ผู้เขียน หัวข้อ: ♠ เรื่องชวนพิศวง ♠ ความลี้ลับของดาบอาถรรพ์และดาบวิเศษแห่งประเทศญี่ปุ่น ♠  (อ่าน 103 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ PoseidoN

  • ♣ ♦ ♥ ♠ ♠ ♥ ♦ ♣
  • Uploader
  • ***
  • Thank You
  • -Given: 419
  • -Receive: 1600
  • กระทู้: 1751
  • ☆★ Not a Big Deal ★☆
The Mysterious Cursed and Magic Swords of Japan
ความลี้ลับของดาบอาถรรพ์และดาบวิเศษแห่งประเทศญี่ปุ่น







เรื่องราวอัศจรรย์พื้นบ้าน เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องดาบวิเศษ หรือดาบอาถรรพ์ยังคงแฝงอยู่ในประวัติศาสตร์ และกลายเป็นตำนานของหลากหลายวัฒนธรรมทั่วทุกมุมโลก แน่นอนว่ามีผืนที่ที่หนึ่งซึ่งมีเรื่องเล่าขานปะปนกลมกลืนไปกับประวัติศาสตร์ของมันมาไม่น้อย นั่นคือ ประเทศญี่ปุ่น

ด้วยประวัติความเป็นมาที่ยาวนานของระบบชนชั้นศักดินา การออกรบ ทำสงคราม และนักรบซามูไรทั้งหลาย ดาบ หรือที่เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า คาตานะ (katana) จะมีความยาวมากกว่าอาวุธชนิดอื่นๆ เป็นสิ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นวัตถุที่มีความน่าเคารพยำเกรง และยังเป็นอุปกรณ์ในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

สำหรับกลุ่มซามูไรแล้ว คาตานะของพวกเขา เปรียบเสมือนส่วนเติมเต็มในการสู้รบ และยังเป็นหลักฐานแสดงถึงหยาดเหงื่อ ความประณีต และความเอาใจใส่ของคนตีดาบทั้งหลาย ที่มุ่งหวังอยากให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงคุณภาพ ความงดงาม และความอันตรายของดาบเช่นกัน

ถ้าหากพูดถึงประสิทธิภาพอันลึกล้ำ น่าเกรงขาม และความลงตัวของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และตำนานของคาตานะแล้ว ก็คงไม่น่าแปลกใจมากนัก ที่จะมีเรื่องเล่าพิศวงเกี่ยวกับความพิเศษของดาบ และเนื่องด้วยศึกสงครามฟาดฟันกันระหว่างเหล่าซามูไร รวมถึงบรรดานักตีดาบทั้งหลาย ที่ต้องลงทุน ลงแรง พยายามสร้างดาบให้แกร่งเท่าที่จะทำได้ กลายมาเป็นพลังงานลึกลับแอบแฝงจนทำให้คาตานะเหล่านั้นมีพิเศษมากขึ้น



ในบรรดานักตีดาบที่ยิ่งใหญ่ และมีชื่อเสียงโด่งดังแห่งประเทศญี่ปุ่น มีชายผู้หนึ่งนามว่า มุรามะสะ เซ็นโกะ (Muramasa Sengo) เป็นบุคคลที่ดำรงชีวิต และประกอบอาชพเป็นนักตีดาบอยู่ในยุค มุโรมาชิ (ศตวรรษที่ 14-15) ทั้งตัวมุรามะสะ และโรงเรียนตีดาบของเขานั้นมีชื่อเสียงในเรื่องคุณภาพ และความคมของใบมีดดาบ ซึ่งมีราคาสูงลิ่ว และเป็นที่ต้องการอย่างมากในเหล่านักรบ และกลุ่มแม่ทัพทั้งหลาย

แท้จริงแล้ว มุรามะสะ ถูกกล่าวขานว่าเป็นนักตีดาบฝีมือฉมังชั้นเลิศคนหนึ่งที่เคยมีมา แต่ทว่าตัวเขาเองก็มีชื่อเสียงด้านลบ จนทำให้ผู้คนต่างเชื่อว่าคาตานะที่เขาสร้างนั้นต้องคำสาปอาถรรพ์

มีข่าวลือหนาหูมากมาย เกี่ยวกับบุคลิกที่แลดูไม่เป็นมิตร แอบแฝงด้วยความชั่วร้ายเสมือนดั่งยาพิษ นอกจากความอัจฉริยะในการสรรสร้างอาวุธที่คนทั่วไปจะเห็นจากตัวเขาได้แบบผิวเผิน แต่ว่ากันว่ามุรามะสะเป็นคนค่อนข้างเสียสติ หลุดโลก พร้อมที่จะระเบิดความโกรธได้ตลอดเวลา จนคนรอบกายต้องหวาดกลัว

ด้วยสติที่ไม่คงที่เช่นนี้ ที่เป็นความบ้าบิ่น ปนๆ ผสมกับความชื่นชอบความสมบูรณ์แบบอย่างไม่มีสิ้นสุด และความหลงใหลในการสร้างดาบที่ทรงพลัง ทำให้เกิดเป็นพลังงานบางอย่างปะปนลงไปในผลงานต่างๆ ที่เขาสร้างขึ้น ทำให้ดาบเหล่านั้นถูกผสมความเฉลียวฉลาด ความกระหายเลือด ความตั้งใจ และความบ้าคลั่งลงไป บางคนก็เล่ากันว่ามุรามาสะ มีพฤติกรรมแปลกๆ ที่มักจะชอบคุยพรึมพรำกับดาบ ในทำนองที่ว่า ใครก็ตามที่ยอมสยบ อยู่ใต้อาณัติของดาบของเขา ผู้นั้นจะกลายเป็นจอมพิฆาตที่ยิ่งใหญ่

อำนาจมืด และความชั่วร้าย ได้กลายเป็นคุณสมบัติหลอมรวมเข้ากับดาบ ทำให้ต่างเชื่อกันว่าดาบนั้นมีจิตวิญญาณ และพยายามจะควบคุมจิตใจผู้ที่ครอบครอง ให้กลายเป็นนักสู้เลือดเดือด หรือบางครั้งก็มอบการต่อสู้ที่ลึกล้ำให้กับเจ้าของ โดยการให้ความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ และสามารถทนความบาดเจ็บจากการต่อสู้ได้อย่างอัศจรรย์

ดาบอาถรรพ์มุรามาสะถูกกล่าวขานว่ามีความกระหายเลือดอย่างน่าพิศวง คือหากไม่ได้อาบเลือดศัตรู เจ้าของดาบก็อาจจะตกอยู่ในภวังค์จนต้องฆ่าตัวตายเพื่อเอาเลือดมาสังเวย ที่จริงแล้วตัวดาบถูกลือกันว่า เมื่อชักออกมาจากฝักแล้ว จะล่ากินเลือดอย่างไร้ความปรานี หมายความว่า ชีวิตของผู้ถือดาบจะต้องมลาย หากไม่มีสิ่งมีชีวิตรอบกายมาสังเวยให้แก่มัน แม้ว่าเมื่อใดที่ดาบยังอยู่ในฝัก มันก็จะพยายามเรียกร้องอยากออกมาเชือดเฉือนกินเลือดกินเนื้อ หรือพยายามส่งพลังงานลึกลับมาควบคุมเจ้าของดาบให้ออกไปล่าชีวิตผู้คนที่โชคร้าย



แม้ว่ามันจะเป็นอาวุธที่ต่อกรได้ยากในการทำสงคราม แต่ความอาถรรพ์ของมันก็ทำให้ตัวดาบและผู้ถือมีความอันตรายมากยิ่งกับทุกๆ คนรอบข้าง โดยเจ้าดาบมุรามาสะจะควบคุมผู้ถือดาบให้คอยจู่โจมผู้คนที่อยู่ในระยะของดาบ ไม่ว่าจะเป็นศัตรู มิตรสหาย หรือญาติพี่น้องก็ตาม เมื่อใดที่กุมดาบในมือ ผู้นั้นก็จะไม่มีสติเพียงพอที่จะหยุดการกระทำอันเลวร้ายได้ ซึ่งในอดีตเคยมีกลุ่มซามูไรที่ถือครองดาบของมุรามาสะ ที่ต้องหันปลายดาบฟันแทงผู้บริสุทธิ์ และมิตรสหาย จนล้มตายกันไปนักต่อนัก โดยทำได้เพียงแค่มองดูภาพเหตุการณ์ดำเนินเรื่อยไป ไม่สามารถจะหยุดยั้งอะไรได้เลย พลังอำนาจแห่งความแค้น และความโหยหิวเลือดเนื้อ ทำให้ดาบไม่แยกแยะระหว่างมิตรและศัตรู มันจะคอยบงการผู้ถือดาบให้เป็นเครื่องจักรสังหารที่ไร้ความปรานี

เรื่องเลวร้ายก็มาถึงกาลอวสาน เมื่อ โทคุกาวะ โชกุนาเตะ (Tokugawa Shogunate) ซึ่งเป็นรัฐบาลระบอบศักดินา ที่ถูกจัดตั้งโดย โชกุน โทคุกาวะ อิเอยาสึ (Tokugawa Ieyasu) ซึ่งเค้าเชื่ออยากมากว่าดาบของมุรามาสะถูกสาป และประณามใบมีดเหล่านั้นว่าเป็นสาเหตุการตายของเหล่าเพื่อน มิตรสหาย และญาติพี่น้องมากมาย ซึ่งจริงๆ แล้วบิดา และบรรพบุรุษของโชกุนเอง ก็เคยถูกสังหารด้วยฝีมือของผู้ติดตามขณะกำลังถือดาบมุรามาสะ และตัวโชกุนโทคุกาวะเองก็เคยอ้างว่าเคยถูกทำร้ายด้วยคาตานะมุรามาสะจนบาดเจ็บสาหัสมาเช่นกันจากฝีมือผู้ดูแลที่เป็นซามูไร ซึ่งหลายวันต่อมา ทั้งภรรยา และบุตรของโชกุนก็ถูกประหารด้วยดาบมุรามาสะ คำกล่าวอ้าง ได้พูดถึงดาบมุรามาสะว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตและครอบครัวของโชกุน เป็นสิ่งที่ทำลาย และสร้างหายนะ

จึงทำให้โทคุกาวะต้องออกคำสั่งห้ามใช้คาตานะมุรามาสะในยุคสมัยนั้นเป็นต้นมา ดาบมุรามาสะหลายเล่มถูกนำมาหลอมละลาย บ้างก็ถูกนำไปทำลายทิ้ง แต่ด้วยความขลัง และน่าเกรงขามของตัวดาบ ทำให้มีบางคนพยายามที่จะแอบเก็บซ่อนไว้ พยายามดัดแปลงรูปลักษณ์ให้แตกต่างไปจากเดิม เพราะหากถูกจับได้ ผู้ถือครองจะต้องรับโทษร้ายแรง โดยการสำเร็จโทษตัวเองด้วยพิธีกรรมคว้านท้อง (seppuku หรือ  harakiri) และด้วยเหตุนี้คาตานะเหล่านี้จึงกลายเป็นที่ต้องการอย่างมากของเหล่าศัตรูที่ต้องการจะสังหารโชกุน และครอบครัว เป็นผลให้มีนักตีดาบหัวใสถือโอกาส พยายามตีดาบเลียนแบบของจริง แล้วเอามาจำหน่ายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว จนทำให้แยกระหว่างของแท้ และของปลอมได้ยากมาก



และแน่นอนว่า สิ่งที่ตรงข้ามกับความอาถรรพ์ของดาบมุรามาสะ ก็ยังมีนักตีดาบด้านสว่าง ทั้งยังเป็นนักพรต ผู้ที่มีชีวิตอยู่หลายร้อยปีก่อนหน้านี้ มีนามว่า โกโระ มาซามูเนะ (Gorō Masamune) นักตีดาบผู้ยิ่งใหญ่อีกคนที่เคยมีมา ชื่อเสียงของมาซามูเนะถือได้ว่าเป็นคนละขั้วกับมุรามาสะ โดยมุรามาสะเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความไม่ปรกติ ความรุนแรง และจิตวิปลาส แต่มาซามูเนะจะเป็นตัวแทนเห่งความอดทน ฉลาดหลักแหลม ไหวพริบ และอารมณ์ที่ไม่เรรวน

ผลงานอันเลื่องลือของมาซามูเนะไม่ได้มีแค่ความคม ความทรทาน และคุณภาพของดาบ อันน่ามหัศจรรย์แห่งยุคที่เทคโนโลยียังล้าหลังเท่านั้น แต่ยังมีความวิจิตรตระการตา ที่เป็นมากกว่าอาวุธสงคราม

เป็นไปได้ว่า ความใจบุญสุนทาน และภาพลักษณ์อันน่ายกย่องของมาซามูเนะ ส่งผลให้เป็นพลังที่ดีพุ่งสู่คาตานะของเขา เหมือนๆ กับรูปแบบการถ่ายทอดอารมณ์สู่มีดดาบของมุรามาสะยังไงยังงั้น ในขณะที่ดาบมุรามาสะจะห้ำหั่น เข่นฆ่า สูบเลือดสูบเนื้อผู้ที่ผ่านไปผ่านมาอย่างไม่เลือกหน้า แต่ดาบมาซามูเนะจะตัดฟันได้เฉพาะสิ่งที่ผู้ถือดาบปรารถนาเท่านั้น แม้ว่าจะตวัดปลายดาบฟาดฟันบางสิ่งไปแล้ว แต่หากจิตใจไม่ปรารถนาที่จะทำร้ายสิ่งนั้น ว่ากันว่าดาบมาซามูเนะจะไม่สามารถตัดสิ่งนั้นได้เลยทั้งๆ ที่เรื่องความคมของดาบนั้นไม่เป็นสองรองใคร เชื่อกันว่าดาบมาซามูเนะจะไม่ตัด หรือทำลายสิ่งที่ไม่สมควรทำลาย และยังไม่มีทางทำร้ายผู้บริสิทธิ์อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ คาตานะมาซามูเนะ จึงถูกมองว่าเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ ต่างจากดาบมุรามาสะอย่างสิ้นเชิง

มีหนึ่งตำนานเก่าแก่ได้กล่าวไว้ว่า วันหนึ่งทั้งสองนักตีดาบแห่งตำนานได้มีโอกาสมาพบเจอกัน (ความจริงแล้วเป็นไม่ได้ เพราะทั้งสองนักตีดาบ อายุห่างกันหลายร้อยปี มันเป็นเพียงแค่ตำนาน…) ทั้งสองเริ่มถกเถียงกันว่าใครจะสรรสร้างคาตานะได้สุดยอดกว่ากัน และทั้งคู่ก็ตกลงที่จะแข่งขันกัน โดยให้แต่ละคนกวัดแกว่งดาบของตนกับสิ่งที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วแบบแทบมองตามไม่ทัน เพื่อพิสูจน์ว่าดาบของใครจะตัดได้ดีกว่ากัน

คาตานะของมุรามาสะสามารถตัดได้ทุกสิ่งที่เคลื่อนที่มาสัมผัสคมดาบของเขา ไม่ว่าจะเป็นเปลือกไม้หนาเข็ง กิ่งไม้ ใบไม้ และปลา โดยไม่แบ่งแยกชนิดและประเภทวัตถุ สามารถตัดขาดได้อย่างแม่นยำ และสมบูรณ์แบบ แต่คาตานะของมาซามูเนะกลับทำในสิ่งที่แตกต่าง มันสามารถตัดเปลือกไม้แช็งๆ กิ่งไม้ ใบไม้ได้ และกลับฟันปลาไม่เข้า แม้ตัวปลาจะสัมผัสคมดาบ แต่ก็กลับเด้งกระดอนออกไปอย่างไม่มีรอยบาดแผลใดๆ

มุรามาสะจึงได้ยิ้มเริงร่าดีใจ คิดว่าตนเองเป็นผู้ชนะ เพราะว่าสามารถตัดทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างไร้จุดอ่อน แต่ทว่ามีพระรูปหนึ่งเผอิญเดินผ่านมาและเห็นเหตุการณ์การแข่งขันตั้งแต่ต้นจนจบ ก็กล่าวว่ามาซามูเนะต่างหากที่เป็นฝ่ายชนะ เพราะว่าดาบของเขาจะไม่ตัดสิ่งที่ไม่สมควรตัด ต่างกับดาบของมุรามาสะที่มีแต่ความเยือกเย็น ตาบอด มุ่งหวังจะฆ่าอย่างเดียว



จากดาบทั้งหลายของตระกูลมาซามูเนะนั้น เล่มที่มีชื่อเสียงที่สุดถูกสร้างโดย ฮอนโจ มาซามูเนะ (Honjo Masamune) ที่มีเจ้าของคือ แม่ทัพแห่งกลุ่ม อุเอซูกิ (Uesugi) มีนามว่า ฮอนโจ ชิเกะนากะ (Honjo Shigenaga) ในระหว่างการต่อสู้ของ คาวานากาจิมะ ปี 1561 มีศัตรูคนหนึ่งได้ใช้ดาบมาซามาเนะโจมตีมาที่ฮอนโจ ซึ่งสามารถฟันผ่าเกราะหมวกโลหะหนาๆ แยกเป็นครึ่งซีก แต่ทว่าศีรษะของฮอนโจกลับไม่เกิดบาดแผลใดๆ แม้แต่น้อย ทั้งคู่ไม่ได้แปลกใจอะไรกันมานัก แต่ฮอนโจก็ใช้โอกาสนั้นล้มคู่ต่อสู้แล้วยึดเอาดาบมาซามูเนะนั้นมาครอบครองได้สำเร็จ หลังจากฮอนโจเกษียรจากตำแหน่ง เขาโชคร้ายที่ต้องตกอับจนต้องขายดาบมาซามูเนะนั้นให้แก่กลุ่มผู้มีอิทธิพลโทโยโทมิ (Toyotomi) ซึ่งต่อมาก็ส่งผ่านมายังโชกุนโทคุกาวะ คนเดียวกับที่ประกาศทำลายล้างดาบมุรามาสะนั่นเอง

ตระกูลของโชกุนโทคุกาวะ ได้ถือครอบครองดาบในตำนานของฮอนโจ มาซามูเนะ มาหลายยุคสมัย ส่งผ่านไปยังโชกุนรุ่นใหม่ๆ คนแล้วคนแล้ว จนกระทั่งหมดยุคการปกครองโดยโชกุน และดาบมาซามูเนะก็ถูกเก็บเป็นของสะสมส่วนตัวของครอบครัวโทคุกาวะ จนมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรได้รับชัยชนะ ครอบครัวใดที่ถือครองดาบคาตานะ จะต้องส่งมอบเพื่อนำไปทำลายทิ้ง หรือเก็บไว้ที่กลุ่มกองทัพบกของอเมริกา เพื่อแสดงถึงชัยชนะ และกลายเป็นสมบัติของชาติไป ซึ่งสัณนิษฐานว่า ดาบของฮอนโจ มาซามูเนะ ก็คงเป็นหนึ่งในนั้น

ของสะสมอันล้ำค่าของตระกูลโทคุกาวะได้ถูกมอบให้สถานีตำรวจเมจิโระ ในเดือนธันวาคม 1945 จากนั้นก็ถูกยึดไปโดยตำรวจนายสิบชาวอเมริกันคนหนึ่งรู้จักในนาม โคลดี้ บิมอร์ (Coldy Bimore) ก่อนที่จะหายสาปสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์โลก และก็ไม่มีใครพบเห็นดาบเล่มนั้นอีกเลยตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าจะมีดาบมาซามูเนะอีกหลายเล่ม ที่หลุดรอดผ่านยุคสมัยมาจนถึงปัจจุบันได้ แต่ที่เรารู้กันโดยทั่ว ว่าดาบวิเศษ และเป็นสมบัติอันศักดิ์สิทธิ์ของประเทศญี่ปุ่น คือ ดาบฮอนโจมาซามาเนะเท่านั้น ซึ่งได้เลือนหายไปกับประวัติศาสตร์แล้ว แม้ความต้องการ ปรารถนาจะครอบครอง และพยายามตามหาดาบฮอนโจมาซามูเนะ ยังคงมีอยู่ แต่ก็ยังไม่มีใครเคยพบเห็น และไม่มีใครล่วงรู้ชะตากรรมของดาบเล่มนั้นแม้แต่น้อย



มีอีกหนึ่งดาบที่มีที่มาที่ไปที่น่าแปลกประหลาด รู้จักในชื่อ คุซานางิ (Kusanagi) หรือเรียกอีกชื่อว่า คุซานางิ โนะ ซึรุจิ (Kusanagi-no-Tsurugi) ซึ่งแปลว่า ดาบพิชิตมาร (The Grass Cutting Sword) หรือชื่อดั้งเดิม คือ อะเมะ โนะ มุราคุโมะ โนะ ซึรุจิ (Ame-no-Murakumo-no-Tsurugi) ซึ่งแปลว่า ดาบผสานเมฆาสวรรค์ (Sword of the Gathering Clouds of Heaven)

ตามตำนานเล่าว่า เทพเจ้าแห่งพายุนามว่า ซึซานูโอะ (Susanoo) ได้เข้าร่วมศึกปราบอสูรนาคาแปดหัว ชื่อว่า ยามาตะ โนะ โอโรชิ (Yamata-no-Orochi) หลังจากได้สังหารอสูรตนนั้น เขาจึงได้ตัดหัวและหางทั้งแปด และได้พบว่าในหางมีดาบคุซานางิอยู่ข้างใน จึงได้เก็บนำมาถวายให้เทพีแห่งพระอาทิตย์ นามว่า อะมาเทราซึ (Amaterasu) และอีกหลายร้อยศตวรรษต่อมา ดาบเล่มนั้นก็ได้ถือครอบครองโดยนักรบชื่อว่า ยามาโตะ ทาเครุ (Yamato Takeru) ซึ่งเขามักจะได้รับพลังพิเศษระหว่างการสู้รบเสมอ

โดยมีคราหนึ่ง ที่ยามาโตะอ้างว่า เคยถูกแอบซุ่มโจมตี ขณะตระเวนสำรวจทาง จากกลุ่มนักรบนิรนาม ที่เข้ามาฆ่าม้าที่เป็นพาหนะของเขา พร้อมทั้งจุดไฟเผาต้นไม้ใบหญ้าด้วยลูกธนูเพลิง ดูเหมือนว่าเขาจะต้องจบชีวิตในกองเพลิงนั้น ยามาโตะก็ต้องประหลาดใจ เพราะเขาพบว่าดาบที่ถือมีพลังที่สามารถควบคุมลมพายุให้พัดผ่านตามทิศทางที่กวัดแกว่งดาบได้ ทำให้เขาสามารถผลัก และปรับเปลี่ยนทิศทางเปลวไฟให้กลับไปยังกลุ่มศัตรูได้อย่างอัศจรรย์ จนยามาโตะสามารถหลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย

นี่เป็นตำนานปรำปราที่เล่ากันมาเนิ่นนานในประเทศญี่ปุ่น และปรากฏในจารึกโบราณสมัยศตวรรษที่ 8 โคจิกิ (Kojiki) ซึ่งเป็นตำราที่บันทึกตำนานยุคโบราณ ถึงแม้ว่าดาบคุซานางิ กับพลังลมพายุ ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ตำนานที่สร้างขึ้น แต่มันก็ถูกเชื่อกันมาว่ามีอยู่จริง เพราะในตำรา นิฮอน โชคิ (Nihon Shoki) ซึ่งเป็นบันทึกที่มีความน่าเชื่อถืออย่างมาก ก็ได้อธิบายไว้ว่า ดาบเล่มนี้มีอยู่จริง ถูกเปลี่ยนมือมาหลายครั้งจนมาถึงศาลอะซึตะ (Atsuta Shrine) ในเมืองนาโกย่า (Nagoya) แต่ต่อมาก็ถูกคิดว่าเป็นที่สิงสถิตย์ของคำสาปร้ายอันเป็นต้นตอของอาการป่วยของจักรพรรดิเท็นมู อย่างไรก็ตามดาบเล่มนั้นเชื่อว่าถูกเก็บไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัยแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นแล้ว



หลังจากที่ดาบได้มาถึงศาลอะซึตะ มันก็ถูกเก็บซ่อนจากสายตาสาธารณะ เชื่อว่าถูกเก็บเอาไว้ในกล่องไม้ ซึ่งจะถูกนำออกมาแสดงโชว์เฉพาะโอกาสสำคัญๆ เท่านั้น เช่น พิธีขึ้นครองราษย์ โดยจะถูกห่อหุ้มด้วยอย่างแน่นหนาเก็บอยู่ในกล่องแข็งแรงทนทาน ตัวดาบถูกเก็บอย่างชิดชิด และเป็นความลับสูง ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นได้จะสามารถเห็นดาบที่แท้จริงได้ จนเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า แท้จริงแล้วดาบเป็นของจริงหรือไม่ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลมักปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวดาบให้แก่ผู้คนทั่วไปได้ชม รวมทั้งผู้ที่ดูแลเอง ก็ยังไม่เคยมีผู้ใดเคยได้เห็น

ผู้ใดที่ได้จ้องมองดูดาบเล่มนั้น อ้างว่ามักจะพบแต่เรื่องราวร้ายๆ นักพรตชินโต นามว่า มัตซึโอกะ มาซานาโอะ (Matsuoka Masanao) กล่าวว่า ผู้ดูแลรุ่นก่อนหน้าที่เคยแอบชำเลืองตามองไปที่ดาบขณะทำการย้ายเก็บกล่องดาบ มักจะต้องล้มป่วยและเสียชีวิตในที่สุด และผู้รอดชีวิต ณ เวลานี้ก็คือ ตัวมัตซึโอกะเอง เขากล่าวว่า ยุคสมัยเอโดะ (Edo period) คือ ช่วงเวลาล่าสุดที่มีการนำดาบออกมาจากกล่อง และครั้งล่าสุดที่ได้มีโอกาสเห็นกล่องดาบ ก็คือช่วงงานเฉลิมฉลองการขึ้นครองราษย์ของจักรพรรดิ อะคิฮิโตะ (Emperor Akihito) ในปี 1989



ถึงแม้ว่าศาลอะซึตะ จะเป็นที่ยอมรับว่าเป็นสถานที่เก็บรักษาดาบคุซานางิ แต่การมีตัวตนของดาบก็ยังเป็นที่คาใจของคนจำนวนมาก และก็ยังมีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับดาบอีกหลายเรื่องราว ตัวอย่างเช่น ดาบแท้จริงแล้วจมหายไปในทะเลเมื่อครั้งที่จักรพรรดิสละชีพกระโดดลงทะเลไปพร้อมกับดาบคุซานางิหลังจากพ่ายสงครามในปี 1185 อีกตำนานก็เล่าว่ามีพระรูปหนึ่งแอบขโมยหนีลงเรือไป แต่โชคร้ายที่เรือเกิดล่ม ทำให้ดาบจมหายไปในทะเล แต่ต่อมาพบว่าดาบมาเกยตื้นที่ชายหาดของเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่ง และมันก็ถูกเก็บไปโดยกลุ่มนักพรตลึกลับ ซึ่งต่อมาก็ถูกส่งต่อไปอยู่ที่ใครก็ไม่สามารถทราบได้

เรื่องราวของดาบคุซานางิ ถูกร่ำลือมาหลายรูปแบบ แต่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นก็ไม่เคยแม้แต่จะยอมรับ หรือออกมาปฎิเสธเรื่องราวใดๆ ปล่อยให้ตัวตนของดาบยังคงเป็นปริศนาต่อไป

แม้ว่าส่วนใหญ่ มีการอธิบายความเป็นมาของดาบในตำนานเอาไว้ ซึ่งดาบคาตานะมาซามูเนะ และดาบคาตานะมุรามาสะ อาจยังคงนำแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ หรือเก็บเป็นของสะสมส่วนตัว และก็มีการกล่าวถึงดาบวิเศษเช่น ฮอนโจมาซามูเนะ และดาบคุซานางิ แต่มันก็คงเป็นการยากที่จะบอกว่าคำสาป หรือพลังพิเศษเหล่านี้มีอยู่จริง หลายๆ เรื่องราวก็มีความเป็นไปได้สูง แม้ว่าจะมีการบันทึกเป็นหลักฐานเอาไว้ แต่ก็ใช่ว่าการบันทึกนั้นจะถูกต้องเสียทีเดียว อาจเกิดการแต่งแต้มเรื่องราวเพิ่มเข้าไปได้ แต่อย่างไรก็ดี ตำนานเรื่องเล่าเหล่านั้นเป็นตัวที่สร้างสีสันให้เกิดมุมมองต่อโลกใบนี้ที่อัศจรรย์มากขึ้นในด้านความวิเศษ และอดีตกาลของประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าพลังเหล่านั้นจะใช่เรื่องจริงหรือไม่ แต่ความน่าตื่นตาตื่นใจต่อเรื่องราว และความน่าฉงน ดูลึกลับซับซ้อนของมันยังเป็นกลิ่นไอที่ไม่หายไปไหนแน่นอน



...แล้วคุณหล่ะ คิดว่าดาบพลังเหนือธรรมชาติเหล่านี้มีอยู่จริงๆ รึเปล่า!?



Translator: PoseidoN
Source: http://mysteriousuniverse.org


<a href="http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/is she with you_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=35&amp;autostart=yes" target="_blank" class="new_win">http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/is she with you_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=35&amp;autostart=yes</a>