ผู้เขียน หัวข้อ: ♠ เรื่องชวนพิศวง ♠ คดีปมปริศนาของกลุ่มสัตว์ร้าย 21 หน้า ♠  (อ่าน 336 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ PoseidoN

  • ♣ ♦ ♥ ♠ ♠ ♥ ♦ ♣
  • Uploader
  • ****
  • Thank You
  • -Given: 424
  • -Receive: 1698
  • กระทู้: 1803
  • ☆★ Not a Big Deal ★☆
The Mysterious Unsolved Case of the Monster with 21 Faces
คดีปมปริศนาของกลุ่มสัตว์ร้าย 21 หน้า (คน)







จะมีช่วงเวลาไหนบ้างที่จะมีเรื่องราวที่ปราศจากตัววายร้าย? แล้ววายร้ายประเภทไหนหล่ะที่น่าหวั่นกลัวมากกว่าเจ้าวายร้ายตัวฉกาจที่ยังไม่สามารถจับกุมได้? ในยุคปี 80 ระยะเวลาผ่านพ้นมามากกว่า 17 เดือน ประเทศญี่ปุ่นเคยตกภายใต้ความหวาดกลัวของกำลังอาชญากรรมที่ทรงพลังมากมายมาแล้ว มีคดีที่ทำให้คนญี่ปุ่นทั้งประเทศต้องเปลี่ยนความคิด ทำให้เหล่าตำรวจทำงานติดๆ ขัดๆ และต้องลบความเชื่อที่ว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย และแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมาแล้ว 30 ปี คดีนี้ก็ยังทิ้งปมปริศนาน่าฉงนเอาไว้อย่างที่เคยเป็นมา เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของสัตว์ร้าย 21 ใบหน้าที่เป็นที่โจษจัน มีบริษัทถูกพาให้ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลลึกลับที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่เป็นการง่ายที่จะตามล่า และจับกุมอย่างที่สามารถทำกับจอมวายร้ายคนที่ผ่านๆ มา ซึ่งทำให้เหล่าผู้พิทักษ์ความสงบต่างต้องเจอกับประสบการณ์ล่าคนชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้ต้องพบเจอกับหลักฐานบางอย่างที่คาดไม่ถึง ที่ทิ้งเป็นปริศนาคาใจเป็นอย่างมากให้กับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

ช่วงเวลาแห่งความน่ากลัวได้เริ่มขึ้นในวันที่ 18 มีนาคม 1984 เวลาประมาณ 3 ทุ่ม เมื่อมีผู้บุกรุก 2 คน สวมหน้ากาก และพกพาอาวุธปืนลูกโม่ และปืนลูกซอง บุกเข้ามาในบ้านของ คาซึฮิสะ อิซาคิ (Katsuhisa Ezaki) ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นประธานผู้บริหารบริษัทกูลิโกะ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เกี่ยวกับขนม โดยได้ขโมยกุญแจบ้านพักมาจากคุณแม่ของเขา หลังจากได้ตัดสายโทรศัพท์ และจับลูกสาว ภรรยาและตัวเขามัดไว้ และลักพาตัวทุกคนไปซ่อนในโกดังร้างแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งเรียกค่าไถ่ไปผู้บริหารของบริษัทเป็นจำนวนเงิน 1 พันล้านเยน และทองคำแท่งอีก 100 กิโลกรัม แต่ด้วยความโชคร้ายของคนร้าย 3 วันก่อนที่เงินค่าไถ่จะถูกส่งไปให้ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่ามีความเข้าใจผิดว่าทางบริษัทกำลังจะจ่ายเงินค่าไถ่ให้ นายอิซาคิสามารถหลบหนีออกมาได้ ทำให้คดีนี้กลายเป็นข่าวดังไปทั่ว อาจจะเป็นเพราะว่าเหยื่อที่ถูกจับเป็นคนที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกันไม่น้อย และน่าจะเป็นเพราะว่าในช่วงเวลานั้น คดีที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่อยู่อาศัยเป็นคดีที่แทบจะไม่เคยได้ยินกันมาก่อน เมื่อมีข่าวเช่นนี้หลุดออกมา จึงทำให้เป็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เป็นที่น่าโชคร้าย ที่เหล่าอาชญากรนั้นจะไม่ประสบผลสำเร็จหลังจากได้ลงทุนลงแรงไปพอสมควร แต่ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว กลับไม่พบเหตุจูงใจ ไม่พบเบาะแส ไม่พบสิ่งที่น่าสงสัยอื่นเลยนอกจากเรื่องเงินเพียงเรื่องเดียว และก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าใครเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้



อีกไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ในวันที่ 10 เมษายน 1984 มีรถหลายคันที่จอดในตึกสำนักงานใหญ่บริษัทกูลิโกะ ถูกลอบวางระเบิดอย่างปริศนาจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี แรงระเบิดสร้างความเสียหายแก่พื้นที่โดยรอบเป็นจำนวนมาก ไม่นานหลังจากเหตุการณ์นี้ ในวันที่ 10 พฤษภาคม 1984 พบจดหมายข่มขู่ถูกติดเทปมากับขวดกรดไฮโดรคลอลิกที่ลงชื่อไว้ว่า “สัตว์ร้าย 21 ใบหน้า” (The Monster with 21 Faces) ซึ่งต่อมาก็ถูกนำไปอ้างอิงในหลายบทความ เช่น “ปีศาจ 21 หน้า” (The Phantom with 21 Faces) หรือ “บุรุษลึกลับ 21 หน้า” (The Mystery Man with 21 Faces) และยังเป็นแหล่งอ้างอิงของวายร้ายในนวนิยายชุดแนวสืบสวนสอบสวนของ เอโดงาวะ แรมโพะ (Edogawa Rampo) ในจดหมายได้อ้างว่าพวกเขาได้ทำการแอบผสมสารพิษโพแทสเซียมไซยาไนด์ ลงในขนมที่ทางกูลิโกะผลิต ที่กำลังจะนำออกวางตลาดในเร็วๆ นี้ ข้อความนี้จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดความตื่นตระหนกแก่บริษัทเป็นอย่างมาก จึงต้องทำการเรียกสินค้ากลับเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายให้แก่บริษัทเป็นเงินกว่า 21 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ยังเชิญพนักงานพาร์ทไทม์กว่า 450 คนออก แม้ว่าจะไม่พบสารพิษเจือปนตามที่จดหมายขู่ไว้ก็ตาม

บรรดาเหล่าตำรวจต่างพยายามจะหาหลักฐาน และหาตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ แต่สุดท้ายก็ไม่สามรถจับมือใครดมได้ อีกทั้งไม่มีข้อบ่งชี้ถึงว่าทำไมใครหรือกลุ่มบุคคลใดถึงมีความต้องการอยากจะเล่นงานบริษัทกูลิโกะโดยตรง หลักฐานเดียวที่ทางตำรวจมีก็คือ เป็นภาพจากกล้องรักษาความปลอดภัยที่แสดงให้เห็นเป็นภาพที่ไม่ค่อยชัดเจนของผู้ชายที่ระบุหน้าตาไม่ได้ ที่สวมเสื้อผ้าผู้จัดการทีมเบสบอล ที่คาดว่ากำลังจะลางยาพิษลงในช็อคโกแล็ตของกูลิโกะ วีดีโอถูกแพร่ภาพออกสัญญาณให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ บุคคลในภาพถ่ายสร้างความหวาดหวั่น และความไม่สะดวกกายสบายใจให้กับผู้คนที่สัญจรไปมาตามท้องถนน และบุคคลปริศนาเหล่านั้นก็เริ่มจะส่งจดหมายลึกลับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสื่อต่างๆ เพื่อสร้างความปั่นป่วน มีจดหมายฉบับหนึ่งที่ส่งให้ทางตำรวจ ถูกเขียนด้วยสำเนียงโอซาก้าที่คอยยุแหย่คนอ่าน และพยายามเบี่ยงเบนประเด็นความสนใจกับเจ้าหน้าที่ที่พยายามจะเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ



จดหมายแปลกๆ ยังคงถูกส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง สร้างความก่อกวนให้กับสื่อและเจ้าหน้าที่จนกระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น มีจดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งมาในวันที่ 26 มิถุนายน เขียนง่ายๆ สั้นๆ ว่า “เรายกโทษให้กูลิโกะแล้ว” โดยปราศจากข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าทำไมบริษัทถึงถูกให้อภัย แล้วอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนี้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งนี้คงเป็นเครื่องหมายเดียวที่แสดงให้เห็นจุดยุติการคุกคามกูลิโกะ แต่ยังไม่ใช่การสิ้นสุดของความน่ากลัว มีกลุ่มอาชญากรลึกลับที่ทางตำรวจมีความมั่นใจว่าน่าจะกระทำการมากกว่า 1 คน ที่มุ่งประเด็นความโกรธเคืองมายังกลุ่มบริษัทผู้ผลิตขนมหวาน ได้แก่ โมรินากะ (Morinaga) มารุดาอิ แฮม (Marudai Ham) และบริษัทผลิตอาหารสำหรับบ้านเรือน และบริษัทหลักอื่นๆ ที่เกี่ยวกับด้านผลิตอาหาร มีจดหมายฉบับหนึ่งกล่าวเป็นลางร้ายให้แก่เหล่าบรรดาแม่ๆ ทั้งหลาย โดยอ้างว่ามีพัสดุ 21 ชุดของขนมนานาชนิดจากบริษัทโมรินากะ ถูกวางยาพิษด้วยสารโซเดียมไซยาไนด์ เป็นผลให้ทางเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบพบของต้องสงสัยได้อย่างโชคดีก่อนที่จะถูกส่งไปให้เด็กๆ ได้บริโภค ตรวจสอบพบว่าขนมหวานเหล่านั้นมีปริมาณสารพิษที่มากพอจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ตามที่ได้ข้อมูลจากจดหมาย ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้ไม่หวังดีมีความตั้งใจจะสร้างความเดือดร้อนจริง แต่ที่น่าสนใจก็คือ พัสดุของขนมที่เจือปนสารพิษนั้นมีฉลากระบุไว้ชัดเจนว่า “โปรดระวัง: มีการเจือปนของสารพิษ” แสดงให้เห็นว่าบางทีกลุ่มสัตว์ร้าย 21 ใบหน้า คงต้องการที่จะมอบโอกาสในการรอดชีวิตให้กับเหยื่อไว้บ้าง การกระทำเหล่านั้นส่งผลให้ความหวาดกลัวของผู้คนเพิ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นหลังจากข่าวมีความชัดเจน และส่งผลให้บริษัทโมรินากะประสบปัญหาขาดทุนเป็นอย่างหนัก

ในขณะเดียวกัน กลุ่มสัตว์ร้าย 21 ใบหน้า ได้ส่งสาส์นบงอย่างระบุว่าพวกเขาจะหยุดพฤติกรรมก่อกวนนี้ ถ้าพวกเขาได้รับเงินค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านเยน เงินนั้นถูกเตรียมพร้อมที่จะนำไปส่งให้ด้วยรถไฟความเร็วสูงไปยังสถานที่เฉพาะที่หนึ่งในเมืองเกียวโต เพื่อแสดงเป็นธงขาวยอมจำนน แต่จริงๆ แล้วเงินค่าไถ่ถูกรวบรวมแล้วส่งไปบนรถไฟพร้อมกับเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ที่หวังว่าจะสังเกตเห็นผู้ต้องสงสัยขณะปฏิบัติการ และระหว่างทำภารกิจ เจ้าหน้าที่ส่งรายงานมาว่าถูกจับตาจ้องมองโดยชายปริศนาผมสั้น หยิก แต่งกายดูดี มีดวงตาเหมือนจิ้งจอก ซึ่งต่อมากลายเป็นที่รู้จักกันในนาม “ชายดวงตาจิ้งจอก” (Fox-Eyed Man) และเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคนสำคัญ ที่สงสัยว่าจะเป็นจอมบังการแผนการทั้งหมด เมื่อมาถึงสถานีเกียวโต กลับไม่มีการแสดงสัญลักษณ์ธงขาวแต่อย่างใด แต่กลับเพิ่มการติดตามค้นหาชายปริศนาผู้นั้น พร้อมทั้งคอยจับตามองอย่างระมัดระวัง แต่ชายผู้นั้นสามารถหลบเลี่ยงการถูกสังเกตการณ์ไปได้ หนีหายเข้ากลีบเมฆไปอย่างไร้ร่องรอย

แม้ว่าจดหมายข่มขู่จะถูกกระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง มันก็ดูเหมือนว่า ชายดวงตาจิ้งจอก ที่โด่งดังและเป็นที่ต้องการของทางการเพียงชั่วข้ามคืน กลับหายลับไปอย่างตลอดกาล แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับต้องออกตามล่าชายผู้นั้นอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 1984 เพราะกลุ่มผู้ก่อการร้ายยังมีการเรียกค่าไถ่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งครั้งนี้เพิ่มยอดเงินเป็น 100 ล้านเยน ที่จะต้องส่งมาโดยรถตู้ขนเงิน แล้ววางเงินตรงบริเวณถังขยะที่อยู่ใต้ผ้าสีขาว ที่อยู่ตรงสถานีของทางด่วนเมอิชินในพื้นที่โอซึ การปฏิบัติครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ซ้อนแผนไว้ โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก 6 กรมตำรวจ รวมทั้งจากโอซาก้า เกียวโต และโกเบ ที่จะกระจายกำลังเพื่อตามล่าและควบคุมผู้ก่อเหตุ จากข้อมูลภายในที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง เมื่อรถตู้เข้าใกล้จุดวางเงินค่าไถ่ กลับพบแต่ผ้าสีขาว แต่ไม่พบถังขยะใดๆ แม้แต่น้อย ทำให้เจ้าหน้าที่สงสัยว่า สัตว์ร้าย 21 ใบหน้า กำลังล้อเล่น และพยายามจะทดสอบดูการตอบสนอง ดูปฏิกริยาจากเจ้าหน้าที่ จนในที่สุดก็ต้องยกเลิกภารกิจนั้นไป แต่อย่างไรก็ตาม หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการซ้อนแผนได้สังเกตเห็นความผิดปกติจากรถวากอนคันหนึ่ง ที่ไฟหน้ารถปิด แต่เครื่องยังทำงานอยู่ ได้จอดอยู่ในบริเวณใกล้กับผ้าสีขาว เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปใกล้ เขาไม่พบอะไรเลยนอกจากชายดวงตาจิ้งจอกที่กำลังสวมเครื่องรับสัญญาณไวร์เลส และเฮดโฟน ก่อนที่ชายผู้นั้นจะเคลื่อนตัวหนีหายไปอย่างรวดเร็ว นี่คงเป็นไปได้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้โลกได้รับรู้ถึงแผนการลับอะไรบางอย่าง ซึ่งต่อมาในภายหลังพบว่ารถคันนั้นได้ถูกขโมยมาอีกที ซึ่งถูกนำมาทิ้งไว้ริมถนนพร้อมกับอุปกรณ์รับคลื่นวิทยุที่ชายดวงตาจิ้งจอกนำมาดักฟังสัญญาณการสื่อสารของเจ้าหน้าที่



ในเดือนธันวาคม หลังจากความล้มเหลวของแผนการซ้อนแผน สัตว์ร้าย 21 ใบหน้าเริ่มขยายบริเวณคุกคามมากขึ้น เริ่มข่มขู่โดยการวางยาพิษในผลิตภัณฑ์เค้กและขนมหวานของบริษัทฟูจิยะ (Fujiya) โดยปราศจากเหตุจูงใจที่ชัดเจน และไม่มีผู้ต้องหาใดๆ ถูกจับได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างหงุดหงิดจนต้องออกใบประกาศจับชายดวงตาจิ้งจอก ที่เจ้าหน้าที่ต่างเห็นว่าจะเป็นตัวปิดคดีหากสามารถจับกุมได้ แต่ทว่าไม่มีผู้ใดเข้ามาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่เลย แต่อย่างไรก็ตาม มันคงจะถึงเวลาที่มีการคลี่คลายเกิดขึ้นบ้างกับคดีที่สร้างความสับสนฉงนใจ เมื่อตำรวจโตเกียวได้จับกุมชายผู้หนึ่งชื่อ มิยาซากิ มานูบุ (Miyazaki Manubu) เป็นคนที่ออกมาเปิดโปงการกระทำของบริษัทกูลิโกะที่ปล่อยของเสียจากโรงงานลงสู่แม่น้ำโอซาก้าในปี 1975 และเขาเป็นเหตุทำให้เกิดการรับผิดชอบของเหล่ากลุ่มผู้นำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยของเสีย โดยการลาออกจากตำแหน่ง เหตุผลที่มิยาซากิต้องกลายเป็นผู้ต้องสงสัย คือ เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าวีดีโอเทปที่มิยาซากิได้บันทึกไว้มีการใช้ถ้อนคำที่เหมือนกับคำพูดที่ใช้ในจดหมายข่มขู่ที่ถูกส่งมาให้เจ้าหน้าที่ก่อนหน้านี้ และอีกประเด็นคือ พ่อของมิยาซากิเป็นหัวหน้ายากุซ่าประจำถิ่น (มาเฟีย) และตัวเขาเองก็มีความคล้ายคลึงกับชายดวงตาจิ้งจอกมาก นั่นจึงเป็นความคืบหน้าทางคดีที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งโดยทั่ว แพร่เป็นข่าวออกไปทางสื่อว่า มิยาซากิ นั้นคือชายดวงตาจิ้งจอกผู้ลึกลับผู้นั้น แต่สุดท้ายด้วยหลักฐานสำหรับยืนยันสถานที่ และเวลาบุคคลได้พิสูจน์ออกมา ทำให้เจ้าหน้าจำเป็นต้องปล่อยตัวเขาไป มิยาซากิเองก็ไปปล่อยให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เขาได้รวบรวมประสบการณ์ที่เจอ นำมาเป็นผลประโยชน์ในการเขียนหนังสือออกจำหน่ายในเวลาต่อมา

คดีดังกล่าวได้กลายเป็นที่สนใจต่อสื่อต่างๆ จากทั่วโลก สร้างความสนใจเป็นอย่างมากแก่สื่อข่าวทั้งระดับประเทศ และนานาประเทศ และยังเปลี่ยนจินตนาการของชาวญี่ปุ่น ให้เป็นจุดพลิกผันว่าญี่ปุ่นครั้งหนึ่งเคยเป็นสังคมที่สงบสุขและปลอดภัยมากๆ เริ่มจะมองเห็นสถานที่อันตรายมากขึ้นจากเงื้อมมือของเหล่าอาชญากรที่ร้ายกาจ ในระหว่างความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากสื่อต่างๆ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการได้รับความสนใจต่อความบกพร่องของการรับมือกับคดีของทางเจ้าหน้าที่ ในเดือนสิงกาคม 1985 หลังจากลดละความพยายามจะคลี่คลายปมปริศนาของคดีนี้แล้ว อีกทั้งชายดวงตาจิ้งจอกที่ดูเหมือนจะเป็นเหมือนผีที่หาตัวจับไม่ได้ ผู้บังคับบัญชาตำรวจจากกรมตำรวจชิกะ ยามาโมโตะ (Yamamoto) ลั่นไกยิงตัวตายอย่างน่าแปลกใจ เป็นเรื่องน่าตกใจที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่สงบสุขในช่วงเวลาขณะนั้น ทำให้เป็นข่าวที่ดึงดูดความสนใจได้มาก ด้วยข่าวการฆ่าตัวตายที่สยองทำให้มีการก่อกวนจากจดหมายที่ส่งมาจากสัตว์ร้าย 21 ใบหน้า 5 วันหลังจากข่าวแพร่ออกไป จดหมายกล่าวไว้ว่า
“ยามาโมโตะ แห่งกรมตำรวจชิกะเสียชีวิต! ช่างเป็นความงี่เง่าเสียจริง เราไม่มีใคร หรือความลับอะไรซ่อนอยู่ในเมืองชิกะลย มันน่าจะเป็นโยชิโนะ (Yoshino) หรือ ชิกาตะ (Shikata) มากกว่าที่ต้องตาย พวกเขาได้ทำอะไรบ้างเหรอในระยะเวลา 1 ปี 5 เดือนที่ผ่านมา อย่าปล่อยให้คนชั่วๆ อย่างพวกเราได้ลอยนวลเลย เพราะยังมีพวกไร้สมองอีกมากที่ต้องการจะลอกเลียนแบบพวกเรา ยามาโมโตะผู้ตกงานตายอย่างคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นเราจึงขอแสดงความเสียใจด้วย เราตัดสินใจแล้วว่าจะลืมเรื่องที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับบริษัทผลิตอาหาร แล้วถ้าใครจะส่งจดหมายมาข่มขู่ใดๆ บอกได้เลยว่านั่นจะไม่ใช่ผีมือของพวกเรา เป็นการกระทำของคนอื่นที่ลอกเลียนแบบพวกเรา พวกเราเป็นคนไม่ดี แต่มันยังมีอะไรอีกมากนักให้เราทำ มากกว่าไปรังแกพวกบริษัทเหล่านั้น มันสนุกดีนะที่ชักจูงให้คนมาทำชั่วได้ – สัตว์ร้าย 21 ใบหน้า”




นั่นน่าจะเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่จะได้รับจากกลุ่มที่หลบซ่อนใต้เงามืด พวกเขามีทีท่าว่าจะเลือนหายไป แม้ว่าจะไม่ค่อยชัดเจนนักว่าพวกเขาเหล่านั้นจะปรับเปลี่ยนกระทำอาชญากรรมในรูปแบบอื่นหรือไม่ ตลอดทั้ง 17 เดือนแห่งความเลวร้าย ไม่มีค้นพบเหตุจูงใจที่ชัดเจน ไม่มีผู้ใดเคยถูกจับกุมได้ และไม่ว่าชายดวงตาจิ้งจอกจะเป็นใคร เขายังคงเหยียบย่ำไปบนถนนถนนทางเหมือนกับคนทั่วๆ ไป ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการรวบรวมข้อมูลเอาไว้เป็นจำนวนมากมาย ลงทุนลงแรงทุ่มกำลังที่จะสืบสวนสอบสวน มีการขอกำลังช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 1 ล้านนายทั่วประเทศในการสอบสวนผู้ต้องสงสัยกว่า 12,000 คน ซึ่งจะเห็นได้ถึงการทำงานของตำรวจญี่ปุ่นที่ยังมีประสิทธิภาพไม่สูงพอ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมากมาย ที่จะปรับปรุงแก้ไขระบบการทำงานของแผนกงานต่างๆ จำนวนมาก ตั้งแต่มีการหยุดการเคลื่อนไหวที่เปิดเผยชัดเจนจากกลุ่มสัตว์ร้าย 21 ใบหน้า ได้มีอาชญากรรมเลียนแบบออกมาสร้างความปั่นป่วนมากมายให้แก่บริษัทผลิตอาหาร แต่ส่วนใหญ่แล้วจะสามารถคลี่คลายคดีได้ และไม่มีคดีไหนเลยที่สามารถเชื่อมโยงไปยังคดีต้นแบบได้

แม้ว่ากฏหมายบังคับใช้ชั่วคราวจะสิ้นสุดลงแล้วจากคดีดังกล่าว ในเดือนมิถุนายน ปี 1995 บรรยากาศของความพิศวงรอบๆ บริษัทกลับนำพาให้เกิดข้อถกเถียงกันโดยไม่คาดคิด กล่าวโยงถึงใครที่สามารถจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และยังเป็นหัวข้อที่ได้รับความนิยมมากๆ ในกลุ่มนักสืบมือสมัครเล่นทั่วประเทศ บ้างก็คิดว่าต้นตอของปัญหาทั้งหมดน่าจะเป็นกลุ่มยากุซ่าญี่ปุ่น เช่น ยามากูชิ-กูมิ และ อิชิวะ-ไค ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับม็อบก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยที่เกิดเหตุการณ์ อีกทั้งยังมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลที่เป็นมือขวา และมือซ้ายของกลุ่ม หรืออาจเป็นความพยายามของนักลงทุนที่จะเพิ่มผลกำไรของบริษัทให้สร้างกระแสข่าวด้านลบออกมาเพื่อทำลายบริษัทผลิตอาหารโดยอาศัยสื่อให้ช่วยออกช่วยเกี่ยวกับอาชญากรรม ที่จะสามารถเกร็งกำไรได้เมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติ และยังมีทฤษฎีที่ฉีกแนวออกมาว่ากลุ่มสัตว์ร้าย 21 ใบหน้านั้นประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ลับจากเกาหลีเหนือที่พยายามจะสร้างความเสื่อมเสียต่อระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

คดีดังกล่าวได้กลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ที่โด่งดังมากๆ คดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ที่มีกลุ่มลึกลับอยู่เบื้องหลัง และแทบจะเป็นเรื่องในตำนานของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ หนทางที่จะพบคำตอบที่ได้เรียนรู้มาระหว่างการสืบสวน คงจะเป็นไปได้ยาก องค์กรลึกลับนั้นก็ยังทิ้งปริศนาเอาไว้ พวกเราก็คงไม่มีทางที่จะรู้คำตอบนั้นได้ พวกเขาเหล่านั้นและชายดวงตาจิ้งจอกจังยังคงใช้ชีวิตอยู่ในจินตนาการของคนทั่วๆ ไป และในสื่อต่างๆ ทิ้งไว้เพียงข้อสงสัยที่ยากจะหาคำอธิบาย ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะนำมาขุดคุ้ยให้เป็นประเด็นอีกต่อๆ ไป



...แล้วคุณหล่ะ คิดว่ากลุ่มผู้ไม่หวังดีกลุ่มนี้จะยังคงลอยนวลอยู่หรือไม่!?



Translator: PoseidoN
Source: http://mysteriousuniverse.org


<a href="http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/is she with you_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=35&amp;autostart=yes" target="_blank" class="new_win">http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/is she with you_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=35&amp;autostart=yes</a>