ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำพริกปลาทู  (อ่าน 1555 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 289
  • -Receive: 2413
  • กระทู้: 3183
  • เพศ: หญิง
น้ำพริกปลาทู
« เมื่อ: สิงหาคม 14, 2015, 12:26:16 PM »
   น้ำพริก - ปลาทู เมนูคู่ครัวไทย ไม่ว่าจะมีฐานะมากดีมีจนอย่างไร  ก็นิยมรับประทานอาหารจานนี้กันมาตั้งแต่อดีต ปลาทูได้ชื่อว่า เป็นปลาที่จับได้มากที่สุด  ในท้องทะเลไทยและเป็นอาหารหลักของผู้คนแถบชายทะเล และต่อมาได้แพร่ขยายไปสู่ผู้บริโภค  ที่ห่างไกลทะเลทั้งในภาคกลาง อีสาน และ เหนือ ในปัจจุบัน  ปริมาณความต้องการบริโภคปลาทูมีอยู่สูง


   ในปัจจุบัน ปลาทูแทบไม่มีเพียงพอต่อความต้องการ ของคนในประเทศ  ที่หันมานิยมบริโภคปลาทูมากขึ้น เนื่องจากอิทธิพลตะวันตก  ที่นิยมบริโภคอาหารทะเล  และ ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในด้านช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด  เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ แคลอรี่ต่ำ และย่อยง่าย  มีส่วนให้คนไทยหันมาบริโภคอาหารทะเล และปลาทูอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้เครื่องมือจับปลาทูยังได้รับการพัฒนา จนสามารถจับปลาได้ปริมาณมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว  ทำให้ปลาทูเริ่มลดน้อยลง ราคาจึงสูงขึ้นหลายเท่าตัว

      แม่กลอง  เป็นแหล่งที่มีปลาทูมากและมีธุรกิจปลาทู ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงแห่งหนึ่งของประเทศไทย   ลักษณะปลาทูของคนแม่กลอง  แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ปลาทูสั้นกับปลาทูยาว  และนิยมกินปลาทูสั้น เพราะเป็นปลาที่เข้ามาหากินในเขตน้ำตื้นที่อาหารอุดมสมบูรณ์ เนื้อปลาจึงนุ่ม มัน หวาน หนังบาง ส่วนปลาทูยาว  ที่อยู่น้ำลึกกว่า เนื้อจะแข็งกว่า  มันน้อยกว่า และหนังหนากว่า  ปลาที่แม่กลองจะมีลักษณะ "หน้างอ คอหัก"เพราะมีตัวใหญ่  จะต้องจับเรียงใส่เข่งจำหน่าย


   การเลือกปลาทูว่าสดหรือไม่สด ให้สังเกตลักษณะของปลาทูจะมีลูกตานูนดำ มีสีสดใส ส่วนหลังของลำตัวจะมีสีเขียว เป็นพื้นส่วนท้องมีสีขาวหรือสีน้ำเงิน หางปลายังมีสีเหลือง ตามลำตัวเป็นเมือกลื่นๆ   เหงือกมีสีแดงอมชมพู  ปลาไม่มีกลิ่น เนื้อแน่นปลาทูที่เนื้อนิ่มกินอร่อยนั้นมี  2  แห่ง  คือ จังหวัดสมุทรสาคร และ จังหวัดสตูล  เพราะปลาจากแหล่งอื่นเป็นดินทราย เนื้อจะแข็งขาดความมัน ไม่อร่อย และเป็นที่รู้กันว่า  ปลาทูจากเรือตังเกและเรืออวนลาก มีรสชาติที่ต่างกันอย่างชัดเจน ปลาทูโป๊ะ จะมีตัวสีขาว แถบสีน้ำเงินสดใส ตาโต แต่ปลาตังเกและปลา อวนลากจะมีลำตัวค่อนข้างหนา ไม่ได้ขนาด  ตาแดง เนื้อแข็ง ไม่นิ่มเหมือนปลาโป๊ะ

   คุณค่าทางโภชนาการของปลาทูนั้น เป็นแหล่งของสารอาหารประเภทโปรตีนอย่างดี จะเห็นได้ว่า ในปลาทูสด 100 กิโลกรัม มีคุณค่าทางสารอาหาร คือ พลังงาน 140  แคลอรี  โปรตีน 20 กรัม ไขมัน 6.7 กรัม แคลเซียม 170  มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 60  มิลลิกรัม  วิตามินบี -2  0.62   มิลลิกรัม ไนอะซิน 9.2   มิลลิกรัม  วิตามินซี 9.2   มิลลิกรัม สารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เสริมสร้างกล้ามเนื้อและ กระดูก ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ  ช่วยให้สมอเจริญเติบโตช่วยสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย


   ตัวปลาทูนั้นมี สารโอเมก้า  3  อยู่ด้วย   โอเมก้า 3   มีอยู่ในน้ำมันปลา ซึ่งเป็นไขมันประเภทไม่อิ่มตัว มีประโยชน์ในเรื่องลดอัตราการตายจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดตีบ  แล้วยังลดคอเลสเตอรอล  ไตรกลีเซอไรด์   รวมทั้งลดความหนืด ของเลือดลดการอักเสบ ทำให้ความข้นในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ   เนื้อปลาทูยังมีกาก หรือ เส้นใยน้อยทำให้ย่อยง่าย เหมาะสำหรับทารก และ เด็ก หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ ที่มีระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติมาก
 
    รู้อย่างนี้แล้วหันมารับประทานแบบไทยๆกันเถอะ มีคุณค่ากว่าอาหารขยะแบบฝรั่งเสียอีก

ขอขอบพระคุณสาระความรู้และภาพจากอินเตอร์เน็ท