ผู้เขียน หัวข้อ: ♠ เรื่องชวนพิศวง ♠ ปริศนาภาพวาดต้องสาปอาถรรพ์ เฮี้ยน สยองโลก ♠  (อ่าน 631 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ PoseidoN

  • ♣ ♦ ♥ ♠ ♠ ♥ ♦ ♣
  • Uploader
  • ****
  • Thank You
  • -Given: 424
  • -Receive: 1761
  • กระทู้: 1807
  • ☆★ Not a Big Deal ★☆
Mysterious Cursed and Haunted Paintings of the World
ปริศนาภาพวาดต้องสาปอาถรรพ์ เฮี้ยน สยองโลก







ไม่ต้องสงสัยเลยว่าภาพวาดต่างๆ นั้นสามารถมีอิทธิพลอะไรบางอย่างต่อชีวิตเราได้ มันคงเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจจริงๆ เมื่อศิลปินช่างวาดภาพได้วางพู่กันชุบสีลงบนแผ่นผ้า นั่นคงเป็นวิธีการแสดงจิตวิญญาณ และจินตนาการออกมาทางภาพวาดที่เราได้ชื่นชม และภาพที่เห็นสามารถส่งความรู้สึกที่ทรงพลังให้กับผู้ชม ที่อาจสามารถทำให้เราถึงกับหลั่งน้ำตา ลดอารมณ์ที่หมองหม่น สร้างแรงจูงใจ ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น หรืออาจทำให้เกิดความสะอิดสะเอียนก็ได้ ผู้ชมสามารถรับรู้ความรู้สึกต่างๆ นี้ได้จากแค่เพียงมองไปยังภาพวาดบนผืนผ้าเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ภาพวาดยังมีพลังอำนาจอื่นๆ เหนือผู้คน และโลกของเราหรือไม่? มีครั้งไหนหรือไม่ แทนที่ภาพวาดจะแสดงเจตจำนงของศิลปิน กลับเป็นการแสดงพลังอำนาจลึกลับที่เกินกว่าจะเข้าใจ? หรือบางครั้งภาพเหล่านั้นจะเป็นมากกว่าภาพวาด อาจมีปริศนาน่าสงสัยมากมาย กว่าที่เห็น? ในขณะที่บางภาพบางภาพมีพลังอำนาจต่อเราอย่างชัดเจน กล่าวคือ นอกจากจะส่งผลต่อสภาวะจิตใจ อารมณ์และความรู้สึกแล้ว ยังส่งผลต่อการดำเนินชีวิตอีกด้วย เปรียบเหมือนเป็นแหล่งที่อยู่ของพลังอำนาจลึกลับ ด้วยรึเปล่า? มีคำสาป ความอาถรรพ์เกิดขึ้นกับภาพวาดหลายภาพมาอย่างช้านาน ที่ดูเหมือนว่าเกินขอบเขตของคำว่า ผลงานทางศิลปะ ไปแล้ว จนกลายมาเป็นอะไรบางอย่าง ต่อจากนี้จะขอล้วงลึกถึงภาพวาดอาถรรพ์ระดับโลกที่น่าอันตราย มีความเร้นลับ และทำให้รู้สึกขึ้นลุกขนพองอย่างมากอยู่บ่อยครั้ง จึงขอเตือนไว้ก่อนว่าภาพบางภาพดังต่อไปนี้ ถูกร่ำลือถึงพลังอันน่าสยอง หรืออาจจะสร้างความไม่สบายใจแก่ผู้คนที่ดูทางออนไลน์ได้ ฉะนั้นบอกไว้ก่อนว่าเราได้เตือนท่านแล้วนะ

ตอนนี้ท่านผู้อ่านอยู่อยู่รึป่าว ไม่ได้หนีไปไหนใช่มะ? เยี่ยมเลย! งั้นเรามาเริ่มกัน…บางทีภาพวาดที่น่าจะรู้จักกันดี ที่ต้องโจษจัน กล่าวขานในเรื่องร้ายๆ มากที่สุด น่าจะเป็นผลงานภาพวาดของ บิล สโตนฮัม (Bill Stoneham) มีชื่อผลงานว่า “The Hands Resist Him” ที่เก็บความเงื่อนงำต่างๆ ไว้ไม่น้อย และมันยังถูกติดประกาศใบปลิวว่าเป็น “ภาพวาดที่เฮี้ยนที่สุดในโลก” อยู่บ่อยๆ ความเป็นมาเป็นไปเริ่มต้นเมื่อปี 1972 เมื่อสโตนฮัมกำลังพักอาศัยอยู่ในแคลิฟอเนียกับภรรยาคนแรกของเขา โรแอน (Rhoann) เขาถูกติดต่อมาให้สร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะ 2 ชิ้นต่อเดือน ให้แก่ทางห้องแสดงภาพศิลป์ ที่มี ชาร์ล เฟ้นการ์ทึน (Charles Feingarten) เป็นเจ้าของ ด้วยกำหนดเส้นตายของผลงานที่ใกล้เข้ามาเต็มที สโตนฮัมจึงได้ตัดสินใจสร้างผลงานภาพจากรูปเก่าๆ ของเขาสมัยยังอายุได้ 5 ขวบ แล้วตั้งชื่อผลงานหลังจากที่ภรรยาของเขาได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กของเขาที่ต้องถูกเก็บมาเลี้ยง โดยไม่รู้หน้าตาพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเลย จึงเป็นผลทำให้กลายมาเป็นภาพวาดที่พยายามสื่อให้เป็นเด็กชาย และตุ๊กตาเด็กหญิง ที่มองว่ามีสายตาที่ไร้แววตา และดูน่ากลัว ยืนพิงกับแผ่นกระจก ที่มีมือจำนวนหนึ่งซ่อนอยู่ความมืดนอกกระจก จากคำบอกกล่าวของสโตนฮัม เขาบอกว่าเด็กชายนั้นมีอายุ 5 ขวบ ประตูประจกนั้นสื่อถึงตัวกั้นระหว่างโลกแห่งความจริง และโลกแห่งความฝัน และตุ๊กตาคือผู้ที่จะชี้นำเด็กชายจากประตูกระจกไปสู้โลกแห่งจินตนาการอันมหัศจรรย์ และมือเหล่านั้น สโตนฮัมก็กล่าวบางอย่างที่น่าสนใจไว้ว่า:
“มือเหล่านั้น มีอยู่เต็มไปหมดเลย…คุณจะสงสัยว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่มือหรือเปล่า หรือมือพวกนั้นถูกตัด แล้วลอยอยู่กลางอากาศหรือเปล่า และจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับคนตายหรือไม่”



ภาพวาดนั้นถูกนำมาแสดงในห้องแสดงภาพศิลป์เฟ้นการ์ทึน ในบีฟรี่ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย (Beverly Hills, California) ที่ที่กลายหัวข้อพาดพิงจากนักวิจารณ์ภาพเขียนที่มีชื่อเสียงอย่าง เฮนรี่ เซลดิส (Henry Seldis) ด้วยเหตุนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้นักแสดงคนหนึ่งในหนัง The Godfather ชื่อ จอห์น มาร์เล่ย์ (John Marley) มีความสนใจในภาพวาดนั้นเป็นพิเศษ เขาจึงตัดสินใจซื้อภาพวาดนั้นมา หลังจากนั้นภาพวาดก็ตกภายใต้การครอบครองของนักแสดงท่านนั้น ทางด้านสโตนฮัมก็ทำหน้าผลงามตามหน้าที่ที่เขามี แต่ในขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาเพียง 1 ปี มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาพวาดนี้เสียชีวิตไป 3 คน นั่นคือ นักวิจารณ์ภาพเขียน เซลดิส, เจ้าของห้องแสดงภาพศิลป์ เฟ้นการ์ทึน, และนักแสดงที่เป็นคนซื้อภาพวาดคนแรก มาร์เล่ย์ ไม่นานหลังจากนั้นภาพวาดมีเหตุต้องหายสาบสูญไป และผู้คนแทบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว จนกระทั่งปี 2000 เมื่อคู่รักชายหญิงสูงวัยคู่หนึ่งได้ไปพบภาพวาดที่ถูกทิ้งเอาไว้ในหลังโรงผลิตเบียร์แห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย จึงทำให้ภาพวาดนั้นกลับสู่ชีวิตเดิม เส้นทางแห่งแวดวงศิลปะได้อีกครั้ง

แม้ว่าจะมีการเสียชีวิตจากหลายบุคคลมาเกี่ยวข้องกับภาพวาดทำให้ดูเป็นเรื่องที่น่าแปลกพอสมควร แต่จริงๆ แล้วความน่ากลัวนั้นมาพร้อมกับการได้มาของภาพวาดของสามีภรรยาคู่นี้มากกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกมืดอันน่ากลัวกำลังอุบัติขึ้น นั่นคือมันได้กลายเป็นชิ้นผลงานที่สร้างปรากฏการณ์แปลกๆ น่ากลัว และเลวร้าย ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 คู่รักชาวแคลิฟอร์เนียคู่นี้ได้นำภาพวาดขึ้นประกาศขายในอีเบย์ (eBay) ด้วยคำโฆษณาขายที่แปลกประหลาด และเป็นที่น่าขนลุกมากๆ โดยกล่าวว่า เป็นภาพวาดต้องคำสาป, เฮี้ยน, หรือทั้งสองอย่าง และในคำประกาศยังมีคำพูดที่แสดงให้เห็นว่าคนขายทั้งสองมีความสงสัยเป็นอย่างมากว่า ผลงานดีเลิศเช่นนี้ ทำไมถึงถูกทอดทิ้งเอาไว้ได้ แต่พวกเขาก็เขาใจอะไรบางอย่างได้ไม่ช้านัก คำประกาศขายมีความคลับคล้ายว่าจะเตือนอะไรซักอย่างแทนที่จะเชิญชวนให้เข้าซื้อสินค้า คำประกาศถูกเขียนเป็นภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด และมีการสะกดคำผิดอยู่หลายจุด
“เมื่อพวกเราได้รับภาพวาดนี้มา เราคิดว่ามันเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมจริงๆ คนที่เจอพบว่ามันถูกทอดทิ้งไว้หลังโรงเบียร์เก่าแห่งหนึ่ง ทำให้เราสงสัยเล็กน้อยว่าภาพวาดที่ดูเหมือนจะไร้ที่ตินี้ทำไมถึงถูกมาทิ้งเอาไว้เช่นนี้ (ตอนนี้เราไม่สงสัยแล้ว) เช้าวันหนึ่งลูกสาววัย 4 ขวบครึ่งได้บอกว่า เด็กที่อยู่ในภาพวาดกำลังต่อสู้กัน แล้วออกมาจากภาพวาดในตอนกลางคืน ขณะนั้นดิชั้นไม่เคยเชื่อเรื่องจานบิน หรือวิญญาณเอลวิสเลย แต่สามีชั้นก็ได้เตือนๆ ไว้บ้างแล้ว ด้วยความคิดสนุกอะไรบางอย่าง สามีชั้นจึงได้ติดตั้งกล้องตรวจจับการเคลื่อนไหวเอาไว้ในตอนกลางคืน และผ่านไปสามคืน ก็เห็นเป็นแค่เพียงภาพวาด แต่ต้องไปสะดุดกับ 2 ภาพสุดท้ายที่ถ่ายได้ เป็นลักษณะเหมือนกับเด็กผู้ชายกำลังถูกคุกคาม และกำลังจะพยายามออกมาจากภาพวาด พวกเราจึงตัดสินใจว่าไม่ควรเก็บภาพนี้เอาไว้อีกต่อไป…โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน...ก่อนทำการซื้อโปรดอ่านคำเตือนต่างๆ ให้ดี
คำเตือน: อย่าประมูลหากคุณป่วยเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย เป็นโรคหัวใจ หรือไม่คุ้นเคยกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ การทำการประมูลภาพวาดนี้ แสดงว่าคุณยินดี และตกลงจะปลดปล่อยพันธนาการเจ้าของเดิมทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายนี้ หรือเหตุการณ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังการซื้อขายนี้ อันอาจจะเป็นการสงเคราะห์ให้แก่ภาพวาดนี้ ภาพนี้อาจจะมี หรืออาจจะไม่มีพลังเหนือธรรมชาติแอบแฝงอยู่ ที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคุณ แต่อย่างไรก็ตามถ้าจะประมูล ก็ขอให้ประมูลตามมูลค่าของผลงานชิ้นนี้ โดยไม่นำเอาภาพถ่ายที่ได้จากกล้องจับการเคลื่อนไหวทั้ง 2 รูปมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ขอให้เจ้าของปราศจากอันตรายใดทั้งปวงที่จะมาจากภาพวาด หรือผลกระทบจากภาพวาด ทั้งต่อหน้าและลับหลังด้วยเถิด…มีอีก 1 คำถามอยากจะถามชาวอีเบย์ทั้งหลายว่า หลังจากได้ขายภาพวาดนี้ได้แล้ว ก็อยากจะขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมาคุ้มครองบ้านของพวกเรา พอจะมีใครรู้บ้างว่า จะติดต่อหาคนมาทำพิธีได้ที่ไหน?”

คำประกาศขายที่แปลกประหลาด แสดงพร้อมกับภาพถ่ายที่ได้จากกล้องจับการเคลื่อนไหว ที่แสดงให้เห็นว่าตุ๊กตาในรูปวาดกำลังคุกคามเด็กชายผู้ที่อยู่ภาพวาดนั้นด้วยปืนลูกโม่ที่ถือไว้ในมือ พร้อมกับแจ้งเตือนว่าห้ามนำภาพวาดนี้ไปแสดงเป็นภาพพื้นหลังในคอมพิวเตอร์ และห้ามนำไปให้เด็กและเยาวชนคนอื่นๆ ได้เห็น…มาถึงตรงนี้ก็ยังมีความน่ากลัวใช่มะ? เรื่องราวต่อมาจะยิ่งทำให้ดูประหลาดมากขึ้นไปอีก เพราะคำประกาศขายนั้นดึงดูดความสนใจจากโลกอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างมาก มียอดผู้ชมมากกว่า 30,000 วิว มีหลายคนที่เดินทางมาชมภาพวาด “The Hands Resist Him” ด้วยตนเอง และมีข่าวลือต่อเนื่องว่าทำให้คนรู้สึกคลื่นไส้อย่างฉับพลัน บ้างอยากอาเจียน บ้างก็อยากจะเป็นลมล้มพับ หรืออาจจะทำให้รู้สึกไม่สบายอกสบายใจอยู่ลึกๆ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะมีผลกระทบไม่เพียงแค่ผู้ที่เข้ามาดูภาพวาดด้วยตนเอง แต่ยังส่งผลต่อใครต่อใครที่ได้เข้ามาดูทางโลกออนไลน์เช่นกัน บางคนบอกว่าพวกเขารู้สึกคลื่นไส้ คลื่นเหียน อยากจะเป็นลม มึนหัว และรู้สึกหวาดกลัวอย่างไม่ทราบสาเหตุเวลาที่ได้มองดูภาพวาด ในขณะที่บางคนก็บอกว่าลูกๆ ของพวกเขาต่างวิ่งหนี และกรีดร้องเสียงดังเมื่อได้เห็นภาพ หรือเด็กเล็ก ทารก จะร้องไห้เมื่อต้องเข้าใกล้ คนชมภาพทางอินเตอร์เน็ตบางรายอ้างว่าเครื่องพิมพ์ภาพ (printer) ของพวกเราทำงานผิดปกติ ถ้าพวกเขาพยายามจะพิมพ์ภาพที่ได้จากอินเตอร์เน็ต และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น คือ ผู้คนเหล่านั้นอ้างว่าได้ยินเสียงที่น่ากลัวที่แปลกหูล่องลอยมาจากไหนก็ไม่แน่ชัด บ้างก็รู้สึกถึงลมร้อนประทะขณะกำลังมองภาพวาด บ้างก็ต้องหมดสติไป บ้างก็ต้องเจอกับพลังที่มองไม่เห็น บ้างก็ถูกคว้าถูกสัมผัสด้วยมือที่มองไม่เห็น และยังถูกครอบงำด้วยอะไรบางอย่างที่เร้นลับ มีรายหนึ่งที่ได้ดูภาพวาดมีความรู้สึกถึงการรบกวน และพลังลึกลับอะไรบางอย่าง เขาจึงต้องทำพิธีเผาใบเสจขาวเพื่อปัดเป่าวิญญาณร้ายให้ออกไปจากห้องของเขาทันที ผลการรายงานเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันให้ภาพวาดนี้มีความโด่งดังไปทั่วทุกมุมในโลกอินเตอร์เน็ต จนต้องเป็นประเด็นพื้นฐานที่จะนำมาคุยกันตามเว็ปไซต์ที่นำเสนอเรื่องลี้ลับต่างๆ



เป็นที่น่าแปลกใจยิ่งนัก แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายอย่างเรื่อยมา และด้วยชื่อเสียงอันน่ากลัวของภาพวาดนั้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่หวังอยากจะครอบครองภาพวาดผืนนั้น “The Hands Resist Him” ถูกนำมาประมูลไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง และในที่สุดถูกซื้อไปโดยคิม สมิธ (Kim Smith) จากห้องแสดงภาพศิลป์แห่งหนึ่งใน แกนด์เรพิดส์ รัฐมิชิแกน (Grand Rapids, Michigan) ด้วยมูลค่า 1,025 เหรียญ และประมาณ 1 เดือนให้หลัง สมิธ มีเว็ปไซต์ “surfingtheapocalypse.com” เข้ามาสัมภาษณ์ สอบถามสถานการณ์หลังจากที่ได้ซื้อภาพวาดสุดเฮี้ยนนั้นไป และสมิธก็กล่าวว่า
“ผมหวังว่าเรื่องที่ผมเล่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวแปลกๆ หรืออาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสภาวะผิดปกติทางจิตก็ได้ คือเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นเมื่อได้รับเมล์ฉบับแรก ส่งเป็นคนภาวนาและคำพูดหลายประโยคจากชายคนหนึ่งที่เชื่อในเรื่องลี้ลับ เป็นหมอผีชาวอเมริกันจากมิสซิสซิปปี้ แนะนำวิธีการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้ออกจากที่พักอาศัย และรายงานเหล่านี้มันทำให้รู้สึกไม่สบายตัว เหมือนจะป่วยเป็นไข้”



ทางด้านห้องแสดงภาพศิลป์เองก็ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ศิลปินช่างภาพ และถามความคิดเห็นกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาตอบกลับมาด้วยความประหลาดใจ และกล่าวว่า “ปืน” ที่เห็นในภาพวาดนั้นจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ปืนเลย เป็นเพียงแค่กล่องแบตเตอรี่กับสายไฟที่พันกันไปมา…ปัจจุบันนี้ ภาพวาด “The Hands Resist Him” ถูกเก็บมาแสดงผลงานที่ห้องแสดงภาพศิลป์ของนายสมิธ และถูกนำมาแสดงให้คนชื่นชมจริงๆ เพียง 6 ครั้ง อาจเป็นเพราะว่าภาพนั้นสื่อถึงอารมณ์ที่น่ากลัว และไม่ค่อนสบายใจนัก และหนึ่งในการนำแสดงโชว์ในปี 2007 มีกลุ่มชายจำนวนหนึ่งอายุ 14 ถึง 60 ปี มีรายงานว่าได้จ้องมองภาพวาดนั้นอย่างเงียบๆ เหมือนว่ากำลังงงงวยกับภาพวาด อยู่ราวๆ 30 วินาที ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะพูดออกมาว่า “หลอนมาก” นั่นคงเป็นไปได้ว่าจะเป็นคำอธิบายที่เข้าใจกันโดยทั่วสำหรับภาพๆ นั้น และจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังมีเรื่องเล่าขานที่จะหลอกหลอนผู้คนที่เคยได้มีประสบการณ์การชื่นชมภาพวาดนั้น จริงๆ แล้วสโตนฮัมได้วาดภาพสร้างเรื่องต่อจากภาพวาดที่เลื่องลือนั้นไว้อีก 2 ภาพ มีชื่อภาพว่า “Resistance at the Threshold” ที่แสดงบุคคลเดียวกันที่มีอายุอีก 40 ปีถัดมา และภาพที่ชื่อ “Threshold of Revelation” ที่ได้วาดเสร็จไปเมื่อปี 2012 โดยทั้ง 2 ภาพวาดยังไม่มีข่าวลือเรื่องเหนือธรรมชาติใดๆ ให้ได้ชวนขนลุก ส่วนในด้านของช่าวภาพเองก็ได้รับเมล์มาอย่างท่วมท้นสอบถามเรื่องราวจุดเริ่มต้นของภาพสุดหลอน สโตนฮัมจึงได้กล่าวว่า
“พวกเราตอนนี้อยู่ในยุคที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และสิ่งที่พิสูจน์ได้ แต่เราก็ยังมีความเชื่อในเรื่องของสิ่งลี้ลับ คิดว่ามันจะมีอะไรน่าพิศวงไปมากกว่าภาพวาดเหรอ? ถ้าจะมีอะไรที่มากกว่านั้น ก็คงจะเป็นผลงานภาพวาดที่มีเพียงชิ้นเดียว หนึ่งเดียวเท่านั้น ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยใครซักคนมากับมือของเขาเอง”

“The Hands Resist Him” คงจะไม่ใช่ภาพวาดหนึ่งเดียวที่ต้องสาป มีความอาถรรพ์ซ่อนอยู่ อีกมุมหนึ่ง ทางด้านปลายสุดของบันไดทางลงห้องโถงใหญ่ของโรงแรมแกลเวซ (The Hotel Galvez) ในแกลเวซตั้น รัฐเทกซัส ได้แขวนภาพวาดบุคคลเสมือนจริง (portrait) ของเบอร์นาโด เดอ แกลเวซ (Bernardo de Galvez) ผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพทหารชาวสเปนที่ได้เคยช่วยเหลือกองทัพทหารอเมริกันระหว่างเกิดสงครามการปฏิวัติ แม้ว่าแกลเวซจะเสียชีวิตไปแล้วในปี 1786 แต่กลับมีการกล่าวถึงว่าภาพวาดนี้เป็นวิญญาณของเขาสิงสถิตย์อยู่ เพราะว่ามีหลายปรากฎการณ์เกิดขึ้น และมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพวาดนี้ แขกที่เข้ามาพักในโรงแรม และลูกจ้างที่เข้ามาทำงาน มักจะบอกเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่าดวงตาจากภาพวาดมีการขยับขึ้นลงมองตามพวกเขาอย่างผิดสังเกต แต่บริเวณที่ทำให้รู้สึกขนลุก เย็นยะเยือก หรือความรู้สึกที่ไม่สบายใจ เวลาที่อยู่ใกล้ๆ ภาพวาดนั้นยังไม่แน่ชัด แต่มีเรื่องที่น่าแปลกใจ คือ เหมือนรู้สึกว่าภาพวาดจะไม่ชอบให้ถูกถ่ายรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะมีหลายคนต่างบอกกันว่า ภาพที่ถ่ายไปมีลักษณะเบลอ ไม่ชัดเจน บ้างก็เหมือนกันหมอกควัน บ้างก็เห็นเป็นจุดเล็กๆ เกิดขึ้นอย่างไม่สามารถอธิบายได้ นอกจากจะมีการเอ่ยปากขออนุญาตก่อนจะถ่ายรูป ซึ่งก็น่าแปลกใจว่าสามารถถ่ายรูปออกมาได้อย่างไม่มีที่ติเลย การบอกเล่าที่แปลกๆ เหล่านี้ถูกนำมาเป็นสิ่งทดสอบจากกลุ่มผู้คนที่สนใจเรื่องเร้นลับ ที่จะเข้ามาขอพิสูจน์ความจริงที่น่าหลอนนี้ว่าภาพที่ถ่ายจะไม่ชัด จะมีตำหนิ หากไม่ได้ทำการขออนุญาตก่อน




และภาพวาดอาถรรพ์ถัดมานั้นไม่ได้มีเพียงภาพเดียว แต่มีเป็นชุดสะสม รู้จักกันในชื่อ “The Crying Boy” ในช่วงยุค 50 มีช่างภาพชาวอิตาลี บรูโน่ อมาดิโอ้ (Bruno Amadio) หรืออาจจะรู้จักกันในชื่อ จิโอฟานนี่ บรักโกลิน (Giovanni Bragolin) ที่ได้มีผลงานภาพวาดเสมือนจริงของเด็กกำพร้าที่ร้องไห้ หลั่งน้ำตา มามากมายกว่า 60 ชิ้น ที่เขามักจะขายภาพวาดให้เป็นของที่ระลึก ของสะสมให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในระว่างยุคปี 50 นั้น ทำให้ภาพวาดเหล่านี้ได้กลายเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากจากเหล่าบรรดาเจ้าชายในประเทศอังกฤษ แล้วก็หมดความนิยมไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งมาถึงยุคปี 80 ที่ได้มีเรื่องราวความน่าแปลกมาเกี่ยวข้องกับภาพวาด  เริ่มจากปี 1985 เล่ากันว่ามีนักดับเพลิงพบว่าภาพวาดก็อปปี้จำนวนหนึ่งของ “The Crying Boy” ไม่ไหม้ไฟแม้แต่น้อย อยู่ในกองเถ้าถ่าน และซากที่พังทลายของบ้านหลายหลังที่ถูกไฟไหม้ โดยส่วนใหญ่จะคว่ำหน้าลงกับพื้น จนกลายเป็นที่ร่ำลือกันทั่วว่า ภาพวาดในเหตุไฟไหม้บ้านกว่า 50 หลัง ไม่ไหม้ไฟ โดยอยู่สภาพที่คว่ำหน้าลงเหมือนกันทั้งหมด และเป็นที่คาดเดาไว้ว่าบ้านหลังไหนที่มีภาพก๊อปปี้ของ “The Crying Boy” มีแนวโน้มจะเกิดเหตุไฟไหม้มากกว่าปกติ

มีกลุ่มผู้มีญาณวิเศษบางรายออกมาเปิดเผยว่า ภาพวาดเสมือนจริงเหล่านั้นถูกวิญญาณเด็กกำพร้าที่เสียชีวิตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สิงสถิตย์อยู่ และเรื่องราวนี้เกือบจะกลายเป็นเรื่องเล่าประจำท้องถิ่นไปแล้ว ทางด้านบริษัทจุลสารแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร The Sun ออกมาให้ข้อมูลว่า ถ้าอยากทำลายภาพวาดต้องนำเม็ดเกลือมาโรย แต่ก็มีบางคนออกมายืนยันว่าเหล่าเจ้าชายสามารถออกคำสั่งให้ไฟเผาไหม้ได้ ดังนั้นทาง The Sun จึงได้อาสาจัดกองเพลิงสำหรับให้เจ้าของภาพวาดอาถรรพ์ที่มีความประสงค์ต้องการจะออกมาเผาทำลายทิ้ง ซึ่งผู้ที่ร่วมกิจกรรมต่างก็พูดเหมือนกันว่าภาพวาดนั้นดูเหมือนจะเผาไหม้ช้าอย่างน่าแปลกใจ มีแม้กระทั่งวีดีโอบันทึกภาพจาดทาง BBC แสดงเป็นชายคนหนึ่งพูดกับตัวเองว่า “เป็นทางเดียวที่จะรู้ได้” และพยายามทำการจุดไฟเผาภาพก๊อปปี้ของ “The Crying Boy” ที่อ้างกันว่าทนต่อไฟมากกว่าภาพใดๆ...ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าวีดีโอชิ้นนั้นต้องการจะสื่ออะไร แต่ก็ได้ผลไม่น้อย คือ มีกลุ่มคนออกมาตำหนิ ต่อว่า ว่านั่นคงเป็นการใช้สารเคลือบภาพวาด จึงทำให้ภาพทนต่อการติดไฟ




<< To Be Continued >>

Translator: PoseidoN
Source: http://mysteriousuniverse.org


<a href="http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/creepy hour_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=10&amp;autostart=yes" target="_blank" class="new_win">http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/creepy hour_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=10&amp;autostart=yes</a>

ออฟไลน์ PoseidoN

  • ♣ ♦ ♥ ♠ ♠ ♥ ♦ ♣
  • Uploader
  • ****
  • Thank You
  • -Given: 424
  • -Receive: 1761
  • กระทู้: 1807
  • ☆★ Not a Big Deal ★☆
ไม่ต้องแปลกใจเลย หากจะมีภาพวาดที่น่าขนลุกขนพองไม่น้อยไปกว่าภาพวาดที่ได้กล่าวไป นั่นคือ “The Anguished Man” เป็นภาพวาดที่มีความน่ากลัว ความหลอนที่ยากจะปฏิเสธได้ ซึ่งถูกเก็บมาเป็นเวลา 25 ปี ในห้องใต้หลังคาในบ้านของคุณย่าของชายคนหนึ่งชื่อว่า ชอน โรบินสัน (Sean Robinson) คุณย่าของเขาให้บอกเรื่องราวที่แปลกแก่เขาเกี่ยวกับภาพวาดว่า คนวาดภาพได้ผสมเลือดของเขาลงในสี ก่อนจะนำไปวาดภาพ แล้วเขาก็ฆ่าตัวตายหลังจากผลงานเสร็จสิ้น คุณย่ายังบอกอีกว่าเวลามองไปที่ภาพวาดที่ชุ่มเลือดนั้น บ่อยครั้งมักจะได้ยินเสียงกรีดร้อง และเสียงร้องไห้ออกมา บางครั้งก็เห็นเป็นรูปร่างเงาดำๆ ปรากฏกายอยู่บริเวณใกล้ๆ กับภาพวาด คุณย่าจึงมั่นใจว่าภาพวาดนั้นมีความเฮี้ยน และมีวิญญาณของคนวาดภาพสิงอยู่แน่นอน นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่คุณย่านำภาพวาดนั้นมาเก็บซ่อนไว้ในห้องใต้หลังคาเป็นเวลามานับหลายปี

ในปี 2010 นายโรบินสัน ได้รับมรดกภาพวาดนั้นมาหลังจากคุณย่าได้เสียชีวิตลง และว่ากันว่าหลังจากนั้นครอบครัวของเขาก็ถูกห้อมล้อมด้วยพลังงานลึกลับบางอย่างเป็นต้นมา มีเรื่องราวแปลกๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอด ที่ดูเหมือนว่าจะมาคุกคามอยู่ทุกครั้ง เขาเล่าว่า ลูกชายของเขาถูกผลักตกบันได โดยมือที่มองไม่เห็น ภรรยาของเขาก็ถูกกระตุกผมบ่อยครั้ง และยังมีเหตุการณ์ผีหลอกวิญญาณหลอน (poltergeist activity) เกิดขึ้นไปทั่วบ้าน ทุกคนในครอบครัวเคยแม้แต่จะได้ยินเสียงหวีด กรีดร้อง ดั่งคำที่คุณย่าเคยพูดไว้ และยังเคยสังเกตเห็นเงาดำที่ปรากฏกายใกล้ๆ กับภาพวาดอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ภาพวาด “The Anguished Man” มีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องเฮี้ยนอย่างหนาหู นายโรบินสันจึงได้ตัดสินใจติดตั้งกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ และได้อัปโหลดขึ้น Youtube



วีดีโอแสดงภาพหลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ เช่น ภาพวาดล้มลงเอง ประตูปิดเอง แม้แต่มองเห็นกลุ่มควันลอยขึ้นมาจากภาพวาด เป็นสิ่งของที่หลอนประสาทมากๆ แต่ก็มีคนดูหลายคนเชื่อว่าไม่มีอะไรหรอก เป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น ไม่ว่าภาพวาดนี้จะอาถรรพ์หรือไม่ มันก็คงยากที่จะแย้งว่าภาพวาดนั้นเป็นภาพที่ดูแล้วไม่รู้สึกบันเทิงเริงใจซักเท่าไหร่ นายโรบินสันจึงตัดสินใจเก็บภาพต้องสาปนี้ไว้ในชั้นใต้ดินของบ้าน และปฏิเสธที่จะขายมัน และมันก็บังเอิญจริงๆ ที่เป็นอีกภาพวาดหนึ่งที่มีพลังอำนาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกหวั่นวิตก รู้สึกมึนศีรษะ และรู้สึกไม่สบายใจมากนักที่ได้ชมผ่านทางโลกออนไลน์ ยังไงก็ลองชมด้วยตาของท่าน แล้วลองตัดสินดูเอาเอง

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=CRQSWgYNqvI" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=CRQSWgYNqvI</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=e61Uy4utv-4" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=e61Uy4utv-4</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=s52Y3qcMGDA" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=s52Y3qcMGDA</a>

ภาพสุดหลอนถัดมาเป็นภาพวาดจากภาพถ่าย ในช่วงกลางๆ ของยุคปี 90 มีศิลปินท่านหนึ่งรูจักกันในนาม ลอร่า (Laura P.) ได้สร้างสรรค์งานวาดภาพให้มีชีวิตจากภาพถ่ายต่างๆ และเธอก็มีความสนใจกับภาพถ่ายแปลกๆ รูปหนึ่งที่ถูกถ่ายโดยช่างถ่ายภาพมืออาชีพ ชื่อ เจมส์ คิดด์ (James Kidd) ซึ่งภาพเจ้าปัญหานั้นสื่อให้เห็นเป็นรถม้าสมัยก่อน และมีรถลากเก่าๆ ที่ผุพังรวมอยู่ในรูป แต่ที่น่าแปลกใจนั่นคือ มีภาพคนไม่มีหัวแบบลางเลือนอยู่ใกล้ๆ ซึ่งคิดด์ยืนกรานว่าตอนที่ถ่ายรูปไม่มีอะไรเช่นนี้เลย นอกจากว่าภาพจะปรากฎตอนนำไปล้างฟิล์ม แม้ว่าลอร่าเองก็ไม่แน่ใจมากนักว่าอะไรทำให้เธอต้องวาดรูปนี้ขึ้นมา และเธอรู้สึกเหมือนถูกควบคุมด้วยอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถต้านทานได้จนสามาถวาดภาพได้สำเร็จ จนกลายมาเป็นภาพสีน้ำมันขนาด 16 x 20 นิ้ว อย่างที่เห็น

ช่างวาดภาพบอกว่า ก่อนที่จะเริ่มวาดภาพนั้น เธอรู้สึกเหมือนถูกครอบงำด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ไม่สบายอกสบายใจ ด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่รีรอที่จะรีบวาดภาพนี้ให้เสร็จโดยเร็ว แต่ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างควบคุมเธอให้ต้องวาดภาพต่อไปด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความเลวร้ายที่กำลังตรึงร่างเธออยู่ เมื่ออุปสรรคนี้จบลง เธอก็ได้ภาพวาดที่เสร็จมาชิ้นหนึ่ง เธอจึงตั้งชื่อให้ภาพว่า “Painting of a Headless Man” แล้วนำไปแขวนไว้ในสำนักงาน เพื่อเอาไว้สร้างความหลอนให้กับใครต่อใครที่ผ่านไปมา พนักงานหลายคนต่างบอกกันว่าทันทีที่ภาพวาดนั้นมาถึง กระดาษ และเอกสารเริ่มหาย วัถตุต่างๆ ถูกเคลื่อนย้ายไปจากตำแหน่งเดิมขณะที่ไม่มีใครทันสังเกต แม้กระทั่งภาพวาดมันเองก็มีการเคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่ง ซึ่งมักจะบิดเบี้ยวแม้ว่าจะตรึงตำแหน่งให้ตรงแล้วก็ตาม หลังจาก 3 วันแห่งความหลอน พนักงานก็ขอร้องให้ลอร่านำภาพวาดนั้นออกไป เมื่อเธอได้ย้ายภาพเอาไปไว้ที่บ้านหลังใหม่ของพวกเขา อะไรก็ตามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม



ที่บ้านหลังใหม่ คู่รักคู่นี้ได้ยินเสียงแปลกประหลาดอยู่ซ้ำๆ บ่อยครั้ง อย่างเช่น เสียงเคาะ เสียงทุบ เสียงเท้าเดินไปมา และก็เสียงอื่นๆ ที่ระบุไม่ค่อยได้ ที่มักจะได้ยินมาจากบริเวณใกล้ๆ กับภาพวาด นอกจากนี้ยังมีการปรากฏของบางสิ่งที่ลึกลับ ซึ่งมีความถี่มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น วัตถุหลายชิ้นเคลื่อนย้ายได้เอง พบเศษเม็ดเกลือใกล้ๆ กับขวดเกลือที่ตั้งอยู่ ประตูหลายบานเปิดปิดเอง หลังคามีรอยรั่วอย่างไม่ทราบสาเหตุ สุนัขขู่เห่า หรือบางทีมีทีท่ากลัวอะไรซักอย่าง และก็มีเหตุการณ์อื่นๆ อีกมากมาย มีเหตุการณ์หนึ่งที่เหมือนจะเป็นลางร้ายมากๆ คือ ขณะที่ลอร่ากำลังถือแก้วอยู่ จู่ๆ แก้วน้ำก็แตกคามือของเธออย่างทันที โดยที่ชิ้นส่วนเศษแก้วชิ้นที่ใหญ่ที่สุดกลับหล่นหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ลอร่าได้บอกเล่าเรื่องราวผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านของเธอให้เพื่อนๆ ฟัง แต่เพื่อนของเธอกลับมีความสงสัย และต่างก็พากันหัวเราะเสียงดังกับเรื่องที่ได้ยิน ลอร่ายังเล่าอีกว่า เมื่อเหล่าเพื่อนๆ ของเธอมาเยื่ยมเยียนที่บ้านในช่วงกลางคืน นาฬิกาเรือนใหญ่ที่ถูกแขวนบนผนังมาเป็นเวลาเกือบจะ 40 ปี ร่วงลงสู่พื้นและแตกกระจายเป็นชิ้นๆ นี่อาจจะเป็นความบังเอิญ หรืออาจจะเกิดขึ้นจากฝีมือของภาพวาดผืนนั้นก็เป็นได้ ที่มันไม่ต้องการให้ใครมาหัวเราะเยาะ มีเพื่อนของลอร่าอีกคนที่ได้ถ่ายภาพที่เธอวาด และเมื่อเขากำลังจะวางรูปถ่ายในบ้านของเขาเอง เขาบอกว่าเห็นกลุ่มก้อนเงาลักษณะไม่มีหัวตรงบริเวณหางตา เขาจึงตัดสินใจทำลายภาพถ่ายนั้นทิ้งทันที ลอร่าออกมาเปิดใจว่าเธอรู้สึกเสียใจมากที่ได้วาดภาพนั้นลงไปตั้งแต่แรก และเธอมีความปรารถนาอยากจะทำลายภาพวาดนั้นทิ้ง…เกิดอะไรขึ้นกับภาพวาดหลังจากนั้น? ทำไมมันต้องมีเหตุแปลกๆ เกิดขึ้นมากมายทั้งๆ ที่วาดมาจาดภาพถ่าย? คงเป็นเรื่องยากที่จะตอบได้…

รายชื่อของภาพวาดอาถรรพ์ หรืออาจจะต้องคำสาป ยังคงมีมาให้ได้ยินอยู่ตลอด โรงแรมดริสกิล (The Driskill Hotel) ในออสติน รัฐเทกซัส (Austin, Texas) มีชื่อเสียงเป็นที่ร่ำลือว่าเฮี้ยนจัด และดูเหมือนว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับภาพวาดเช่นกัน อย่างน้อยก็มีหนึ่งภาพจากภาพทั้งหมด ชื่อว่า “Love Letters” ที่เป็นภาพวาดซ้ำจากภาพอื่นอีกที สื่อให้เห็นเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ว่ากันว่าถึงแม้เด็กผู้หญิงนั้นเป็นตัวละครที่สมมติขึ้น แต่เชื่อว่าเธอมีส่วนเหมือนกันเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ ซาแมนธา ฮูสตัน (Samantha Houston) ลูกสาววัย 4 ขวบ ของสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งของอเมริกา ที่ได้เสียชีวิตลงขณะพักอาศัยในโรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อเธอสะดุดตกบันไดจนเสียชีวิตขณะกำลังวิ่งไปเก็บลูกบอล แขกที่มาพักและพนักงานในโรงแรมต่างก็บอกว่าเด็กผู้หญิงในภาพวาดบางครั้งจะเปลี่ยนสีหน้า และท่าทางเล็กน้อย และยังมีคำบอกกล่าวอีกไม่น้อยที่อ้างว่ามีอาการป่วย ไม่สบาย มึนศีรษะ อยากอาเจียน รู้สึกไม่สบายใจ เมื่อได้มองดูภาพวาดนั้น แม้ว่านั่นจะไม่ใช่ภาพเสมือนจริงของซาแมนธาเอง แต่ด้วยความเหมือนของภาพวาดอาจเป็นสาเหตุที่วิญญาณของเด็กหญิงเลือกที่จะมาสิงสถิตย์อยู่นั่นเอง



ภาพวาดอาถรรพ์ต่อมา มีชื่อว่า “The Dead Mother” วาดโดย เอ็ดเวิร์ด มุนช์ (Edvard Munch) ช่างภาพที่มีชื่อเสียงมาจากผลงานชื่อ “The Scream” และผลงานอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางโทนสีเข้ม มุนช์มักจะมีความบ้าบิ่นเสียสติที่มาจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กของเขาเองจากคุณพ่อที่ทารุณ ชอบใช้ความรุนแรง และคลั่งศาสนา หลังจากที่สูญเสียคุณแม่ และน้องสาวไปด้วยอาการป่วยเป็นวัณโรคขณะที่เขาอายุ 5 ขวบเป็นแรงขับในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น ผลงาน “The Dead Mother” ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความทุกข์ใจ ความเศร้าโศก และความเสียสติ ของเขาเอง ด้วยสิ่งเหล่านี้จึงกลั่นกรองและหล่อหลอมจนกลายเป็นผลงานที่ มองเห็นและจับต้องได้ เป็นภาพวาดที่ไม่น่ารื่นเริงใจนักเมื่อได้เห็น ภาพวาดนั้นสื่อให้เห็นเด็กผู้หญิงที่เธอหันหลังให้กับเตียงที่มีแม่ของเธอนอนเสียชีวิตอยู่ พร้อมทั้งเอามือกุมใบหูและแสดงสีหน้าแววตาเหมือนว่าจะรับไม่ได้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มุนช์กล่าวถึงผลงานของเขาด้วยอารมณ์ที่เศร้าหมองตามปกติวิสัยของเขาว่า “ความเจ็บป่วย ความบ้าคลั่ง และความตาย เป็นเทวทูตที่คอยเฝ้ามองชีวิตในวัยเด็กของผมเอง” ฟังดูน่าขนลุกไม่น้อย แต่ทว่ายังมีเรื่องที่น่าขนลุกกว่า คือ ผู้คนที่ได้ครอบครองภาพวาดผืนนี้ต่างพูดว่า สายตาของเด็กหญิงในภาพคอยมองตามอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็เห็นเตียงที่แม่ของเธอนอนมีอาการสั่นไหว หรือขยับเขยื้อน หรือแม้กระทั่งเห็นวิญญาณเด็กหญิงออกมาจากภาพวาด


ไม่เว้นแม้แต่ผลงานสรรสร้างจากช่างภาพที่มีความรู้ระดับสูง และตั้งอยู่พื้นฐานแห่งเหตุและผล ก็ยังมีสิ่งเร้นลับแฝงในภาพวาดเช่นกัน ในห้องแสดงภาพศิลป์ของวิทยาลัย รอยัลฮอลโลเวย์ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ที่ได้แขวนภาพวาดที่ชื่อว่า “Man Proposes, God Disposes” โดยช่างภาพ ท่านเซอร์ เอ็ดเวิร์ด แลนด์เซียร์ (Sir Edwin Landseer) โดยภาพวาดได้สื่อถึงการเดินทางทางน้ำของกลุ่มลูกเรือไปบนมหาสมุทรอาคติกที่ต้องอัปปาง โดยมีคนนำเรืออย่าง ท่านเซอร์ จอห์น แฟรงคลิน (Sir John Franklin) ที่กำลังถูกรุมกินโดยหมีขั้วโลกที่โหดร้าย นี่มันค่อนข้างจะน่าขนลุกขนพออยู่พอสมควร และสิ่งหนึ่งที่แปลกไม่มากไปกว่าความสยองขวัญที่ได้เห็น นั่นคือ ภาพวาดนี้ถูกเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้นักเรียน นักศึกษาต้องสอบตก และทำให้เหล่านักศึกษาต้องโมโหกันไปทั่ว เพราะว่าภาพวาดนี้มักจะถูกนำมาเป็นโจทย์คำถามในข้อสอบอยู่บ่อยครั้ง และเรื่องที่เป็นข่าวโด่งดังมากๆ ในวิทยาลัย คือ มีนักศึกษาคนหนึ่งมีอาการโกรธเคือง อย่างสิ้นหวังเพราะภาพวาดภาพนั้น จนทำให้เธอพรึมพรำเรื่อยเปื่อยอย่างเสียสติว่าอย่าฆ่าตัวตาย และว่ากันว่าเธอได้ตัดสินใจฆ่าตัวตายที่โต๊ะเรียนของเธอต่อหน้าทุกๆ คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ผมกล้าพูดได้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีมากๆ หากเอาสิ่งที่อาถรรพ์ออกไปเสีย แต่ก็เห็นได้ชัดว่าภาพนั้นยังคงแขวนอยู่ที่ที่เดิม และคอยสร้างความหลอนให้กับผู้คนอย่างที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ มันก็ยากอยู่นะที่จะบอกว่าสิ่งนี้เป็นต้นเหตุของความหลอน หรืออะไรบางอย่างหรือเปล่า แต่มันก็ทำให้ขนลุกอย่างปฏิเสธได้ยากแน่นอน


ถึงตรงนี้แล้วก็เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่เชื่อกันว่าเป็นภาพวาดที่อาถรรพ์ระดับต้นๆ ของโลก…ผลงานเหล่านี้ถูกสิงสถิตย์ด้วยพลังที่ชั่วร้ายจริงๆ หรือไม่? หรือว่าจะเป็นเพียงการสรรสร้างบนผืนผ้า หรือแผ่นไม้เพียงเท่านั้น? แต่มันไม่ต้องสงสัยเลยว่าภาพวาดเหล่านี้มีพลังบางอย่างที่ทำให้เกิดอารมณ์ด้านลบ และส่งผลแย่ต่อสภาวะจิตใจของผู้ที่มาเชยชม ให้มีความรู้สึกหลากหลายไม่ว่าจะเป็นความเศร้าโศก สะอิดสะเอียน ความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลที่มนุษย์จะรู้สึกได้ ก็เป็นไปได้ว่าสิ่งของเหล่านี้จะมีอะไรบางอย่างก่อให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ นอกจากนี้แล้ว ภาพวาดเหล่านี้ยังเป็นดั่งหน้าต่างที่จะเปิดให้เห็นถึงจิตใจ และจิตวิญญาณของช่างภาพ ที่เปรียบเป็นหนทางที่จะหยิบยื่นให้พวกเราได้มีโอกาสเหลือบมองเห็นโลกภายนอกอันเต็มไปด้วยประสบการณ์ทางด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย แต่อย่างไรก็ตามบางทีภาพวาดอาถรรพ์เหล่านี้อาจจะเป็นหน้าต่างสำหรับเปิดไปสู่อะไรบางอย่างเช่นกัน อาจจะเป็นประตูมิติเชื่อมต่อสิ่งที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้ จากพลังงานหรืออะไรซักอย่างที่เกิดจะเข้าใจที่เข้าถึงพวกเราด้วยช่องทางนี้...ก็เป็นได้


...แล้วคุณหล่ะ คิดว่าภาพอาถรรพ์เหล่านี้จะมีผลกระทบต่อตัวคุณบ้างหรือไม่!?



<< The End >>

Translator: PoseidoN
Source: http://mysteriousuniverse.org