ผู้เขียน หัวข้อ: สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน  (อ่าน 1898 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 289
  • -Receive: 2426
  • กระทู้: 3226
  • เพศ: หญิง
สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน
« เมื่อ: ธันวาคม 06, 2011, 03:51:37 PM »

ชื่อสถานที่     สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน  : The Hanging Gardens of Babylon
สถานที่ตั้ง      กลางทะเลทราย เมืองแบกแดด ประเทศอิรัก
ปัจจุบัน         ทั้งสวนและผนังดังกล่าวทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือซากแล้ว



        สวนลอยแห่งนี้สร้างเมื่อประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตกาล โดยก่อเป็นเนินสูงซ้อนกันเป็นชั้นสูง ๆ สูงถึง 328 ฟุต หรือ 100 เมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงแข็งแกร่งหนาถึง 23 ฟุต หรือ 7 เมตร แต่ละชั้น สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และ ปลูกดอกไม้ พืชพันธุ์ต่าง ๆ ไว้จำนวนมาก พันธ์พฤกษ์สารพัดชนิดจากทุกมุมโลก รวมทั้งไม้ดอกและไม้เลื้อย บันไดที่พาขึ้นไปสู่สวน กว้างขวางทำด้วยหินอ่อนข้างใต้บันไดมีซุ่มคอยรับน้ำหนัก ข้างบนเฉลียงของสวนลอยมีถังน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงน้ำพุ น้ำตก และสายน้ำต่าง ๆ บนสวนลอย น้ำจำนวนมากมายนี้ สูบมาจากแม่น้ำยูเฟรติสโดยทาส โดยชักน้ำจากเบื้องล่างขึ้นไปสู้ชั้นสูงสุดแล้วปล่อยให้ ไหลลงมาสู่ชั้นต่าง ๆ เบื้องล่าง

        ระหว่างในรัชสมัยของพระเจ้านาโบโปลัซซาร์และพระโอรส คือ พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ที่สอง ปกครองบาบิโลนซึ่งได้ขยายแสนยานุภาพออกไปมากมายจนรุ่งเรือง พระเจ้านาโบโปลัซซาร์ทรงโปรดให้ สร้างกำแพงมหึมาล้อมรอบมือง และโอรสก็ทรงดำเนินโครงการต่อ สร้างป้อมปราการและจุดป้องกันต่าง ๆ รอบกำแพง มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำยูเฟรตีส


        สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (The Hanging Garden) สวนแห่งนี้พระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ทรงสร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่เจ้าหญิงแห่งแคว้นมีเดีย ซึ่งเป็นพระมเหสีคนใหม่คนล่าสุดของพระองค์ สวนนี้สร้างเป็นชั้น ๆ สูงขึ้นไป ในแต่ละขั้นปลูกไม้ดอกมากมาย ทำให้เวลามองไกล ๆ เห็นเป็นสวนลอยสูงขึ้นจากพื้นดิน จุดประสงค์ในการสร้างสวนแห่งนี้เพื่อให้พระมเหสีคลายความคิดถึงบ้านเกิดของพระนาง นักโบราณคดีหลายท่านได้จัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 อย่างของโลกยุคโบราณ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สถาปัตยกรรมชิ้นนี้ไม่เหลือร่องรอยให้เราศึกษาได้ นอกจากคำเล่าลือสืบทอดกันต่อมา และซากฐานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

        ประตูอิชตาร์ (Ishtar) ประตูนี้สร้างในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar) อีกเช่นกัน จุดประสงค์เพื่อถวายแก่มหาเทวีอิชตาร์ (Ishtar) อันเป็นเทวีประจำเมือง ซึ่งชาวบาบิโลเนียเคารพ นับถือเช่นเดียวกับมหาเทพมาร์ดุค ประตูนี้มีขนาดสูง 47 ฟุต สร้างประมาณ 604 562 B.C. สร้างจากวัสดุประเภทอิฐแต่เคลือบสีสวยงามมาก มีลวดลายรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ม้า วัว สิงโต และมังกร ฯลฯ ประดับอยู่ทั่วไปเป็นระยะ ๆ ปัจจุบันงานนี้ตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เบอร์ลิน (State Museum of Berlin) ประเทศเยอรมัน


        พระราชวัง ซึ่งเป้นที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักโบราณคดีที่ศึกษาสถาปัตยกรรมของชาวบาบิโลเนีย คือ พระราชวังของพระเจ้าซิมริลิม (Zimrilim) ที่เมืองมารี (Mari) ปัจจุบันอยู่ในประเทศซีเรีย พระราชวังแห่งนี้สร้างประมาณปี 1,800 B.C. มีอาณาบริเวณโดยรอบประมาณ 6 เอเคอร์ ซากกำแพงและส่วนต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าบรรดาห้องในพระราชวังนั้นไม่มีหน้าต่าง แต่อาศัยแสงสว่างที่เข้าทางประตูเท่านั้น ภายในพระราชวังตกแต่งด้วยภาพสีต่าง ๆ ซึ่งยังคงสดใสอยู่ ภาพสีเหล่านี้เขียนบนฝาผนังเป็นแบบ Frescoes มีลักษณะคล้ายภาพเขียนฝาผนังของชาวไอยคุปต์ ส่วนต่าง ๆ ของพระราชวังเราอาจจำแนกได้ ดังนี้คือ

    ***   ส่วนที่เป็นหอประชุม
    ***   ที่ประทับส่วนพระองค์
    ***   ที่ทำการบริหารงาน
    ***   วิหาร
    ***   โรงครัว
    ***   ห้องเรียน
    ***   ที่เก็บเอกสาร (ชาวบาบิโลเนียและชาวอัสซีเรียมีความสนใจในประวัติศาสตร์มาก เพราะฉะนั้นพวกเขานิยมเก็บบันทึกเรื่องราวธุรกิจประจำวัน โดยบันทึกด้วยอักษรคูนิฟอร์ม แล้วจารึกลงบนแผ่นดินเผา)



        พ่อค้าวาณิชที่เดินทางในทะเลทรายมาสู่เมืองนี้ จะได้เห็นสวนลอยแห่งนี้อยู่สูงเด่นเห็นแต่ไกล จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทิศ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฎว่า กรุงบาบิโลน อยู่ในเมืองแบกแดก ของประเทศอิรักปัจจุบัน นับว่าคนสมัยนั้น มีความสามารถทางด้านสถาปัตย์และวิศวกรรมศาสตร์อย่างน่ายกย่อง จึงสามารถรักษาสวนลอยนี้ให้สวยงามเขียวชอุ่มได้ตลอดเวลา หลังจากพระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์สิ้นพระชนม์ลงได้ 22 ปี อาณาจักรนี้ก็ตกเป็นของจักรพรรดิไซรัสมหาราช แห่งเปอร์เชีย สันนิษฐานกันว่า สวนลอยแห่งบาบิโลนนี้ ยังคงอยู่คู่เมืองจนถึงวศรรตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล

        ปัจจุบันนี้ ส่วนที่หลงเหลืออยู่ให้เราได้ชมก็คือ บ่อน้ำและโค้งซุ้มประตูหนึ่งหรือสองอัน และคำร่ำลือที่เล่าสืบต่อ ๆ กันมา