ผู้เขียน หัวข้อ: ♠ เรื่องชวนพิศวง ♠ ปริศนาเพลิงไหม้ และคดีคนหายลึกลับของครอบครัว Sodder ♠  (อ่าน 330 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ PoseidoN

  • ♣ ♦ ♥ ♠ ♠ ♥ ♦ ♣
  • Uploader
  • ****
  • Thank You
  • -Given: 424
  • -Receive: 1732
  • กระทู้: 1808
  • ☆★ Not a Big Deal ★☆
Fire and Mysteries: The Bizarre Case of the Sodder Children
ปริศนาเพลิงไหม้ และคดีคนหายลึกลับของครอบครัว Sodder







ในบรรดาคดีคนหายหลายๆ คดี มีบางคดีที่ดูเหมือนจะยังสร้างความงุนงง และมีความลึกลับซับซ้อน ที่มีหลายคนอยากจะขุดคุ้ยเพื่อหาข้อพิสูจน์ความจริงของคำตอบ บางคดีมีความแปลกพิศวง ยิ่งค้นหา ก็ยิ่งทำให้ปวดหัว ยิ่งพาเราให้ดำดิ่งไปกับความแปลกประหลาด แทนที่จะได้คำตอบ กลับทิ้งเป็นคำถามเพิ่มขึ้นมาอีก หนึ่งในคดีนั้น ที่เราต้องยิ่งให้อยู่ในระดับต้นๆ ที่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้จนรู้สึกน่าหงุดหงิดใจ ก็คือคดีของครอบครัวๆ หนึ่งที่ต้องสูญเสียบ้านของตนเอง และลูกๆ ของพวกเขาต้องหายสาบสูญไปพร้อมกันถึง 5 คนกับเหตุการณ์ไฟไหม้บ้าน ทิ้งไว้เป็นปมปริศนาที่ต้องทิ่มแทงหัวอกคนเป็นพ่อแม่ให้ต้องดำเนินชีวิตที่เหลือไปพร้อมกับเงื่อนงำน่าฉงน และหลักฐานอะไรบางอย่างที่บ่งบอกว่าลูกๆ ของพวกเขาน่าจะยังมีชีวิตอยู่ มันเป็นคดีที่รายล้อมไปด้วยเบาะแสแปลกๆ มีความเกี่ยวข้องกับคนที่แสดงพฤติกรรมแปลกๆ มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แปลกๆ อื่นๆ อีกมากมาย จนทำให้ครอบครัวรู้สึกว่าตกอยู่วงจรอะไรซักอย่างที่ลึกลับ ที่พวกเขาไม่สามารถจะหนีหลุดพ้นไปได้ จนได้รับตำแหน่งเครื่องเตือนใจที่แปลกประหลาดสุดๆ เรื่องหนึ่งของประเทศอเมริกา กับเรื่องราวการหายตัวลึกลับที่น่าขนลุกที่สุดเรื่องหนึ่ง

เรื่องราวความเป็นมานั้นเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสของปี 1945 ในเมืองเล็ก ของชนชั้นกลางๆ อย่างเมืองแอปพาลาเชีย (Appalachia) ของเฟเอิท์ทวิลล์ (Fayetteville), เวสท์เวอร์จิเนีย (West Virginia) เป็นสถานที่อยู่พักอาศัยของครอบครัวซอดเดอร์ (the Sodder family) ซึ่งประกอบไปด้วยคุณพ่อจอร์จ (George Sodder) คุณแม่เจนนี่ (Jennie Sodder) และลูกๆ ของพวกเขาอีก 9 คน จาก 10 คน เพราะอีก 1 คนทำงานเป็นทหารรับใช้ชาติ เมื่อถึงเวลาเข้านอน เด็กๆ 5 คน ได้แก่ มอริส (Maurice) อายุ 14 ปี, มาร์ธา (Martha) อายุ 12 ปี, ลูอิส (Louis) อายุ 10 ปี, เจนนี่ (Jennie) อายุ 8 ขวบ และเบททิ (Betty) อายุ 6 ขวบ ขอร้องพ่อแม่ของเขาเพื่ออยากจะนอนดึกในคืนนั้น เพื่อที่จะได้เล่นของเล่นได้เพิ่งได้รับจากแมเรี่ยน (Marian) พี่สาววัย 17 ปี โดยที่แรกคุณแม่ก็ไม่ยอม แต่ก็ตกลงกันได้ว่าหากเด็กสัญญาว่าจะปิดไฟ และล็อคประตูก่อนขึ้นนอน ก็จะอนุญาตให้เป็นพิเศษ ซึ่งเด็กๆ ก็รับปากจะทำตามเงื่อนไข จากนั้นคุณแม่เจนนี่ก็กลับไปเข้านอนของเธอตามปกติกับคุณสามีจอร์จ, ลูกชายวัย 23 จอห์น (John), ลูกชายวัย 16 จอร์จ จูเนียร์ (George Jr.), และลูกสาววัย 2 ขวบ ซิลเวีย (Sylvia)



ในเวลาเช้าวันใหม่ที่มืดมิด และหนาวเย็นของวันคริสต์มาส เจนนี่ต้องตกใจสะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง เป็นความแปลกประหลาดนิดๆ ที่มีเสียงโทรศัพท์มาในช่วงเวลาเช่นนี้ เธอไม่ได้คิดอะไรมาก จึงพยายามพลักร่างของตนเองลุกขึ้นจากเตียงนอน เดินไปรับโทรศัพท์ตามปกติในขณะที่สามี และลูกๆ กำลังนอนหลับ เมื่อเจนนี่รับสาย เธอได้ยินเสียงผู้หญิงดังมาจากฟากหนึ่งของต้นสายสัญญาณ เป็นเสียงที่เธอไม่คุ้นเคย ต่อมาเริ่มได้ยินเสียงคนหัวเราะ เสียงคนพูดคุยกัน เสียงเคาะแก้ว เสมือนว่ามีคนกำลังจัดงานสังสรรค์กัน ผู้หญิงแปลกหน้านั้นขอที่จะพูดสายกับผู้ชายบางคนที่เธอเองก็ไม่รู้จัก เจนนี่จึงตอบไปด้วยมารยาทว่าผู้หญิงคนนั้นน่าจะโทรผิดเบอร์ หญิงแปลกคนนั้นก็หัวเราะกลบเกลื่อน แล้วจึงวางสายไป นั่นเป็นช่วงเวลาที่เจนนี่สังเกตเห็นว่าไฟจากชั้นล่างไม่ได้ปิด เธอจึงคิดว่าพวกเด็กๆ คงอยู่ดึก เล่นกันเพลินจนลืมปิดไฟ เธอจึงได้เดินลงบันไดมาเช็คดู กลับพบว่านอกจากไฟจะไม่ได้ปิดแล้ว ผ้าม่านยังเปิดกว้าง และประตูหน้าบ้านก็ไม่ได้ล็อค ทำให้รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เธอสงสัยว่าทำไมเด็กๆ ถึงไม่รักษาคำพูด ทำไมถึงได้ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ เธอบ่นๆ กับตัวเอง แล้วก็ไปปิดไฟ ปิดผ้าม่าน ปิดปะตูก่อนจะขึ้นไปนอนตามปกติ

ขณะที่เจนนี่กำลังจะเข้าสู่ภวังค์ เวลาประมาณตี 1 ครึ่ง เธอต้องตกใจตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เธอได้ยินเสียงดังมาจากภายนอกบ้าน เสียงนั้นคล้ายกับก้อนหิน หรือก้อนอะไรซักอย่างที่มีน้ำหนักตกกระทบบนหลังคาบ้าน และกลิ้งตกลงมาข้างตัวบ้าน ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีควันลอยมาตามอากาศ เข้ามาในห้องนอนเป็นสายยาวๆ เจนนี่รีบวิ่งกรูไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เธอพบว่ามีห้องๆ หนึ่งในตัวบ้านกำลังลุกไหม้ เธอจึงรีบไปปลุกสามีและลูกๆ ด้วยความตื่นตระหนก เจนนี่และจอร์จต่างพากันส่งเสียงโวยวายให้ทุกคนในบ้านตื่นนอน และรีบออกไปยังนอกตัวบ้านโดยไว เปลวไฟ และหมอกควันทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง กระจายไปสู่บริเวณต่างๆ ในตัวบ้าน ทุกคนก็รีบออกไปตั้งหลักที่บริเวณลานหน้าบ้าน และนับจำนวนคน พบว่าซิลเวีย วัย 2 ขวบ ยังอยู่ในบ้าน ซึ่งยังคงนอนอยู่ในห้องนอนของเจนนี่ ส่วนแมเรี่ยน จอห์น และจอร์จ จูเนี่ยร์ นั้นสามารถหนีตาย กระโดดออกหน้าต่างชั้นบน มาอยู่นอกบ้านได้อย่างปลอดภัย และทว่าเด็กๆ คนอื่นๆ กลับไร้วี่แวว



จากการสันนิษฐานคร่าวๆ เข้าใจว่าเด็กทั้ง 5 คน ยังคงติดอยู่ในบ้าน จอร์จจึงพยายามจะฝ่ากลับเข้าไปช่วยเหลือ แต่ว่าควันไฟ และเปลวเพลิงที่ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ทำให้จอร์จไม่สามารถเข้าประตูหน้าบ้านได้โดยง่าย เขาจึงตัดสินใจพังหน้าต่างชั้นล่างเข้าไป ทำให้เศษกระจกบาดแขนและมือของเขาไปหลายแผล จอร์จเห็นได้ชัดเจนว่าไฟกำลังลุกไหม้อย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงบริเวณทางเดินบันไดขึ้นไปชั้นสอง จอร์จจึงตัดสินใจกลับออกมาอีกครั้ง โดยหวังว่าจะหาบันไดลิงมาปีนขึ้นหน้าต่างชั้นสอง แต่ปรากฎว่าบันไดลิงหายไปอย่างพิศวง เขาจึงแก้ไขสถานการณ์โดยจะขับรถบรรทุกถ่าน 2 คันมาจอดข้างๆ ตัวบ้าน เพื่อจะได้ใช้ปีนขึ้นไปชั้นบน แต่กลับโชคร้าย เพราะไม่มีรถคนไหนใช้งานได้เลย แม้ว่าเมื่อวานจะยังสามารถใช้ได้ตามปกติ ดูเหมือนว่าความโชคร้ายจะเกิดขึ้นกับครอบครัวนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะว่าน้ำที่มีก็แช็งจนเป็นน้ำแข็งไปหมด ไม่สามารถนำมาดับไฟได้ ทางด้านลูกสาวแมเรี่ยนเองก็เร่งไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ให้โทรศัพท์ไปแจ้งเหตุร้ายกับทางหน่วยดับเพลิง แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครพยายามโทรไปแจ้งเหตุ แต่เพื่อนบ้านแต่ละคนไม่สามารถโทรไปแจ้งได้ เหมือนสัญญาณโทศัพท์เกิดปัญหาขัดข้อง สุดท้ายแล้วหนึ่งในเพื่อนบ้านก็เร่งขับรถเข้าไปในตัวเมือง เพื่อไปแจ้งเหตุกับเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่ด้วยช่วงเวลาที่ช้าเกินกาล ทำให้ตัวบ้านถูกไฟเผาไหม้ไปมาก จนบ้านทรุดตัวพังทลายลงในเวลาเพียง 45 นาที และด้วยความน่าเหลือเชื่อ เนื่องจากความล้าสมัยของเสาสัญญาณโทรศัพท์ในสมัยนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ต้องใช้เวลาติดต่อกันนานกว่าจะรวบรวมกำลังคน แล้วเข้าช่วยเหลือในที่เกิดเหตุ ก็กินเวลาล่วงเลยไปจนถึง 8 โมงเช้า ช้าเสียจนทุกสิ่งทุกอย่างไหม้เป็นเถ้าถ่านหมดแล้ว เศษซากกองทับถมกัน แต่มอริส มาร์ธา ลูอิส เจนนี่ และเบททิ ยังคงไร้ซึ่งวี่แวว ทำให้สันนิษฐานว่าพวกเด็กนั้นเสียชีวิตในกองเพลิงแล้ว

ผลพิสูจน์หลักฐานหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ สรุปว่าเป็นเพราะไฟฟ้าลัดวงจรจากไฟประดับต้นคริสต์มาสที่ทางครอบครัวประดับตกแต่ง แต่น่าแปลกใจยิ่ง หลังจากตรวจสอบเศษซากของตัวบ้าน กลับไม่พบซากมนุษย์แต่อย่างใด หัวหน้านักดับเพลิงกล่าวว่าเปลวเพลิงมีความรุนแรงมาก เผาไหม้ทุกอย่างลงอย่างรวดเร็ว จึงคาดว่าน่าจะเผาร่างของเด็กจนไม่เหลือซาก เพราะโดยปกติการเผาศพจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ด้วยความร้อน 2,000 องศา (ฟาห์เรนไฮต์) แต่ว่าตัวบ้านถูกเผาไหม้จนหมดภายเวลาในไม่ถึงชั่วโมง เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง คิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะพบเศษซากกระดูกหลงเหลือปนๆ กับเถ้าถ่านอยู่บ้าง แต่กรณีนี้กลับไม่พบแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม ทางการพิจารณาให้เด็กที่สูญหายว่าเสียชีวิตแล้ว พร้อมทั้งออกใบมรณบัตรให้แก่ญาติๆ ทั้งๆ ที่ไม่ยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจน ทางครอบครัวซอดเดอร์ต่อมาได้ถมดินทับ เพื่อปลูกต้นไม้ ดอกไม้เป็นไว้อาลัยกับความสูญเสีย กับเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะมองว่าคดีนี้จบไปแล้ว แต่สำหรับครอบครัวนี้มองว่า เรื่องนี้มันยังสรุปไม่ได้



แม้ว่าจะมีรายงานสรุปผลอย่างเป็นทางการออกมาชี้แจง แต่ทางครอบครัวซอดเดอร์เริ่มจะออกตามหาปริศนาที่ค้างคาใจจากกองเพลิง ว่าทำไมไม่มีใครได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กๆ ที่พยายามหนีตายมาจากหน้าต่างเลย เจนนี่และจอร์จจึงสงสัยว่าลูกๆ ของเขาอาจจะออกมาแล้วโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง และยังคงมีชีวิตอยู่ซักแห่งหนึ่ง พวกเขาเริ่มสืบหาหลักฐาน และเริ่มพบว่ามีรายละเอียดแปลกๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า จอร์จจำได้ว่าไม่ 2-3 เดือนก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาที่บ้าน เพื่อจะขอยืมรถบรรทุกถ่านไปใช้ และได้พูดทิ้งท้ายอย่างลอยๆ ว่า กล่องอุปกรณ์ไฟฟ้า (fuse box) ที่ใช้อยู่จะทำให้เกิดไฟไหม้ซักวัน ซึ่งขณะนั้นจอร์จก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จนทำให้ตอนนี้จอร์จรู้สึกว่าคำพูดนั้นเป็นลางร้ายให้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา นอกจากนี้ลูกคนโตของครอบครัวซอดเดอ์จะเคยสังเกตเห็นรถตู้แปลกๆ ขับมาจอดบริเวณใกล้ๆ หลายครั้ง ซึ่งเห็นว่าคนขับกำลังตั้งใจมองพวกเด็กๆ ที่กลับมาหลังเลิกโรงเรียน มีคนพบเห็นชายแปลกๆ คนหนึ่งพยายามจะเข้าไปในโรงรถขณะเกิดเพลิงไหม้ และขโมยบันไดลิงออกไป แล้วเห็นว่าชายคนนั้นใช้บันไดลิงปีนขึ้นไปตัดสายโทรศัพท์ และพยายามจะขโมยสิ่งของอื่นๆ จากในโรงรถอีก มีคนขับรถเมล์พบเห็นว่ามีใครบางคนกำลังปาลูกไฟใส่ตัวบ้าน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเสียงดังบนหลังคาบ้าน นอกจากนี้ช่างซ่อมสายโทรศัพท์บอกว่า สายสัญญาณนั้นดูเหมือนจะถูกตัดให้ขาดมากกว่าจะเสียหายจากการเผาไหม้ ทำให้ทางครอบครัวยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิมว่า สาเหตุของเพลิงไหม้น่าจะเป็นอะไรที่มากกว่าไฟฟ้าลัดวงจรแน่ๆ

และที่น่าขนลุกไปยิ่งกว่านั้น มีรายงานหลายแหล่งข่าวบอกว่ามีการพบเห็นเด็กที่หายตัวว่ายังมีชีวิต หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ มีผู้หญิงคนหนึ่งอ้างว่าเห็นเด็กอยู่ในรถคันหนึ่งขณะกำลังแล่นออกจากจุดเกิดเหตุ มีพนักงานร้านอาหารพบเห็นเด็กๆ ขณะกำลังรับประทานอาหารในช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ อ้างว่าเขาเป็นคนนำอาหารไปเสิร์ฟให้เด็กๆ เองกับมือ ซึ่งร้านอาหารนั้นอยู่ห่างจากเฟเอิท์ทวิลล์ประมาณ 50 ไมล์ และยังมีผู้พบเห็นเด็ก 4 จาก 5 คน ในโรงแรมเห่งหนึ่งใน ชาร์ลส์ตัน (Charleston), เซาท์แคโรไลน่า (South Carolina) หลายจากเกิดเหตุเพลิงไหม้เพียง 1 อาทิตย์ พยานผู้พบเห็นยังบอกอีกว่า
“พวกเด็กเดินทางมากัผู้หญิง 2 คน และชายอีก 2 คน คนเหล่านั้นมีสำเนียงอิตาลี ชั้นจำวันที่แน่นอนไม่ได้นะ แต่คนพวกนั้นเข้ามาจองห้องพักขนาดใหญ่ห้องเดียว ที่มีหลายๆ เตียงนอน พวกเขาเข้ามาพักตอนประมาณเที่ยงคืน ชั้นพยายามจะคุยกับพวกเด็กด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่คนเหล่านั้นมีท่าทางที่ไม่เป็นมิตร แถมยังไม่ให้ชั้นพูดคุยกับพวกเด็กๆ หนึ่งในนั้นหันมามองชั้นด้วยท่าทางที่อาฆาต แล้วก็หันกลับไปคุยกันด้วยภาษาอิตาลี จากนั้นไม่นานทุกคนก็หยุดสื่อสารกับชั้น นั่นทำให้ชั้นอึ้งไปพักใหญ่ๆ และชั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย และสุดท้ายพวกเขาก็จากไปในเช้าวันรุ่งขึ้น”



สิ่งนี้น่าจะเป็นเหมือนแสงทางสว่างให้พบเจอหลักฐาน อย่างน้อยครอบครัวซอดเดอร์ก็มั่นใจว่าเด็กๆ ยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ได้เสียชีวิตตามที่ได้สรุปความ แต่กลับกลายเป็นเรื่องลักพาตัวเสียมากกว่า พวกเขาจึงไปเข้าไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อขอรื้อฟื้นคดีและขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ยืนกรานว่าไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ที่จะระบุว่ามีการก่อคดี จึงไม่สามารถกระทำการได้ ทางครอบครัวซอดเดอร์จึงเข้าไปขอความช่วยเหลือจากทางเจ้าหน้าที่ FBI แต่ก็ถูกบอกกลับมาว่าเป็นคดีของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในความดูแลของพวกเขา จึงไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากจะมีคำสั่งมา ซึ่งก็คงเป็นไปได้ยาก ดูเหมือนจะไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากเจ้าหน้าที่หลายๆ ฝ่ายเลย ด้วยเหตุนี้พวกเขาคงต้องพึ่งพาตนเอง

ในขณะเดียวกัน คดีนี้ยิ่งเพิ่มความพิศวงมากขึ้นๆ ทางครอบครัวได้ว่าจ้างนักสืบส่วนตัวช่วยสืบหาหลักฐาน พบว่าคนขายประกันที่เคยมีปากเสียงรุนแรงกับจอร์จ หลายอาทิตย์ก่อนจะเกิดเหตุสะเทือนใจ มีส่วนร่วมในการสรุปเหตุเพลิงไหม้ในคดีความ และเคยเตือนจอร์จ (ขณะมีปากเสียงกัน) ให้ระวังเรื่องไฟไหม้บ้าน และจะเกิดเรื่องไม่ดีกับลูกๆ ของเขา เมื่อจอร์จกลับไปตรวจสอบเศษซากตัวบ้าน เพื่อหาหลักฐานที่อาจจะตกหล่นจากการตรวจสอบคราวที่แล้ว พบเจอกล่องบรรจุระเบิดไดนาไมต์ ใกล้ๆ กันพบเจอชิ้นส่วนอวัยวะบางอย่าง น่าแปลกว่าอวัยวะนั้นไม่เผาไหม้เลย ซึ่งต่อมาตรวจสอบพบว่าเป็นชิ้นส่วนตับวัว ที่สดใหม่พอจะนำไปวางไว้หลังเกิดเหตุ และที่น่าแปลกก็คือ คนที่นำอวัยวะชิ้นนั้นไปวาง ก็คือ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเอง จึงทำให้ทางครอบครัวคิดว่าหากทางครอบครัวพบเจอชิ้นส่วนอวัยวะบางอย่าง คงทำให้พวกเขาหยุดสืบหาหลักฐานต่อ

แผนการพยายามปกปิดความจริงด้วยฝีมือเจ้าหน้ายังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะทางครอบครัวซอดเดอร์ต่อมาได้พบเศษกระดูกสันหลัง 4 ชิ้น หลังจากขุดคุ้ยดูในซากมากขึ้น ด้วยความช่วยเหลือจากนักพยาธิวิทยา ออสก้า ฮันเทอร์ (Oscar B. Hunter) กระดูกทั้ง 4 ชิ้นไม่ได้ถูกเผาไหม้แต่อย่างใด และยังพบว่ามาจากใครซักคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครือญาติของครอบครัวนี้ เป็นเด็กอายุราวๆ 16-22 ปี เนื่องจากว่าซากชิ้นส่วนกระดูกที่พบเจอไม่ได้มีความเสียหายจากการเผาไหม้เลย และยังไม่ใช่ของเด็กทั้ง 5 คนที่กำลังตามหา จึงทำให้สงสัยว่าชิ้นส่วนเหล่านั้น มีคนนำมาวางไว้หลังจากเกิดเหตุ หรือว่ามาพร้อมกับการถมดินก่อนหน้านี้ สิ่งนี้ไม่ใช่ของเด็กๆ อย่างแน่นอน หรือจริงๆ แล้วจะเป็นชิ้นส่วนของใครซักคนที่เสียชีวิตในเหตุเพลิงมัจจุราชกันแน่



ทางครอบครัวซอดเดอร์ยังคนเชื่อมั่นว่าลูกๆ ของพวกเขาได้ถูกลักพาตัวไป จึงได้ตั้งป้ายประกาศตามหาคนหาย แสดงเป็นภาพถ่ายของเด็ก 5 คน ตั้งเงินรางวัล 5,000 เหรียญ (ซึ่งมีแนวโน้มจะกลายเป็น 10,000 เหรียญในอีกไม่นาน) สำหรับข้อมูลเบาะแสใดๆ ที่นำไปสู่การพบเจอเด็กๆ ที่สูญหาย กาลเวลาผ่านไปหลายปี ดูเหมือนว่าจะมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างที่น่าแปลกใจ มีเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อจอร์จกำลังดูมองภาพถ่ายเด็กนักเรียนในนครนิวยอร์ค เขาเห็นเบททิ ลูกสาวของเขาที่หายตัวไปอยู่ในกลุ่มเด็กนักเรียนกลุ่มนั้น เขาจึงเชื่อมั่นว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นต้องใช่ลูกสาวของเขาอย่างแน่นอน จึงได้ขับรถออกตามหาอย่างทันที จนกระทั่งไปถึงนิวยอร์ค ได้เข้าไปพูดคุยกับทางครอบครัวของเด็กคนนั้น แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะให้จอร์จพบเจอกับเด็กหญิงคนนั้น เนื่องจากไม่มีหลักฐานใดมาอ้างอิงการลักพาตัว นอกจากแรงจูงใจที่จอร์จเชื่อมั่นด้วยตัวของเขาเอง เขาจึงต้องเดินทางกลับบ้านด้วยความหงุดหงิด และผิดหวังเป็นที่สุด อีกเหตุการณ์คือ ทางครอบครัวซอดเดอร์ได้รับจดหมายจากเซนต์หลุยส์ (St. Louis) อ้างว่ามาร์ธาลูกสาวที่อายุมากสุดในบรรดาเด็ก 5 คน ได้พักอาศัยในโบสถ์แม่ชีแห่งหนึ่งบริเวณนั้น แต่ตอนนี้ถูกส่งกลับยังอิตาลี เพื่อไปอยู่กับญาติห่างๆ ของเจนนี่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีข่าวคราวการพบเห็นเด็กๆ จากหลายๆ ที่ บ้างก็มีข่าวลือต่างๆ นานาว่า เด็กๆ ถูกส่งไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า บ้างก็ลือว่าถูกลักพาตัวโดยมาเฟียผู้มีอิทธิพล แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีมูลความจริงที่ชัดเจน

จอร์จใช้เวลาอยู่หลายปีจ้างวานนักสืบส่วนตัวหลายคน ขับพาไปต่างสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ก็ไม่พบวี่แววใดๆ อย่างไรก็ดี เขาไม่เคยจะลดละความพยายาม ได้แต่หวังว่าความจริงจะปรากฎซักแห่งหนใดซักที่หนึ่ง บางทีเบาะแสที่มีความเป็นไปได้มากๆ เกิดนั้นในช่วงปี 1968 มีหัวข้อในแม็กกาซีนถูกเขียนโดยนักสืบคนหนึ่งได้สร้างความตื่นตัวเหตุการณ์นี้ กล่าวว่าในเช้าวันหนึ่ง เจนนี่ได้ออกไปเช็คกล่องรับจดหมายที่ระบุถึงตัวเธอ เห็นตราประทับว่ามาจากเคนทัคกี้ (Kentucky) แต่ไม่ได้ระบุที่อยู่ผู้ส่ง ภายในจดหมายเป็นรูปถ่ายของเด็กหนุ่มวัยอยู่ช่วง 20-30 ปี ที่มีรูปลักษณ์ละม้ายคล้ายกับลูอิส ลูกชายของเธอ ซึ่งตอนที่หายตัวขณะนั้นอายุเพียง 9 ขวบ ด้านหลังภาพถ่ายเขียนข้อความว่า “Louis Sodder. I love brother Frankie. Ilil Boys. A90132 or 35.” เจ้าหน้าที่ให้ความเห็นว่า เป็นเพียงแค่ข่าวลือสร้างกระแสที่ทำให้ไขว้เขว แต่ทางครอบครัวซอดเดอร์เชื่อว่านั่นเป็นลูกชายของเขาที่หายสาบสูญไป พวกเขาจึงจ้างวานนักสือส่วนตัวเพื่อออกเดินทางไปยังเคนทัคกี้ เพื่อตามหาที่ไปที่มาของจดหมายฉบับนี้ แต่ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น หลังจากที่นักสืบเดินทางไปถึงเคนทัคกี้ ก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่สามารถติดต่อ หรือได้ยินข่าวคราวอีกเลย ภาพถ่ายที่ส่งมา ที่ไปที่มาของจดหมาย ความหมายแฝงในข้อความที่เขียน และอะไรเป็นสาเหตุของการหายตัวปริศนาของนักสืบ ยังคงเป็นเรื่องชวนพิศวงมาจนถึงทุกวันนี้

จอร์จ ซอดเดอร์ได้เสียชีวิตในปีต่อมา โดยยังไม่สามารถหาความจริงได้ว่า อะไรเกิดขึ้นกับลูกๆ อันเป็นที่รักของเขา แต่ยังคงเชื่อมั่นเสมอมาว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ อยู่ที่ไหนซักแห่ง ต่อมาเจนนี่ ซอดเดอร์ก็เสียชีวิตลงในปี 1989 ด้วยความเชื่อมั่นเช่นเคยว่าลูกๆ ของเธอไม่ได้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้แต่อย่างใด สมาชิกครอบครัวซอดเดอ์ที่เหลือยังดำเนินรอยตามเจตนารมณ์เดิมอย่างอดทนแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อย ให้ความสนใจ และติดตามทุกๆ เบาะแสที่แจ้งเข้ามา แต่ก็ไม่เคยเข้าใกล้ความเป็นจริงแต่อย่างใด ยังไม่มีข้อมูลจะเพิ่มความกระจ่างว่าอะไรเกิดขึ้นกับพี่น้องของพวกเขา และทุกวันนี้ครอบครัวซอดเดอร์ก็เหลือเพียงซิลเวียเพียงคนเดียว ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเด็กแบเบาะในเหตุการณ์เพลิงไหม้ แต่ตอนนี้เป็นหญิงสูงวัย ที่บอกว่าเหตุการณ์ในคืนวันนั้นเป็นความจำที่เลวร้ายล่าสุดที่เธอจำได้ และยังคงเชื่ออย่างเต็มอกว่าพี่น้องของเธอไม่ได้สูญหายไปกับเปลวไฟ เธอยังคงใช้เวลาเสาะหาเงื่อมงำต่างๆ ที่อาจจะจุดแสงสว่างแห่งความจริงได้ ทุกวันนี้ป้ายประกาศตามหาคนไม่มีอยู่แล้ว สถานที่เกิดเหตุสลดก็มีครอบครัวอื่นมาสร้างบ้านหลังใหม่ และพักพิงอยู่อาศัยเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ปี 1945 แล้ว และก็ยังไม่มีข้อมูลใดจะมาคลี่คลายปมปริศนาชิ้นนี้ได้จนบัดนี้ ทิ้งไว้เป็นจิ๊กซอชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา



เกิดอะไรขึ้นกับเด็กๆ ของครอบครัวซอดเดอร์? จริงๆ แล้วพวกเด็กเสียชีวิตไปกับกองเพลิงอย่างที่เจ้าหน้าที่สรุปผลหรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วเกิดอะไรขึ้นกับซากศพพวกเขา? แล้วเหตุการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับคดีนี้หล่ะ! เช่นมีคนลึกลับมาเฝ้ามองเด็กๆ หลังเลิกเรียน มีคำพูดแปลกๆ เกี่ยวกับกล่องอุปกรณ์ไฟฟ้า สายโทรศัพท์ที่ถูกตัด สายไฟที่ถูกตัด บันไดลิงที่หายไป รถบรรทุกถ่านที่ใช้งานไม่ได้ ลูกไฟที่ถูกปาใส่หลังคาบ้าน โทรศัพท์แปลกๆ ที่โทรเข้ามา ชายปริศนาที่ขโมยของบางอย่างในโรงรถ การคุกคามแปลกๆ จากคนขายประกัน พฤติกรรมแปลกๆ ที่เจ้าหน้าที่เหมือนพยายามปกปิดอะไรบางอย่าง การพบเจอตับวัว และชิ้นส่วนกระดูกในสถานที่เกิดเหตุ ข่าวการพบเจอเด็กที่หายไปตามสถานที่ต่างๆ เป็นเวลาหลายปี? จริงๆ แล้วใครคือคนที่อยู่ในภาพถ่ายปริศนา ที่ส่งกลับมาให้เจนนี่ในปี 1968 กันแน่ และจดหมายนั้นมาจากแห่งใด? เกิดอะไรขึ้นกับนักสืบที่หายตัวไปอย่างไรร่องรอยกันแน่? แล้วใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดนี้?

คดีเด็กครอบครัวซอดเดอร์หายถูกแพร่กระจายไปพร้อมๆ กับความแปลกฉงนใจ พร้อมๆ กับข้อมูลหลายๆ อย่างที่ขัดแย้งกันไปมา ทำให้ยากต่อการทำความเข้าใจ เป็รเรื่องราวที่อบอวลไปด้วยคำถาม เงื่อนงำ นัยยะแอบแฝง เหตุการณ์ไม่ปกติ ที่สร้างความน่าสนใจให้กับเหล่านักสืบหน้าใหม่เสมอๆ อย่างไรก็ตามแม้จะมีหลักฐาน ข้อโต้แย้ง หรือทฤษฎีใดๆ ที่เกี่ยวข้อง พวกเราก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถเข้าใกล้ความเข้าใจถึงความจริงของเหตุการณ์ หรือชะตากรรมของเหล่าเด็กๆ และก็ยังไม่มีเบาะแสใดๆ ที่จะเชื่อมโยงไปสู่ผลสรุปของคดีนี้เลย แม้ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลยมาจนกระทั่งสมาชิกในครอบครัวซอดเดอร์จะเหลือเพียงไม่กี่ชีวิตแล้ว ไม่ว่าคำตอบที่แท้จริงจะเป็นเช่นไร มันก็ดูเหมือนจะจางหายไปกับควันไฟ พร้อมกับบ้านหลังนั้นที่ถูกเพลิงพิโรธกลืนกินไปเมื่อหลายสิบปีก่อน



...แล้วคุณหล่ะ คิดว่าอะไรคือความจริงของเหตุการณ์แปลกๆ นี้กันแน่!?



Translator: PoseidoN
Source: http://mysteriousuniverse.org


<a href="http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/creepy hour_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=10&amp;autostart=yes" target="_blank" class="new_win">http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/creepy hour_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=10&amp;autostart=yes</a>