ผู้เขียน หัวข้อ: ♠ เรื่องชวนพิศวง ♠ แอ่งน้ำอาถรรพ์แห่งออสเตรเลีย ♠  (อ่าน 174 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ PoseidoN

  • ♣ ♦ ♥ ♠ ♠ ♥ ♦ ♣
  • Uploader
  • ****
  • Thank You
  • -Given: 424
  • -Receive: 1758
  • กระทู้: 1808
  • ☆★ Not a Big Deal ★☆
The Cursed Devil’s Pool of Australia
แอ่งน้ำอาถรรพ์แห่งออสเตรเลีย







คุณพอรู้จักสถานที่แปลกๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของความกระหายโหดที่คอยจะดึงเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายให้ชีวิตพังพินาศรึเปล่า? เป็นไปได้ว่าที่แห่งนั้นน่าจะมีพลังงานด้านลบที่แผ่กระจายออกมาคอยขับไล่ผู้คนจะอยากจะเข้ามาเยี่ยมเยือน? มีสถานที่มากมายบนโลกของเราที่ยังรอให้เราไปค้นหา คอยสร้างความน่าแปลกประหลาดใจ และยังเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับความตายด้วย…มีสถานที่แห่งหนึ่ง ที่นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตในกลุ่มนักท่องเที่ยวแล้ว ที่แห่งนั้นยังมีความชั่วร้ายอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้ความงดงาม และความน่าตื่นตาตื่นใจทางธรรมชาติอีกด้วย

ทางตอนเหนือของ Queensland ประเทศออสเตรเลีย มีแหล่งน้ำไหล 3 สาย ที่มาจากเขา Mt. Bartle Frere ไหลขนาบมาตามข้างป่าหนาทึบ ไหลมารวมกันตามโขดหิดใหญ่ๆ ที่อยู่ใกล้เมืองธรรมดาๆ แห่งหนึ่ง ชื่อ Babinda ในบริเวณแห่งนี้นักท่องเที่ยวมักรู้จักกันดีถึง โขดหินยักษ์บาบินเดอร์ ซึ่งเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ไปด้วยแหล่งน้ำใสสะอาด และยังมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงามสุดตระการตา ทำให้เป็นสถานที่ที่จะมีนักท่องเที่ยวแห่เข้ามาเก็บประสบการณ์กันตลอดปี แต่ทว่าเหล่าบรรดาผู้แสวงหาความสวยงามทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นช่างถ่ายภาพ นักตั้งแคมป์ นักปีนเขา หรือบรรดานักเล่นน้ำ มักจะได้ล่วงรู้และแวดระวังชื่อเสียงด้านลบเลย “แอ่งน้ำปีศาจ (The Devil’s Pool)” เป็นอีกชื่อที่ถูกเรียกขานกันมานานหลายร้อยปี อาจจะเป็นเพราะความสูงชันน่าอันตราย เป็นแหล่งที่มีแต่ลางร้าย หรืออะไรที่น่ากลัวกว่านั้น



คนในพื้นที่ปกติจะหลีกเลี่ยงที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับแอ่งน้ำแห่งน้ำ เลือกที่จะปล่อยให้เป็นสถานที่ที่เงียบสงบ ให้มีกลิ่นอายของตำนานอันเศร้าโศกของเผ่าอะบอริจิ้น (Aborigin) ตามตำนานได้เล่าว่า สมัยก่อนเคยมีหญิงงามจากชนเผ่า อิดินจิ (Yidinji) ชื่อว่า อูลาน่า (Oolana) เธอผู้นี้ได้แต่งงานกับชายสูงวัยผู้เป็นที่นับหน้าถือตาในชนเผ่าเดียวกัน ชื่อว่า วารูนู่ (Waroonoo) แต่ทว่าชะตาถูกลิขิตมาให้เจอเรื่องร้ายๆ เมื่อ อูลาน่าได้ไปพบรักกับหนุ่มหล่อต่างชนเผ่า จนความลับไปเข้าหูสามีของเธอเข้า ทำให้อูลาน่ากับชู้รักต้องพากันหลบหนี แต่ด้วยว่าสามีของเธอเป็นคนที่มีอิทธิพลในชนเผ่า วารูนู่จะได้ส่งกำลังคนออกตามล่าชู้รักชายหญิงเพื่อที่จะหยุดเหตุการณ์อื้อฉาวนี้ แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ถูกห้อมล้อมและจับแยกกัน ณ บริเวณโขดหินยักษ์บาบินเดอร์ ว่ากันว่าอูลาน่าได้ตัดสินใจกระโดดลงน้ำ เพื่อจบชีวิตอันน่าเศร้าของเธอ และตามตำนานนี้ยังเล่าต่ออีกว่า ดวงวิญญาณของเธอนั้นไม่เคยต้องอยู่เดียวดาย เพราะเธอนั้นคอยพยายามจะล่อลวงชายหนุ่มที่มาเที่ยวให้ต้องมาจบชีวิตในสุสานแอ่งน้ำแห่งน้ำอยู่เสมอๆ

และตำนานนี้ก็เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย เพราะว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีวัยรุ่นชายต้องมาสังเวยชีวิตอย่างลึกลับในสถานที่แห่งนี้มากมายอย่างน้อย 17 ศพ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 และก็มีอีกหลายๆ ผู้ประสบเหตุเล่าว่าขณะลงเล่าน้ำ รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นพยายามจะดึงให้จมน้ำ ซึ่งชาวบ้านก็ให้ความเห็นกันว่าน่าจะเป็นเพราะนักท่องเที่ยวไปแสดงพฤติกรรมที่ไม่เคารพสถานที่ จนต้องถูกสิ่งเร้นลับทำโทษ เพราะว่ามีกรณีหนึ่งที่มีวัยรุ่นชายเข้ามาเตะป้ายที่เจ้าหน้าที่ติดเตือนนักท่องเที่ยว ทำให้ชายผู้นั้นเผลอลื่นไถลจมเสียชีวิตในแอ่งน้ำแห่งนั้น และยังมีกรณีบางศพที่ไม่สามารถอธิบายอย่างชัดเจนได้ เช่น กรณีของนาย ปีเตอร์ แม็คกันน์ (Peter McGann) วัย 24 ปี ที่เข้ามาปีนป่ายโขดหินยักษ์ แล้วกระโดดลงเล่นน้ำในช่องแคบๆ แต่พลาดท่าเสียหลักไถลตกน้ำจมหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทีมนักดำน้ำต้องใช้เวลากว่า 5 สัปดาห์ในการงมศพ ซึ่งร่างของนายปีเตอร์ติดอยู่ในหลืบมืดๆ ใต้แอ่งน้ำ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปีเตอร์ ทิบส์ (Peter Tibbs) หนึ่งในผู้ช่วยเหลือในการค้นหาศพ ได้เล่าเหตุการณ์ว่า:
“ผมถูกเรียกเพื่อให้มาหาศพที่นี้ 4 ครั้งแล้ว และเคสที่น่าสนใจเป็นพิเศษน่าจะเป็นของนาย ปีเตอร์ แม็คกันน์ นี่แหละ พวกเรารู้ว่าเขาต้องอยู่ใต้แอ่งน้ำนั้นแหละ เราพยายามจะลงไปหา แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะน้ำเย็นเกินไป ทั้งยังเป็นแอ่งที่ลึกมากๆ และน้ำก็ไหลแรง จนความพยายามที่จะหาเป็นครั้งที่ 8 หรือ 10 พวกเราก็ได้ดำลงไป และสามารถตัดท่อนไม้ใต้น้ำได้หลายท่อน จนมาถึงวันสุดท้ายที่เราเกือบจะยอมแพ้กันแล้ว เราก็สามารถตัดท่อนไม้อันสุดท้ายได้สำเร็จ จนศพลอยขึ้นมาสู่ผิวน้ำ พวกเราใช้เวลา 5 สัปดาห์กับอีก 5 วันนับตั้งแต่เขาจมหายไป แน่นอนว่านั่นไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าดีใจนักหรอก และก็เป็นสิ่งที่สามารถทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตสบายใจขึ้นมาได้มาก”



นอกจากนี้ก็ยังมีเคสที่คู่รักหนุ่มสาวถูกน้ำป่าไหลพัดขณะพวกเขากำลังชมวิวทิวทัศน์ ผู้หญิงสามารถหนีเอาชีวิตรอดมาได้ และว่าฝ่ายชายจมหายลับไปกับตา เป็นไปได้ว่าเรื่องที่น่าโศกเศร้าอย่างยิ่ง ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ น่าจะเป็นเคสของนาย เจมส์ เบนเน็ทท์ (James Bennett) ที่ได้เข้ามาดูสถานที่กับเพื่อนๆ ในปี 2010 โดยทั้งกลุ่มได้เข้ามานั่งพักในบริเวณปลอดภัย เพื่อนๆ ได้เล่าว่า นายเจมส์ ลงไปว่ายน้ำในบริเวณน้ำนิ่งใกล้ๆ แต่เล่นน้ำได้ไม่นานเขาก็ถูกกระชากถอยหลังไปอย่างแรง เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นดึงเขาไว้ ทำให้เห็นว่าตัวเจมส์ถูกลากถอยหลังสวนกระแสน้ำไป เจมส์พยายามจะคว้ากิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆ แต่ก็สายไป เพื่อนๆ ของเขาเห็นหัวของเจมส์ค่อยๆ ดิ่งลงใต้น้ำ แล้วไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย

ก่อนหน้านี้ เจมส์พยายามตะเกียกตะกายอยู่พักใหญ่ๆ เพื่อนฝูงต่างพยายามยื่นมือไม้เข้าช่วยเหลือเต็มที่ ก่อนในที่สุดเขาจะจมลงสู่ใต้แอ่งน้ำ และ 3 วันต่อมา ศพของเจมส์ก็ลอยขึ้นมาติดเนินดินบริเวณที่เป็นแอ่งน้ำนิ่ง ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ในสถานที่นี้ต้องปิดบริเวณ แม้ว่าจะมีพื้นที่หลายแห่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ก็ตาม

จากเหตุร้ายนี้ เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่สถานที่แห่งนี้มีป้ายสัญญาณมากมายแจ้งเตือน และชี้จุดปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ แต่ก็ยังมีผู้เคราะห์ร้ายต้องมาสูญเสียชีวิตมากมายในบริเวณน้ำนิ่ง ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลก็ให้เหตุผลว่า น่าจะเป็นเพราะกระแสใต้น้ำ น้ำป่าที่ไหลฉับพลัน และกระแสน้ำวนตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเนื่องจากโขดหินมาขัดเอาไว้ การก่อฟองออกซิเจนใต้น้ำจริงแล้วไม่ได้ช่วยอะไรผู้คนที่มาว่ายน้ำเล่นเลย แต่กลับเป็นอุปสรรคในการมองเห็นของคนเล่นน้ำซะมากกว่า และยิ่งเป็นข้อจำกัดในการงมศพของนักประดาน้ำเช่นกัน แม้ว่าจะมีการผูกเชือกมัดระหว่างนักดำน้ำกับคนที่อยู่บนฝั่งก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้พูดถึงความอันตรายของแอ่งน้ำแห่งนี้อีกว่า:
 “ผู้คนต่างมักเรียกแอ่งน้ำนี้ว่า เครื่องซักผ้า ซึ่งจะเห็นกระแสน้ำวนไปมาอย่างน่ากลัว มันเป็นพื้นที่ที่อันตรายมากๆ ที่จะคอยดูดคนให้จมหายวับลงไป”



อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกหลายๆ คนออกมาแสดงความเห็นว่า ก็ใช่ว่าศพทุกรายจะเสียชีวิตมาจากการลงเล่นน้ำ มีบางรายที่สะดุด ไถลตกน้ำ อย่างไม่มีสาเหตุ และส่วนใหญ่ก็จะเกิดขึ้นกับผู้ชาย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่จะยอมรับว่า ตำนานเรื่องเล่าชนเผ่าอะบอริจิ้นจะเป็นเรื่องจริง อย่างน้อยก็น่าจะมีผลบ้าง ซึ่งมีหลายกรณีรายงานมาว่า ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเรียกในยามค่ำคืน ทั้งยังมีภาพถ่ายเห็นเป็นรูปดวงตาคู่เล็กๆ บ้างก็เห็นเป็นรูปใบหน้าคน

จนทุกวันนี้ สถานที่แห่งนี้ก็ได้ปะปนไปด้วยกลิ่นอายแห่งตำนานและความตาย คงเป็นการยากที่จะบอกได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจริง หรือแค่เรื่องเล่า ไม่ว่าคุณจะเชื่อตำนานเรื่องวิญญาณผู้สาวชนเผ่าชนคนนั้นหรือไม่ มันก็ยากจะห้ามไม่ให้สงสัยได้ว่าที่แห่งนี้น่าจะมีพลังด้านลบ และชั่วร้ายรายล้อมอยู่ ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนา แต่ที่น่าคิดคือ คุณเคยคิดอยากจะลองไปสถานที่แห่งนี้บ้างรึป่าว?



...แล้วคุณหล่ะ คิดว่าคนที่เสียชีวิตเหล่านั้นถูกกระทำจากพลังงานเร้นลับรึเปล่า



Translator: PoseidoN
Source: http://mysteriousuniverse.org


<a href="http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/creepy hour_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=10&amp;autostart=yes" target="_blank" class="new_win">http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/creepy hour_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=10&amp;autostart=yes</a>