ ชาติลำชี นี่เอง ที่เป็นพลังใจให้ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ ใจใหญ่คิดทำหนัง 35 มม.ทั้งเรื่อง แล้วใส่เพลงลูกทุ่งเข้าไปให้ลงตัว และนั่นคือ ''มนต์รักลูกทุ่ง'' ในเวลาต่อมา

ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ ได้กล่าวถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญเรื่องขนาดของฟิล์มว่า

''ผมลอง ชาติลำชี โดยทำเป็นหนังฟิล์ม 16 มม. แต่ช่วงที่เป็นเพลงจะเป็นฟิล์ม 35 มม. ต้องไปฮ่องกงเพื่อไปขอยืมกล้อง 35 ของเขามา ช่วงเป็นเพลงก็ถ่าย 35 แล้วก็ไปฮ่องกงเพื่อตัดต่อ นั่นนับเป็นการเปิดตลาดทดลองดูว่าหนัง 35 มม. จะไปได้มั้ย

ผมทำหนังตัวอย่างเรื่องนี้เป็นฟิล์ม 35 มม. หมด คือผมเอากล้องมาถ่าย ไปตัดต่อทำเสียงที่ฮ่องกงมาฉายที่แกรนด์ หนังฝรั่งมักฉายที่แกรนด์ หนังฝรั่งสีสันออกไปยังไง แสงออกไปยังไง หนังของผมก็ออกไปอย่างนั้น เล่นเอาคนดูแปลกใจไปตามๆ กัน เมื่อก่อนหนังฝรั่งสีสันสดใสคมชัด หนังไทยมืดๆ มัวๆ นี่มันสว่างเหมือนกัน เสียงพูดเหมือนกัน ยิงปืนเปรี้ยงออกมาเหมือนกัน เสียงกระจายออกมา เพลงออกมาตรงหมดทุกอย่าง ผมทดลองดูว่าจะเปลี่ยนแปลงได้มั้ย''

นี่คือแนวคิดที่น้อยคนนักจะรู้ เพราะครูแกมักจะไม่โอ้อวดตัว ท่านจะทำแล้วให้งานมันฟ้องด้วยตัวของมันเอง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ คิดเปลี่ยนระบบการถ่ายหนังในเมืองไทยนั่นเอง

'ทำ หนัง 16 มม. มันก็เหมือนทำงานในหลุม ไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนเลย ใครๆ เขาก็เป็น 35 มม. กันแล้ว แต่เรายังย่ำอยู่กับที่ 16 มม. มันอึดอัดน่ะครับ เราอึดอัดเหมือนทำงานอยู่ในหลุม มันรู้สึกไม่ดี'เอาซะเลย'


อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็คือ เรื่องความชอบในเพลงลูกทุ่ง ซึ่งครูสุรินทร์เล่าว่า ครูรังสี นี่ระดับเอตทัคคะเลยทีเดียว

''ผมชอบเพลงลูกทุ่งมานานแล้ว มันให้ความรู้สึกว่าเพลงๆ นึงก็เป็นนิยายเรื่องหนึ่ง ให้ภาพกว้างไกลกว่าลูกกรุง ลูกทุ่งมันแจ่มชัดมากกว่านั้น มันทำให้ภาพชนบทแจ่มชัดกว่ากันมาก

นมนานมาแล้วที่เสียงเพลงฝังจิตฝังใจผมมา หลังจากที่ครูสุรพลเสียชีวิตในปี 2511 เพลงลูกทุ่งก็เริ่มดังสุดขีด ตอนนั้นหนังเพลงก็มี ดอกดิน ทำ แต่ก็เป็นเพลงไทยสากล ลูกทุ่งบ้างเป็นส่วนน้อย แต่ผมส่วนใหญ่แล้วเป็นลูกทุ่ง ผมชอบทำหนังเกี่ยวกับชนบท ชีวิตในชนบทสนุก มีอะไรมากมาย มันเป็นธรรมชาติ ไม่เสแสร้ง ผมเอาประสบการณ์มาทำเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านนอก เพื่อเตือนคนชนบทที่เข้ามาอยู่ใน กทม. ถ้าเขาได้เห็นสัญลักษณ์ของเขา เขาก็จะคิดถึงบ้าน''

โนบุนากะ:

วิธีการวางเพลงในเรื่องนี้ ครูรังสีจะเป็นคนวางพลอตคร่าวๆ ไว้ แล้วมอบให้ ครูสุรินทร์ ภาคศิริ หาคนแต่งเพลงให้เข้ากับพลอตเรื่องที่วางไว้

และทุกเพลงก็หานักแต่งได้ลงตัวหมด จะมีก็แต่เพลงเอกเพลง ''สิบหมื่น'' เท่านั้นที่ไม่ลงตัวที่สุด ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ ที่ไม่เคยแต่งเพลงเลยจึงต้องลงมือแต่งเอง แล้วใช้นามปากกาว่า สุริยา รุ่งตะวัน และก็กลายเป็นเพลงที่โด่งดังไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เบื้องหลังเพลงนี้มีความเป็นมายืดยาวมาก ครูรังสีเคยเล่าไว้ว่า

''ส่วนเพลง สิบหมื่น นั้นก็อย่างว่า ผมตกกระไดพลอยโจน ต้องมาเขียนเพลง คือมันมีเพลงอยู่เพลงนึง ผมฟังดูแล้วรู้สึกว่าเพลงนี้มันก็ไม่เลว เด็กใหม่ร้อง ไม่มีใครรู้จัก เป็นเด็กมาจากบ้านนอก คนแต่งเขาเป็นลิเก เพลงนี้มันเข้าเค้า พอที่จะเป็นเพลงสิบหมื่น ได้ฟังเป็นแผ่นเสียงมาแล้วก็ไม่เลวเลยเพลงนี้ ตอนนั้นผมดังแล้ว มีอิทธิพลพอที่จะผลักดันอะไรได้บ้าง เลยไปพบกับคนแต่งเพื่อคุยกัน เด็กคนร้องก็ออกจะบ้านนอกจริงๆ ใส่เสื้อเก่าๆ ขาดๆ กางเกงปะมา ผมดูแล้วไอ้นี่เสียงไม่เลว น่าจะไปได้ เพราะว่าเราจะจับยัดเข้าวงไหนก็คงไม่ยาก

ผมเลยบอกว่า เพลงนี้เขียนมาใหม่ได้หรือเปล่า ที่คุณเขียนมามันใช้ไม่ได้ ต้องใช้ภาษาไทยให้ถูก คุณไปเขียนมาใหม่นะ ผมจะเอาเข้าในหนัง เขาก็ไปเขียนมาใหม่อีก แต่มันก็ยังไม่ได้ แต่ผมก็ให้ไปลองอัดเสียงดูที่กมลสุโกศล เด็กนั่นกำลังร้องอยู่ ทุกคนกำลังบรรเลงดนตรีอยู่ ก็มีนายทุนใหญ่เจ้าของห้างแผ่นเสียงที่เขาเอาเพลงไปขายไว้เดินเข้ามาแล้วบอกว่า เพลงนี้เป็นของมัน เอาไปใช้ไม่ได้ ถ้าจะเอาต้อง 6,000 บาท ทุกคนพากันนิ่งไปหมด

ผมคิดว่าถ้าเพลงมันดีจริง เป็นหมื่นผมก็จ่าย ผมเลยบอกว่า งั้นเอาเพลงคุณคืนไป ผมไม่เอาหรอก ทุกคนเลยไล่เจ้านั่นออกไป ผมก็บอกคนแต่งว่า ผมไม่สามารถใช้เพลงได้นะเพราะเขาไม่ยอม สงสารนักร้อง เด็กมันกำลังจะดังอยู่แล้ว ผมจ่ายตังค์ให้คนแต่งกับนักร้องไปคนละพัน คนแต่งไปอยู่กับเจ้าหมอนั่นแล้วก็ดับไปเลย จิ๋ว พิจิตร โกรธมากเลยเขียนเพลงมาให้ผม แต่ผมก็รับไว้ไม่ได้ เพราะจิ๋วดังกว่าเขา เดี๋ยวเขาจะหาว่าไปรังแกนักแต่งหน้าใหม่ ผมจ่ายตังค์ให้จิ๋วไป แต่ไม่เอาเพลงใส่ในหนัง หาใครแต่งก็ไม่ได้เลยจำเป็นต้องเขียนเอง นั่งทำอยู่หลายคืน เสร็จแล้วเอาให้ ครูไพบูลย์ บุตรขันธ์ ดู ให้คนอื่นดู เขาก็บอกว่าใช้ได้ ก็เลยฟลุ๊คดังขึ้นมานี่แหละ''

เพลง สิบหมื่น นั่นที่จริงตั้งใจให้ มิตร ชัยบัญชา เป็นคนร้อง แต่มิตรปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า เขาเป็นคนร้องเพลงคร่อมจังหวะ มันจะทำให้เสียภาพพจน์พระเอก เลยกลายเป็น เสน่ห์ เพชรบูรณ์ เป็นคนร้องแทน แต่แฟนหนังไทยในยุคนั้นต่างเชื่อกันเป็นตุเป็นตะว่า พระเอกยอดนิยมของเขาเป็นคนร้อง เลยยิ่งดังไปใหญ่"

โนบุนากะ:
ที่มาของชื่อหนัง ''มนต์รักลูกทุ่ง''

เริ่มต้นมาจาก ชรินทร์ นันทนาคร นักร้องลูกกรุงที่ยิ่งใหญ่มากและเคยร่วมงานกับครูรังสีมาก่อน ได้เข้ามาคุยกับครู หลังจากที่ร่วมสร้าง เทพบุตรนักเลง มาด้วยกัน หลังจากชรินทร์กลับจากต่างประเทศก็มาหาครูรังสี บอกว่าคิดจะทำหนังเรื่อง ''แมวไทย'' ซึ่งไปขอให้ ทมยันตี เขียนเรื่องให้

เป็นเรื่อง เด็กผู้หญิง 4 คน 4 สัญชาติ มี ไทย ฝรั่ง จีน แขก ไม่แน่ใจว่าจะทำไหวมั้ย เลยมาขอให้ครูรังสีช่วยกำกับการแสดงให้ โดยในเรื่องนี้จะมีเพลงเอกใส่ไปด้วยคือเพลง "มนต์รักดอกคำใต้"

ครูรังสีได้ฟังพลอตก็บอกว่า ทำไมไม่ตั้งชื่อหนังว่า "มนต์รักดอกคำใต้" ไปเลยล่ะ เพราะดีออก ชื่อ แมวไทย ไม่มีคนดูหรอก แต่ชรินทร์ไม่ยอม ตอนหลังเอาเพลงมาให้ครูฟังอีก ครูก็ย้ำไปอีกว่า เปลี่ยนชื่อเถอะ เพลงก็ดี เพราะมากด้วย ได้ตังค์แน่ แต่ชรินทร์ไม่ยอมท่าเดียว ยังดื้อใช้ชื่อหนังว่า แมวไทย

ผลคือหนังเรื่อง แมวไทย คนดูน้อย ไม่ทำเงินเลย เหมือนที่ครูรังสีทำนายไว้เป๊ะ


ครูรังสีชอบคำว่า "มนต์รัก" มาก ครูสุรินทร์ ภาคสิริ คนอยู่ในเหตุการณ์สำคัญเล่าว่า การตั้งชื่อเรื่องนั้นประชุมหารือครั้งเดียว ผ่านเลย วันนั้นมี ครูรังสี, ครูไพบูลย์ บุตรขัน และ ครูพีระ ตรีบุปผา

ครูรังสีเกริ่นว่า ภาพยนตร์ฝรั่ง THE SOUND OF MUSIC ใช้ชื่อไทยว่า ''มนต์รักเพลงสวรรค์'' แล้วหนังของเรามันเป็นหนังเพลง ซึ่งจะต้องมีมนต์ มันเหมือนวิถีของคนในชนบท แล้วครูก็โพล่งออกมาว่างั้นตั้งชื่อหนังว่า ''มนต์รักลูกทุ่ง'' ทุกคนก็เห็นด้วย

แล้วครูก็บอกให้ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ช่วยแต่งเพลงเอกนำเรื่องให้ โดยตั้งความหวังไว้ว่าจะต้องเป็นเพลงที่ตรงใจคนไทยทุกภูมิภาค ทุกคนซึมซับได้กับเนื้อร้องทำนอง

แล้ว ''มนต์รักลูกทุ่ง'' ของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ก็ออกมาได้อย่างน่าประทับใจมาก ยิ่งได้ดนตรีฝีมือ ครูพีระ ตรีบุปผา เพลงนี้ยิ่งสมบูรณ์แบบ คนร้องอย่าง ไพรวัลย์ ลูกเพชร นั่นไม่ต้องพูดถึง เขาร้องเพลงได้บาดใจอยู่แล้ว และก็นับได้ว่า  ไพรวัลย์ ลูกเพชร นี่เป็นนักร้องชายที่ร้องเพลงเอกของภาพยนตร์ไทยมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ส่วนนักร้องหญิงต้องยกให้ เรียม ดาราน้อย

ที่จริงแต่เดิมครูรังสีคิดว่าจะใส่เพลงทั้งหมด 12 เพลง แต่ความที่เป็นคนมีบารมีมาก ลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง และครูเป็นคนขี้เกรงใจคน เดิมที่คิดอยากให้มีแค่แผ่นลองเพลย์แผ่นเดียว เลยต้องขยายเป็น 14 เพลง ตัดแผ่นถึง 2 แผ่น เป็นลองเพลย์ 1 แผ่น 12 เพลง และซิงเกิลอีก 1 แผ่น มี 2 เพลง

และก็ต้องยอมรับว่า เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ดังหมดทั้ง 14 เพลง ซะด้วยสิ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

Go to full version