ผู้เขียน หัวข้อ: "ความสุขพระราชหฤทัย"  (อ่าน 1283 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • นักรบ
  • **
  • Thank You
  • -Given: 277
  • -Receive: 2363
  • กระทู้: 3081
  • เพศ: หญิง
"ความสุขพระราชหฤทัย"
« เมื่อ: กันยายน 24, 2015, 11:43:49 AM »
"ความสุขพระราชหฤทัย" พ่อหลวงแผ่นดินไทย เสียสละสุขส่วนพระองค์เพื่อความผาสุกของปวงประชา


          ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยพระวิริยอุตสาหะ และพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะขจัดทุกข์บำรุงสุขแก่ปวงประชาราษฎร์ จนเป็นที่ประจักษ์ ถึงน้ำพระราชหฤทัยอันยิ่งใหญ่แห่งพ่อหลวงของแผ่นดินไทย

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นแบบอย่างของประชาชนในหลากหลายด้าน ทรงเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวของปวงชนชาวสยาม และต้นแบบแผ่นดินไทย ในฐานะประธานองคมนตรี ซึ่งถวายงานรับใช้ใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน “พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” สะท้อนถึงพระมหา กรุณาล้นเหลือที่ทรงมีต่อประชาชนไว้ในหนังสือ “พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการในการทรงครองแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม เป็นผลประจักษ์ชัดว่า ประชาชนของพระองค์มีความปลื้มปีติโสมนัสยิ่ง ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความผาสุกมากขึ้น ประชาชนสำนึกรู้เองว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานสิ่งใด พระราชทานเพื่ออะไร และตระหนักดีว่า การเสียสละพระราชกิจส่วนพระองค์เพื่อความผาสุกของประชาชนคือ “ความสุขพระราชหฤทัย”


          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยในทุกเรื่องที่มีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนและประเทศชาติ โดยได้พระราชทานแนวพระราชดำริ และพระราชดำรัสแนะนำเจ้าหน้าที่ให้ลองไปปฏิบัติ จากนั้นจึงมีพระบรมราชวินิจฉัยแก้ไขให้นำไปใช้จริง ทั้งทรงใส่พระราชหฤทัยและทรงติดตามผลงานเป็นเนืองนิตย์ พระองค์ยังมีพระราชหฤทัยอันประเสริฐ เปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณา ในรอบ 24 ชั่วโมง เว้นแต่เวลาเสวยและทรงพระบรรทม เวลาที่เหลือจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อประโยชน์สุขของราษฎร

          หลักการทรงงานที่ทรงยึดถือมาตลอดคือ ทรงศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบจากเอกสาร, แผนที่, เจ้าหน้าที่, นักวิชาการ และราษฎร ทรงมองปัญหาแบบภาพรวมและมีพระราชดำริแบบ ครบวงจร ไม่ยึดติดกับตำรา ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่แท้จริง สิ่งที่ทรงคำนึงถึงคือ ต้องพัฒนาการดำรงชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้นตามสภาพภูมิประเทศและภูมิสังคม เช่น ภาคตะวัน-ออกเฉียงเหนือ ภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยให้ฝนตก เมื่อฝนตก ดินก็ไม่อุ้มน้ำ จึงทรงมีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดน้อยใหญ่จำนวนมากและมีพระราชดำริคิดค้นฝนหลวง ส่วนภาคเหนือ ภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง ชาวไทยภูเขาไม่รู้หนังสือไทยและประกอบอาชีพปลูกฝิ่นกันมาก จึงทรงมีพระราชดำริโน้มน้าวให้หันมาทำอาชีพสุจริตเลี้ยงตัวเอง เช่น การปลูกไม้ผลเมืองหนาวส่งขาย และสร้างฝายกักเก็บน้ำรักษาป่าต้นน้ำ ขณะที่ภาคใต้ ฝนชุกเกิดอุทกภัย บางแห่งปลูกข้าวทำประมง บางแห่งมีปัญหาดินเปรี้ยวน้ำกร่อย จึงทรงมีพระราชดำริให้สร้างประตูบังคับระบายน้ำ และคิดค้นทางแก้ปัญหาดินเปรี้ยวด้วยวิธีแกล้งดิน สำหรับภาคกลาง เป็นที่ราบลุ่ม เกิดอุทกภัยและน้ำท่วมขัง จึงทรงมีพระราชดำริให้สร้างเขื่อน ซึ่งจะเกิดประโยชน์ทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้า, ประมงและการท่องเที่ยว แม้แต่กรุงเทพฯ ก็มีลักษณะเฉพาะตัว ถนนไม่เพียงพอให้รถวิ่ง, น้ำท่วมขังและมลพิษในชุมชน จึงทรงมีพระราชดำริให้สร้างถนนวงแหวน, ทางยกระดับ, ระบบบรรเทาน้ำท่วมด้วยวิธีแก้มลิงและลดมลพิษในแหล่งน้ำด้วยวิธีธรรมชาติ


          ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อทรงทราบปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรด้วยพระเนตรพระกรรณ ทรงมีเพียงกล้องถ่ายภาพเพื่อบันทึกความคืบหน้าของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, วิทยุสื่อสารเพื่อทรงรับทราบปัญหาของราษฎร และดินสอกับแผนที่คู่พระหัตถ์ ไม่ว่าทรงพระดำเนินเข้าถึงพื้นที่ใดภูมิภาคใด ก็จะทรงจดบันทึกปัญหาไว้บนแผนที่ จากนั้นจึงนำกลับมาปะติดปะต่อในห้องทรงงาน เพื่อให้เห็นภาพรวมและความเชื่อมโยงของปัญหา อันนำไปสู่การมีพระราชดำริแก้ไข โดยระหว่างทรงงานจะประทับกับพื้นห้องในพระตำหนัก และทรงอธิบายปัญหาแก่คณะผู้ทำงานสนองพระราชดำริอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย

          เมื่อยามทรงงานเพื่อประชาชน พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงเริ่มแก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ เรียกว่า เป็นการระเบิดจากข้างใน แล้วดำเนินไปตามลำดับขั้น ดังหลักการทรงงานที่มีพระราชดำรัสว่า ต้องเข้าใจ...เข้าถึง...พัฒนา โดยทำความเข้าใจจาก การรับฟังปัญหาแท้จริงผ่านปากคำราษฎร จากนั้นเข้าถึงความทุกข์และความต้องการ แล้วจึงพัฒนาตามปัญหาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกัน ยังทรงเน้นวิธีประหยัด, ทำได้ง่าย และได้ประโยชน์สูงสุด โดยส่งเสริมให้ประชาชนหาอุปกรณ์ในท้องถิ่น ไม่สิ้นเปลืองเงินทอง และต้องสอดคล้องกับระบบนิเวศของชุมชน บ่อยครั้งจะทรงเลือกใช้หลักธรรมชาติช่วยธรรมชาติ


          อีกหนึ่งองคมนตรีคู่ราชบัลลังก์มานาน “นายธานินทร์ กรัยวิเชียร” ยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงเป็น “พระผู้ทรงมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวไทย” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากจะมีพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณีแห่งการบริหารราชการแผ่นดินต่อนายกรัฐมนตรี 3 ประการ คือ พระราชอำนาจที่จะทรงรับการปรึกษาหารือและพระ ราชทานพระราชดำรัสแนะนำ, พระราชอำนาจที่จะพระราชทานขวัญกำลังใจ และพระราชอำนาจที่จะพระราชทานพระราชดำรัสเตือน แม้ว่าพระองค์จะมีพระราชอำนาจดังกล่าว ก็มิเคยทรงใช้พระราชอำนาจเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์เลย หากแต่ทรงใช้ไปในทางที่จะเกิดประโยชน์สุขแก่บ้านเมืองเท่านั้น ดังนั้น แม้ตามนิติราชประเพณี นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามพระราชกระแสหรือพระราชดำรัสแนะนำตักเตือน แต่ในความเป็นจริง นายกรัฐมนตรีแต่ละคนล้วนกระตือรือร้นที่จะรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม และสนองพระราชกระแสรับสั่งเสมอมา

          “พระมหากษัตริย์นักคิด นักปฏิบัติ เพื่อความสุขของประชาชน” คือคำจำกัดความที่ “พลอากาศเอก กำธน สินธวานนท์” เทิดทูนยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเริ่มเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรตามภูมิภาคต่างๆ ได้ทรงศึกษาและทรงถามไถ่ทุกข์สุขราษฎรถึงความเป็นอยู่ การทำมาหากิน แม้กระทั่งว่า ในการเดินทางมานั้นผ่านอะไรมาบ้าง ทรงรวบรวมรายละเอียดทุกอย่างที่เกี่ยวกับพื้นที่ จนทำให้ทรงได้รับข้อมูลปฐมภูมิว่า การที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ต้องมีน้ำ มีที่ดิน มีพืชพันธุ์ที่ดี และถ้ามีปุ๋ยอีกหน่อยก็วิเศษ เมื่อทรงได้รับข้อมูลและสรุปปัญหาความต้องการ ก็จะทรงพระราชดำริว่า ควรช่วยเหลืออย่างไร จึงเกิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการทั่วประเทศ ซึ่งมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


          นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานที่ดินและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ริเริ่มโครงการส่วนพระองค์และโครงการพัฒนาส่วนพระองค์มาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน จากการแปรพระราชฐานไปจังหวัดต่างๆ ทรงพบว่า เกษตรกรไทยยังประสบปัญหาในการประกอบอาชีพอยู่มาก ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้ประเทศพัฒนาไม่เต็มที่ จึงทรงมุ่งมั่นพัฒนาการเกษตรไทยให้เจริญก้าวหน้า จนเกิดเป็น โครงการส่วนพระองค์เกี่ยวกับการเกษตร สวนจิตรลดา เมื่อปี 2504 ภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน สำหรับเป็นโครงการศึกษาทดลองงานด้านเกษตรเพื่อหาวิธีขจัดปัญหา และนำข้อมูลที่ได้จากการทดลองเป็นต้นแบบให้ประชาชนปฏิบัติต่อไป เพื่อปรับปรุงแก้ไขปัญหาการทำเกษตรกรรม การดำเนินงานของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดามีทั้งโครงการไม่ใช่ธุรกิจ เน้นศึกษาทดลองหาวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องให้เกษตรกร อาทิ การปลูกป่าไม้สาธิต นำพันธุ์ไม้จากทั่วประเทศมาปลูกเพื่อจำลองป่าไม้และระบบนิเวศของป่า, นาข้าวทดลอง นำพันธุ์ข้าวจากทั่วประเทศกว่า 40 สายพันธุ์ ทดลองปลูกภายในโครงการส่วนพระองค์ฯ, การเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลานิล, กังหันลม ศึกษาประโยชน์จากพลังงานลมในการสูบน้ำโดยไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า, ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลม และบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับโครงการกึ่งธุรกิจ เน้นศึกษาทดลองแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตร พร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปราคาย่อมเยา มีครบทั้งกลุ่มงานอุตสาหกรรมนม, ผลิตภัณฑ์ข้าวและแกลบ, อุตสาหกรรมผลไม้และน้ำผึ้ง ตลอดจนกลุ่มงานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง


          โครงการหลวง ยังเป็นหนึ่งในน้ำพระราชหฤทัยยิ่งใหญ่ของพ่อหลวง ที่ทรงก่อตั้งไว้เมื่อปี 2512 เพื่อพระราชทานอาชีพทางเลือกใหม่แก่ชาวไทยภูเขาในภาคเหนือ ซึ่งเดิมปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอย ให้หัน มาปลูกไม้ดอกไม้ผล, พืชผักเมืองหนาวและเลี้ยงปศุสัตว์เพื่อบริโภค สร้างรายได้เลี้ยงตัวเอง ทดแทนการปลูกฝิ่น ถือเป็นแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ทำให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเอง และพิทักษ์รักษาป่าต้นน้ำ ภายใต้โครงการหลวง ประกอบด้วย “งานวิจัย” เพาะเลี้ยงพืชเมืองหนาวและกาแฟ มีสถานีวิจัย 4 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่, “งานพัฒนา” มีศูนย์พัฒนา 34 แห่ง นำผลการวิจัยเผยแพร่สู่ราษฎรชาวไทยภูเขาใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, แม่ฮ่องสอน และพะเยา เพื่อพัฒนาปัจจัยพื้นฐานและคุณภาพชีวิต และ “งานการตลาด” มุ่งวิจัยหลังการเก็บเกี่ยว  เน้นงานขนส่ง, คัดบรรจุ, แปรรูปผลิตภัณฑ์ และวิจัยการตลาด โดยความสำเร็จจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวดอย ทำให้โครงการหลวงได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ ปี 2531


          ผลจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เมื่อปี 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริหลายประการ พร้อมทรงงานอย่างหนักเพื่อหาทางช่วยเหลือราษฎร โดยทรงริเริ่ม โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ เมื่อปี 2540 ด้วยพระราชทรัพย์และที่ดินส่วนพระองค์ เพื่อเป็นต้นแบบให้ราษฎรนำวิธีการไปใช้พัฒนาความเป็นอยู่ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ยั่งยืน ภายใต้โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ ประกอบด้วย 6 โครงการหลัก ดำเนินงานใน 3 รูปแบบคือ “โครงการข้าวครบวงจร” ปลูกข้าวเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรยืมไปปลูกและขายให้โครงการในรูปแบบธนาคารข้าว “โครงการเกษตรแบบผสมผสาน” ปลูกไม้ผล ผักอนามัย ตามความต้องการของตลาด และ “โครงการตลาดเพื่อชุมชน” สนับสนุนการจำหน่ายสินค้าและการจัดหาปัจจัยผลิต


          หากจะยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวว่าทรงเป็น “พระมหากษัตริย์ผู้ให้” คงไม่มีใครอธิบายถึงพระมหากรุณาของพระองค์ได้ลึกซึ้งเท่าองคมนตรี “พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้จักทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย แผนที่ของพระองค์ท่านละเอียดกว่าทุกคน เพราะทรงบันทึกขึ้นจากการเสด็จฯด้วยพระองค์เอง แม้แต่กรุงเทพฯที่เราคุ้นชินและรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ราบเรียบ ก็ทรงรู้ว่า ตรงไหนเป็นที่ต่ำที่สูง อีกหนึ่งงานหลักในหน้าที่องคมนตรีคือ การออกไปเยี่ยมเยียนประชาชนตามภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบเหตุภัยธรรมชาติ ทรงเน้นย้ำเสมอว่า “กำลังใจ” คือสิ่งที่ผู้คนต้องการในยามทุกข์เข็ญ ฉะนั้น หน้าที่ส่วนใหญ่ขององคมนตรีคือ การไปเพื่อให้กำลังใจข้าราชการในท้องถิ่น กับเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบปัญหา พร้อมนำสิ่งของพระราชทานไปมอบให้ เวลาออกไปเยี่ยมพื้นที่ประสบภัย แนวทางหนึ่งที่ได้จากพระองค์คือ การฟังความทุกข์ของประชาชน ฟังว่าเขาคิดจะแก้ไขปัญหาอย่างไร  เราจะไม่เอาความคิดของเราไปใส่เขา “ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทำ เราอย่าไปคิดแทนเขา” ประชาชนทั่วทุกถิ่นต่างมีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ถึงแม้จะไม่มีโอกาสได้เฝ้าฯรับเสด็จ เพราะพระองค์ท่านไม่ได้เสด็จฯแปรพระราชฐานอย่างเมื่อก่อน แต่ในหัวใจคนไทยทุกคน พระองค์ท่านทรงเป็นพระมหากษัตริย์ “ผู้ให้” อย่างแท้จริง.

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้าทีมข่าวสตรีไทยรัฐ