ผู้เขียน หัวข้อ: ลูกน้อยนอนกรน....เสี่ยงหยุดหายใจ  (อ่าน 25 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 289
  • -Receive: 2413
  • กระทู้: 3183
  • เพศ: หญิง
ลูกน้อยนอนกรน....เสี่ยงหยุดหายใจ
« เมื่อ: กันยายน 12, 2018, 04:23:58 PM »
ลูกน้อยนอนกรน....เสี่ยงหยุดหายใจ
สาเหตุหนึ่งของพฤติกรรมก้าวร้าวและสมาธิสั้น !!!

ภาวะนอนกรน เป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็กปัจจุบัน จะเริ่มพบในช่วงอายุ 2-8 ปี วัยอนุบาลหรือปฐมวัย


ภาวะนอนกรนมีอันตรายไหม ?

            อาจจะมีอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าลูกน้อยมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea:OSA) ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยในเด็กคือ ต่อมอะดีนอยด์และทอลซิลโต และสาเหตุอื่นที่พบอีก ได้แก่ โรคอ้วน โรคภูมิแพ้โพรงจมูก โรคไซนัสอักเสบ หรือ ความผิดปกติของกระดูกใบหน้า ภาวะ OSA ทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในเลือดและเกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด ซึ่งมีผลทำให้คุณภาพของการนอนหลับลดลงได้  หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้  ได้แก่ ในระบบพัฒนาการลูกน้อยจะมีอาการซนมากผิดปกติ สมาธิสั้น (attention deficit and hyperactivity disorders หรือ ADHD) อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือหลับมากผิดปกติในช่วงกลางวัน ยังส่งผลกระทบต่อความจำ ความคิด ความฉลาด โดยสัมพันธ์กับภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ นอกจากนั้นยังส่งผลถึงระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด และระบบต่อมไร้ท่ออีกด้วย

คุณพ่อคุณแม่ จะทราบได้อย่างไรว่าลูกน้อยมีอาการของ OSA

       >>  นอนกรนบ่อยมากกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์
       >>  มีเสียงเงียบเหมือนหยุดหายใจสักพักแล้วตามมาด้วยเสียงหายใจดังเฮือกๆ
       >>  นอนในท่านั่งหลับหรือแหงนคอขึ้น หรือ ปวดหัวเวลาตื่นนอน
       >>  ปัสสาวะรดที่นอน ทั้งที่เคยควบคุมได้มาก่อน
       >>  ง่วงเวลากลางวัน หรือ หลับเวลาเรียน
       >>  ริมฝีปากเขียวคล้ำ
       >>  มีปัญหาการเรียนและพฤติกรรม เช่น ผลการเรียนแย่ลง ก้าวร้าวซุกซนผิดปกติ
       >>  มีความดันโลหิตสูง


การตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็น OSA หรือไม่

          แนะนำให้ตรวจการนอนหลับ ( sleep test ) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในปัจจุบันวิธีการตรวจ มีหลายวิธี ได้แก่polysomnography ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยบอกว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จากการอุดกั้นหรือไม่ หรือเป็นเพียงนอนกรนธรรมดา และ อีกวิธีหนึ่ง overnight pulse oximetry เป็นการวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับตลอดคืนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง สามารถนำมาใช้เป็น screening test ของภาวะ OSA ในเด็กได้ วิธีหลังนี้ขั้นตอนการตรวจไม่ยุ่งยาก

แนวทางในการรักษาและดูแลเบื้องต้น เมื่อลูกน้อยนอนกรน

       1) ปรับการนอน โดยให้เด็กเข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลาสม่ำเสมอ ในรายที่มีโรคอ้วนร่วมด้วยก็ให้ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายเป็นประจำ

       2) เด็กมีอาการน้ำมูกไหล ซึ่งน้ำมูกจะยิ่งเข้าไปอุดตัน ทำให้เด็กหายใจทางจมูกลำบาก ให้จัดการโดยการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และหลีกเลี่ยงอาหารที่จะทำให้น้ำมูกเพิ่มขึ้น

       3) ทำความสะอาดสถานที่ ห้องนอนผ้าปูที่นอนและผ้าห่ม ของใช้ในบ้านทุกชนิด ที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองกับจมูกอยู่บ่อยๆ เพื่อป้องกันการเพิ่มของเชื้อที่มากับฝุ่น

       4) ถ้าเด็กมีอาการกรนมากขึ้นให้จับเด็กนอนในท่าตะแคง เพื่อลดการกรนลง

       5) ในบางราย อาจต้องมีการให้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก จากภูมิแพ้และต่อมทอมซิล ซึ่งต้องมีคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

       6) ในรายที่มีอาการหยุดหายใจร่วมด้วย แนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

       7) การรักษาด้วยการผ่าตัดการผ่าตัดต่อมทอมซิล และต่อมอะดีนอยด์ถือว่าปลอดภัยที่สุดภาวะในการแทรกซ้อนต่ำ แล มีภาวะการติดเชื้อ หลังผ่าตัดน้อยมาก ไม่มีผลกระทบใดๆต่อภูมิคุ้มกันแพทย์ส่วนใหญ่จึงมักแนะนำวิธีการรักษานี้ แก่เด็กที่มีอาการกรนรุนแรง

       8) การรักษาในแบบอื่นๆเช่นการจัดฟัน หรือการใช้เครื่องอัดอากาศชนิดแรงดันบวกต่อเนื่อง ( Continuous positive airway pressure หรือ CPAP) เพื่อรักษาโรคและอาการแทรกซ้อนชนิดอื่นๆ

       9) ดูแลสุขภาพทั่วไปเช่น งดดื่มน้ำเย็น ของเย็น เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน อย่าให้ลมโดนหน้าอกมากจนเกินไป ถ้าโดนฝนหรือจำเป็นต้องไปว่ายน้ำ ควรรีบเช็ดตัวให้แห้ง, ใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นและก่อนนอนควรอาบน้ำอุ่น เพื่อทำให้จมูกและระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น