ผู้เขียน หัวข้อ: ♠ เรื่องชวนพิศวง ♠ ตำนานเรื่องเล่า ร่างจำแลงของความตาย ♠  (อ่าน 252 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ PoseidoN

  • ♣ ♦ ♥ ♠ ♠ ♥ ♦ ♣
  • Uploader
  • ****
  • Thank You
  • -Given: 424
  • -Receive: 1775
  • กระทู้: 1803
  • ☆★ Not a Big Deal ★☆
Death Incarnate: Bizarre Tales of Plague Bearing Phantoms
ตำนานเรื่องเล่า ร่างจำแลงของความตาย







ความตาย (Death) เปรียบเหมือนภูติผีที่มักจะติดตามมนุษยชาติตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ตั้งแต่ทุกคนเริ่มจำความได้ จนกระทั่งเราหมดลมหายใจ หากเราลองพิจารณาถึงพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ และความน่าเกรงกลัวของความตายที่คอยคุมชะตาชีวิตพวกเรา และไม่เคยคิดจะหยุดติดตามเหล่ามวลมนุษย์ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักหรอกที่จะมีวัฒนธรรมตามทั่วผืนโลกจะพยายามจำลองรูปร่างให้กับความตาย สรรหาลักษณะตัวตนให้กับพลังด้านมืดที่จับต้องไม่ได้นี้ ให้มีลักษณะทางกายภาพ และใกล้เคียงกับคนเรา

มีหลากหลายความคิดเหมือนกันที่พยายามพูดถึงลักษณะรูปร่าง และพฤติกรรมของความตาย ผ่านรูปแบบวัฒนธรรม ตำนานเรื่องเล่า และประวัติศาสตร์ศาสนา ว่ามีรูปร่างเป็นผีสวมผ้าคลุมสีดำ บ้างก็ว่าเป็นยมทูต จนไปถึงมีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว เหมือนอสูรกาย ที่ไม่ต่างอะไรกับภาระหน้าที่อันชั่วร้ายของมัน มีความเชื่อหนึ่งซึ่งแพร่หลายในหลายมุมโลก เชื่อว่าร่างจำแลงของยมทูต ก็คือ ผู้ที่นำพาโรคร้าย มักเป็นลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่จะนำโรคร้ายแรงมาสู่ผู้คนมากมาย ซึ่งคำว่า โรคร้าย นี้จะหมายถึงทุกๆ โรค ที่สร้างผลกระทบรุนแรงแก่คนหมู่มากนับตั้งแต่อดีตกาล สิ่งมีชีวิตอันเลวร้ายประเภทนี้ ตามประวัติศาสตร์ว่ากันว่า จะมาปรากฎในหลากหลายรูปแบบ มีลักษณะความแปลกตาปนๆ มาบ้างขึ้นอยู่กับลักษณะความเชื่อตามท้องที่ และสิ่งเหล่านี้ก็มักจะมีอะไรที่เหมือนๆ กันอยู่ เช่น มีความลึกลับ มีการปรากฎตัวที่เกี่ยวข้องกับความตาย ความหดหู่ ความรุนแรงจากโรคภัยไข้เจ็บ สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นเพียงแค่ตำนาน เรื่องเล่าพื้นบ้าน หรืออาจจะเป็นอะไรที่มากกว่านั้นรึเปล่า?



เมื่อย้อนกลับไปในอดีต มีเรื่องราวที่พูดถึงสิ่งเหล่านี้ไว้ไม่น้อย ซึ่งในราวๆ ศตวรรษที่ 6 เมื่ออาณาจักรบิซแซนทีน (Byzantine) ที่ปกครองดูแลพื้นที่มหาศาล ตั้งแต่ตอนใต้ของประเทศอียิปต์ขึ้นไปถึงประเทศอิตาลี ต้องถูกคุกคามด้วยโรคระบาดอย่างรุนแรง ในช่วงเวลานั้นก็มีรายงานแปลกๆ ว่า มีการพบเห็นกลุ่มเรือ 3 ลำ ล่องลอย แล่นไปมาตามชายฝั่ง ถูกควบคุมโดยคนหัวขาดหลายคนที่มีสีดำไปทั้งตัว ผู้คนแถวๆ นั้นต่างพากันหวาดกลัว ยังลือกันว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเสมือนลางร้าย นำพาความวิบัติของโรคระบายมาสู่ผู้คน เมื่อใดที่คนไร้หัวกลุ่มนี้เดินทางผ่านเมืองไหน มั่นใจได้เลยว่าคนที่อยู่ในเมืองนั้นต้องพบจุดจบด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เรื่องเล่าเรือประหลาดกับลูกเรือหัวขาดถูกเล่าขานกันมานานตั้งแต่ ปี ค.ศ. 547 ซึ่งเดิมที่ปรากฎการณ์นี้เป็นสิ่งปกติของชายฝั่งริมทะเลแถวนั้น จนกระทั่งผู้คนเริ่มเชื่อมโยงความน่ากลัวตามข่าวลือต่างๆ นานา ว่ากันว่าเมื่อเรือแล่นจากไป ก็เกิดภัยโรคคะบาดขึ้น ซึ่งในขณะนั้นถูกเรียกว่า โรคร้ายแห่งจัสติเนี่ยน (the Plague of Justinian) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงการปกครองขององค์จักรพรรดิจัสติเนี่ยน ที่ 1 ผู้ซึ่งรอดตายจากโรคระบาดอย่างปาฏิหาริย์ และต่อมาก็ได้หายสาบสูญไป

และในช่วงศตวรรษเดียวกันนี้เอง ก็มีภัยโรคระบาด ชื่อว่า โรคร้ายแห่งเอลเลี่ยน (The Plague of Elliant) ซึ่งสร้างความวุ่นวายไปทั่วหมู่บ้านเอลเลี่ยน ในประเทศฝรั่งเศส ในช่วงราวๆ ปี ค.ศ.500-599 ตามตำนานเรื่องเล่ากล่าวว่า ทุกคนในหมู่บ้านตายลงทั้งหมด ยกเว้นชายคนหนึ่งและแม่ของเขา ว่ากันว่าชายผู้นี้บังเอิญเดินทางไปเจอหญิงปริศนาคนหนึ่งสวมชุดขาว ถือไม้เท้า ยืนอยู่ริมแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว เมื่อชายคนดังกล่าวเดินเข้ามาใกล้ๆ กลับพบว่าผู้คนนั้นมีรูปร่างหน้าตาที่สวยงดงามเกินบรรยาย ร้องขอให้ชายคนนี้ให้ช่วยพาเธอข้ามแม่น้ำแห่งนี้หน่อย แต่ตำนานนี้อาจจะมีหลายเวอร์ชั่นหน่อย เพราะบ้างก็เล่าว่าชายคนนี้พาหญิงปริศนาขึ้นม้าเพื่อข้ามแม่น้ำ บ้างก็เล่าว่าแบกผู้หญิงขึ้นหลังแล้วเดินข้ามแม่น้ำ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะประเด็นคือ ชายผู้นี้ยินดีให้ความช่วยเหลือกับผู้หญิงปริศนา อาจจะเป็นความหลงใหลในความงดงามของหญิงสาว

ทันทีที่ข้ามมายังอีกฝากของแม่น้ำ หญิงสาวผู้นั้นก็แสดงตัวว่าเธอนั้นเป็นร่างจำแลงของโรคภัยและความตายที่จะมาล้างผลาญสิ่งมีชีวิตในพื้นที่แห่งนี้ และแล้วเธอผู้นั้นก็แผ่พลังความมืด และชั่วร้ายครอบคลุมทั่วพื้นที่ แต่ด้วยความประพฤติที่มีน้ำใจดีงามของชายผู้นั้น ผู้นำพาโรคร้าย ได้บอกไว้ว่าจะไม่ทำร้าย ชายผู้นี้และแม่ของเขา และดูเหมือนว่าเธอไม่ได้ผิดคำสัญญาแต่อย่างใด เพราะว่าชายคนนั้นและแม่ของเขาไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยแม้แต่น้อย ทำให้กลายเป็นผู้รอดชีวิต 2 คนสุดท้ายของหมู่บ้านแห่งนี้ ว่ากันว่ามีคนพยายามแต่งเพลงขับขานเพื่อขับไล่ผู้นำพาโรคร้าย เสมือนเป็นบทสวดเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป ทำให้ผู้นำพาความตายนี้ต้องคอยปรับเปลี่ยนพื้นที่คุกคามไปเรื่อยๆ ทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเพลง



เป็นที่น่าแปลกใจไม่น้อย ที่มักจะมีรายงานว่า ผู้นำพาโรคร้ายและความตายนี้ จะปรากฎในรูปร่างของหญิงสาว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีความสวยสดงดงาม และสวมชุดสีขาว มีรายงานหนึ่งจากปี 1841 พูดถึงผู้หญิงชุดขาวในลิทัวเนียนคนหนึ่งถือผ้าชุดหน้าเปื้อนเลือดไปมาตลอดเวลา เธอมักจะใช้ผ้าเช็ดหน้านี้ในการปล่อยโรคระบาดร้ายแรง โดยเพียงแค่โบกสะบัดไปยังตัวผู้คน เมื่อเรื่องของผู้หญิงคนนี้เป็นที่ร่ำลือกันทั่วเมือง ทำให้ผู้คนต่างหวาดกลัว และพยายามจะอยู่แต่ในบ้านเรือน ปิดล็อคประตูหน้าต่างอย่างหนาแน่นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาใกล้ เพราะเมื่อหญิงผู้นี้ยื่นมือลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาสะบัดผ้าเช็ดหน้าเมื่อใด คนที่อยู่ในบ้านจะล้มตายทันที เธอผู้นี้สร้างความหวาดวิตก และความเครียดให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก แม้ว่าคนที่กลัวจะพยายามไม่ออกไปไหน แต่อย่างไรก็ตามคนเหล่านั้นก็ต้องพยายามออกมาหาอาหาร น้ำดื่มอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ทำให้ชะตากรรมผู้คนต้องขึ้นอยู่กับความปรานีของผู้ปริศนาคนนี้

และแล้วการคุกคามของหญิงผู้นี้ก็มาถึงจุดยุติ เมื่อมีชายผู้มีไหวพริบคนหนึ่ง เสียสละเปิดหน้าต่างหลอกล่อให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามา โดยในมือเขาถือดาบที่สลักบทสวดถึงพระเยซู โดยตั้งใจจะใช้อาวุธนี้จู่โจมสิ่งมีชีวิตลึกลับตนนี้ที่เข้ามาทำลายชีวิตผู้คนมากมาย และเมื่อหญิงผู้นั้นแสดงตัวมาตามคำขอ พร้อมทั้งยื่นแขนเข้ามาเพื่อจะสะบัดผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือด ทันใดนั้นเขาได้ใช้ดาบฟาดฟันแขนของเธอจนขาดสะบั้น ทำให้ผู้นำพาโรคร้ายจางหายวับไปกับตา แต่อย่างไรก็ดี ชายฮีโร่คนนั้นและครอบครัวก็ยังคงโชคร้ายต้องทุกข์ทรมานจากโรคระบาดอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

ในประเทศรัสเซียก็มีเรื่องเล่าของหญิงสาวแนวๆ นี้ถึง 2 คน หญิงคนแรกถูกพูดถึงในปี 1837 บรรยายในหนังสือนิยายเรื่องเล่าของนักเขียนชื่อดัง ได้พูดถึงผู้หญิงที่มีรูปร่างสวย ชื่อว่า ซูม่า (Dzuma แปลว่า โรคร้าย) ว่ากันว่าเธอแพร่โรคร้ายผ่านพิธีงานศพของเธอ บางครั้งก็ผ่านนกฮูกนกเค้าแมว ส่งผลเป็นโรคระบาดร้ายแรงไปสู่สรรพสัตว์มากมาย แม้แต่ไก่ยังไม่สามารถขัน และสุนัขไม่สามารถเห่าหอนได้



จริงๆ แล้ว มีคนเชื่อว่าพวกสุนัขต่างเกลียงชังผู้นำพาโรครายนี้มาก พวกสุนัขจะรู้สึกหงุดหงิด โมโห และอยากจะจู่โจมเมื่อพบเห็นเธอผู้นี้ ซึ่งดูเหมือนว่าเธอก็เกรงกลัวบรรดาสุนัขทั้งหลายเหล่านี้เช่นกัน มีคนเล่าว่าเคยเห็นผู้นำพาโรคร้ายนี้ผู้ฝูงหมาวิ่งไล่กวด ระหว่างที่หนีมาเจอกำแพงหนาสูง เธอผู้นั้นสามารถกระโดดข้ามผ่านไปได้อย่างสบายๆ บางทีก็เห็นว่าหญิงผู้นี้วิ่งหนีปีนขึ้นบันไดลิง โดยมีฝูงหมาคอยกระโดดตะครุบอย่างต่อเนื่อง คนที่อยู่ด้านบนบันไดลิงจึงได้ถือโอกาสผลักบันไดให้หล่นร่วงลงมา ซูม่า จึงพลาดท่าร่วงหล่นจากบันไดลิง แต่แทนที่จะหล่นสู่พื้น กลับหายวับไปในอากาศ
ผู้นำพาโรคร้ายอีกราย ชื่อว่า Powietrze ซึ่งแปลว่า ละออง หรือไอน้ำ รายนี้มีความพิเศษ คือ นอกจากจะสวมชุดสีขาว และมีรูปร่างสวยงามแล้ว เธอยังเดินไปไหนมาไหนด้วยไม้พยุงเดิน มาพร้อมผ้าเช็ดหน้าสีขาว 1 ผืน เมื่อเธอเดินไปแห่งใด ที่แห่งนี้จะเกิดความเจ็บป่วยและความตายตามมา ตามตำนานเล่าว่า เธอได้มีโอกาสเจอชายคนหนึ่ง ได้ร้องขอให้ชายคนนั้นพยุงเธอบนไหล่ของเขาเดินไปมา เพื่อแลกกับการไม่เจ็บไม่ป่วยจากโรคร้าย ชายผู้นั้นตกลงและยินดีช่วยเหลือจนสามารถพาเธอข้ามไปยังต่างเมืองต่างชนบทได้ แต่เนื่องจากความตายที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายสร้างเป็นความรู้สึกบาปในใจชายผู้นี้ เมื่อเขาพยุง Powietrze ไปใกล้ริมแม่น้ำ เขาจึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำ โดยพาหญิงผู้นี้ลงไปด้วย หวังที่จะให้เธอจมน้ำตายตาม แต่ทว่าเธอกลับลอยอยู่บนผิวน้ำได้อย่างง่ายดาย และชายคนนั้นจมดิ่งหายลับลงสู่พื้นแม่น้ำ

ในฝั่งประเทศกรีซก็มีเรื่องเล่าของหญิงผู้นำพาโรคร้ายอยู่เช่นกัน เป็นเรื่องเล่าว่าเธอมาในรูปกายของแม่มดเฒ่าตาบอด เจ้าสิ่งนี้ปรากฎกายด้วยเบ้าตาลึกโบ๋ ที่ไร้ลูกตาทั้งสองข้าง คอยหลอกหลอนผู้คนที่ผ่านไปมาอย่างไม่เลือกหน้า โดยจะพยายามโบกไม้โบกมือไปทุกทิศทางหวังว่าจะมีใครสะดุดตาและโบกมือตอบรับ และผู้รับก็จะได้รับโรคระบาดคุกคามจนเสียชีวิต ถ้าหากเธอสามารถแตะสัมผัสสิ่งมีชีวิตใดๆ ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ สิ่งนั้นจะทรุดตัวลงทันทีจากอาการป่วยที่ไม่รู้สาเหตุ และเสียชีวิตในไม่กี่นาทีต่อมา



แต่ก็แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่ผู้นำพาโรคร้ายจะปรากฎในร่างหญิงสาวเสมอไป มีตำนานหนึ่งเล่าเกี่ยวกับชายแปลกหน้าได้เดินทางมายังเมืองเล็กๆ ในประเทศเยอรมัน ในช่วงศตวรรษที่ 17 เขาเดินทางมาเจอชายคนในหมู่บ้านชื่อว่า ฮันส์ นีเบอร์ ขอขึ้นรถลากไปลงในตัวเมือง อ้างว่าเหนื่อยล้าจากการเดินทางด้วยเท้ามาทั้งวัน จึงอยากให้ ฮันส์ พาเขาไปส่งที่เมืองที ชายแปลกหน้าหลังขึ้นรถลากก็ไม่รีรอให้เสียเวลา จึงแนะนำตนเองว่าเป็นร่างแฝงของโรคร้ายมาเมืองแห่งนี้เพื่อจะฆ่าล้างผู้คนให้สิ้นซาก และเพื่อเป็นกาตอบแทนการช่วยเหลือของฮันส์ ชายแปลกหน้าให้คำสัญญาว่าจะไว้ชีวิตเขาจากความตายด้วยวิธีการที่แปลกพิสดาร ชายแปลกหน้าบอกฮันส์ว่าหากต้องการมีชีวิตรอดจากโรคระบาด ให้เขานำตะขอสำหรับแขวนหม้อพกติดตัว แล้วเดินแก้ผ้าวนรอบบ้านตนเอง จากนั้นนำตะขอนั้นมาปักฝังไว้หน้าบ้านตนเอง ด้วยวิธีนี้จะทำให้เข้ารอดพ้นจากการคุกคามของโรคระบาดต่างๆ

เมื่อฮันส์ลงจากรถลากตรงบริเวณสะพานเข้าเมือง เขาได้ถอดตะขอแขวนหม้อตามที่ได้บอก แต่ทว่าได้ตัดสินใจที่จะแก้ผ้าเดินรอบเมืองแทนจะ เดินรอบบ้านตนเอง แล้วนำตะขอนั้นปักฝังลงหน้าสะพานเข้าเมือง ด้วยเคล็ดวิธีนี้ทำให้คนในเมืองนั้นรอดพ้นจากการระบาดของโรคร้ายอย่างน่าอัศจรรย์ แต่เมืองข้างเคียงต้องโชคร้ายเจอพิษโรคระบาดคุกคามจนผู้คนมากมายล้มตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกวันนี้ตะขอนั้นยังคงปักอยู่บริเวณหน้าสะพาน เปื้อนไปด้วยคราบสนิมที่เกิดขึ้นตามสภาพอากาศ และได้ยินว่ามีหลายๆ คนเคยเห็นว่าตะขอนั้นมีอยู่จริงๆ



สำหรับเรื่องราวในประเทศจีนก็มีตำนานแนวๆ นี้เช่นกัน เล่ากันว่า ผู้นำพาโรคร้าย ปรากฏกายในร่างของผู้ป่วยจากโรคระบาด ที่มีอาการป่วยหนักเหมือนเป็นโรคมาทั้งชีวิต บางครั้งก็ปรากฏกายมีรูปร่างบิดเบี้ยว ผู้คนมักเรียกสิ่งนี้ว่า อีคว่าย ซึ่งแปลว่า ปีศาจโรคระบาด เชื่อกันว่าสิ่งนี้เป็นเหมือนวิญญาณที่คอยจ้องเอาชีวิตผู้คนอย่างบ้าคลั่ง เพราะเชื่อว่าหากได้สังหารใครไปแล้ว คนที่ตายจะต้องมารับหน้าที่แทน เปรียบเสมือนเป็นตัวตายตัวแทน และเพื่อเป็นกันป้องกันภูติผีเหล่านี้ ผู้คนในเมืองจะทำพิธีปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ที่เรียกว่า เทศกาลโรคระบาด เพื่อเป็นการขับไล่ปีศาจโรคระบาดทั้งหลายให้ออกไปจากเมืองที่อาศัย

ส่วนผู้นำพาโรคร้ายอาจจะปรากฏในรูปร่างที่ระบุความชัดเจนไม่ได้ หรือแยกแยะลำบากก็มีบ้างบางครั้ง มีรายงานจากศตวรรษที่ 6 ในประเทศอียิปต์ เล่าขานกันมาว่า ผู้นำพาโรคร้าย มาในรูปร่างของเงามืดๆ ขนาดใหญ่ยักษ์ คล้ายสัตว์ป่า โดยจะคอยแฝงอยู่ตามบ้านร้างต่างๆ หากเหยื่อชะตาขาดเผลอเหยียบย่างเข้ามาในเขตพำนัก ผู้นั้นจะมีอาการป่วยฉับพลันจนสิ้นลมในไม่ช้า บางเรื่องราวก็เล่าว่า ผู้นำพาโรคร้าย มาในรูปแบบ ดวงไฟสีฟ้า ซึ่งมักจะล่องลอยไปมา พบเห็นได้บริเวณภูเขาในประเทศเยอรมัน และดวงไฟนี้ก็มักจะหยุดเมื่อเจอโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์

ดูเหมือนว่าจุดเริ่มต้นของตำนานเรื่องเล่าต่างๆ นี้น่าจะมาจากความไม่เข้าใจทางด้านวิชาการเกี่ยวกับวิธีการแพร่เชื้อโรค และการทำงานของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ณ เวลาขณะนั้น ซึ่งในยุคก่อนๆ ความรู้วิชาการด้านการแพทย์ โดยเฉพาะเรื่องแบคทีเรียน หรือเชื้อไวรัสยังคงไม่เจริญมากนัก ทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจกระบวนการแพร่เชื้อ การทำงานของเชื้อโรคต่างๆ และวิธีการยับยั้งการแพร่เชื้อ การที่จะรับมือกับโรคระบาดในยุคก่อนๆ ก็คงต้องคิดกุศโลบาย ให้คนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคภัยได้จินตนาการถึงความน่ากลัวที่อาจจะเกิดขึ้น และสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิต จะได้ทำให้คนเหล่านั้นระมัดระวังถึงสิ่งแปลกๆ ที่ไม่ชอบมาพากลที่อาจจะนำพาโรคร้ายมาสู่ผู้คนมากมาย การกำหนดรูปลักษณ์ให้กับโรคภัยไข้เจ็บ เป็นเหมือนการสร้างภาพจำให้กับผู้คนยุคก่อนๆ ได้เรียนรู้ลักษณะ ความแตกต่างของแต่ละโรคภัย รวมทั้งวิธีการการแพร่ระบาดจากสถานที่หนึ่งสู่อีกสถานที่หนึ่ง



อย่างไรก็ตาม คุณคงจะสงสัยว่าเรื่องโรคภัยเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านที่เกิดขึ้นจากขาดความรู้ด้านการแพทย์ และอาจจะถูกปรุงแต่งเสริมเรื่องเหนือธรรมชาติเข้ามาบ้าง มันเป็นไปได้มั้ยว่าอาจจะมีอะไรอย่างอื่นที่ซ่อนภายใต้เรื่องเล่าเหล่านี้? อาจจะมีเรื่องผีๆ สางๆ หรือสิ่งที่อธิบายลำบากแอบแฝงอยู่รึเปล่า? ไม่มีผลสรุปจะเป็นเช่นไร เรื่องพวกนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย ที่สามารถเชื่อมโยงการปรากฏของโรคภัย ความตาย และภูตผีปีศาจได้อย่างน่าสนุก



...แล้วคุณหล่ะ เคยมีโอกาสได้เห็นร่างจำแลงของสิ่งเหล่านี้บ้างหรือยัง!?



Translator: PoseidoN
Source: http://mysteriousuniverse.org


<a href="http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/creepy hour_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=10&amp;autostart=yes" target="_blank" class="new_win">http://medsai.net/webboard/song/music_player.swf?soundFile=http://medsai.net/webboard/song/creepy hour_melo.mp3&amp;loop=yes&amp;initialvolume=10&amp;autostart=yes</a>