ผู้เขียน หัวข้อ: ... เอลโดราโด้ นครแห่งทองคำในตำนาน ...  (อ่าน 900 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 289
  • -Receive: 2413
  • กระทู้: 3183
  • เพศ: หญิง
... เอลโดราโด้ นครแห่งทองคำในตำนาน ...
« เมื่อ: ธันวาคม 08, 2011, 08:40:09 PM »
เอล โดราโด้ นครแห่งทองคำในตำนาน



            เอล โดราโด้ ไม่เพียงแต่เป็นขุมความลับอันยิ่งใหญ่ แต่ยังเป็นขุมทองอันมหาศาลที่ยั่วน้ำลายนักแสวงโชคมาเนิ่นนาน แม้ว่าโลกเราในปัจจุบันจะเจริญรุดหน้าชนิดที่เดินทางค้นหาดินแดนใหม่ในจักรวาลเป็นว่าเล่น แต่ก็น่าแปลกที่วิวัฒนาการดังกล่าวไม่ได้มีส่วนช่วยในการค้นหาดินแดนในตำนานที่ว่านี้เลย

            หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ "เอล โดราโด้" (El Dorado) หรือหมายถึง "นครทองคำ" จากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและชื่อเสียงของนครในฝันแห่งนี้ทำให้ยังเป็นนครที่น่าสนใจ ทั้งในเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวย ความเร้นลับ ความเป็นปริศนาของนครนี้  และแม้ยังไม่เคยมีใครค้นพบนครแห่งนี้แต่ก็มีภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องมักนำชื่อ “เอล โดราโด้” มาอ้างถึงอยู่เสมอ

            เอล โดราโด้ เป็นคำภาษาสเปน เดิมหมายถึง "มนุษย์ทองคำ" ต่อมาความหมายได้เปลี่ยนไปเป็น "นครแห่งทองคำ"  เชื่อกันว่าเป็นนครที่อุดมไปด้วยทองคำ   ซึ่งกระตุ้นให้นักสำรวจชาวสเปนและอีกหลายชาติในยุโรปเข้าไปสำรวจและยึดครองดินแดนหลายแห่งในทวีปอเมริกาเพราะเชื่อว่าจะค้นพบนครทองคำนี้ ตำนานของนครทองคำมีมายาวนานซึ่งมีที่มาจากอินเดียนแดงเผ่าชิบชาเชื้อสายมูอิสกา (Muisca  tribe) ซึ่งเล่ากันว่าชายาของกษัตริย์มูอิสกาได้ฆ่าตัวตายในทะเลสาบกัวตาวีตา (Guatavita) และกลายเป็นเทวีแห่งทะเลสาบและพวกเขาต้องบวงสรวงทุกปีด้วยการทาตัวด้วยยางไม้แล้วเกลือกกลิ้งในผงทองคำ จากนั้นก็พายเรือแคนูไปกลางทะเลสาบแล้วโยนมรกตและทองคำลงไป แล้วกระโดดลงไปล้างผงทองคำที่ติดตามตัวออกในทะเลสาบ  จากตำนานที่แพร่ออกไปทั่วจนถึงหูชาวสเปน  จึงได้มีการส่งคนเข้ามาค้นหาดินแดนนี้จำนวนมาก รวมทั้งชาวยุโรปชาติอื่น ๆ ด้วย แต่จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗  ก็ยังไม่มีนักสำรวจคนใดพบนครทองคำดังกล่าว  จนในที่สุดก็มีการพิสูจน์แล้วว่านครนี้ไม่มีอยู่จริง แต่นครแห่งนี้ก็ยังคงเป็นตำนานที่เล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบัน

            เบลาลกาซาร์ ได้รับการบอกกล่าวเรื่องราวเกี่ยวกับนครทองคำนี้จากอินเดียนแดงชราผู้เป็นปรมาจารย์ทางความรู้ในศาสตร์เก่าแก่ แกเล่าถึงนครที่ตั้งอยู่ ณ ดินแดนแห่งหุบเขาและป่าลึกอันไกลโพ้น นครแห่งราชะนิรนาม ผู้สถิตอยู่เหนือบัลลังก์ทอง ทั่วทั้งนครดารดาษไปด้วยทองคำและเพชรนิลจินดาอย่างมหาศาล มรกตขนาดเล็กที่สุดเท่าไข่ไก่เกลื่อนกลาดอยู่ตามท้องธารโดยมิมีผู้ใดจะสนใจ ด้วยว่าเห็นกันจนชินตา   

            และทุกถ้วนขวบปี ราชาแห่งนครทองจะเสด็จไปยังริมท้องธารใหญ่เพื่อประกอบพิธีบัดพลีกรรมเพื่อบูชาสุริยเทพ พระองค์จักประดับเครื่องถนิมพิมพาภรณ์อันล้วนไปด้วยเครื่องทองแลเพชรนิลจินดา เมื่อถึงชายฝั่ง พระองค์จะเปลื้องเครื่องวราภรณ์ออกจนหมดสิ้น ชุบชโลมกายด้วยฝุ่นทองจนเอิบอาบทั่วทั้งองค์ แล้วจึงเสด็จประทับในแพทอง แล่นออกสู่ใจกลางท้องนทีแต่ลำพัง เมื่อถึงใจกลางท้องธารนั้น พระองค์จะทำพิธีบูชาสุริยเทพ แล้วโยนเครื่องใช้ในพิธีกรรมอันล้วนไปด้วยทองคำทั้งสิ้นลงสู่ก้นธารใหญ่นั่น

            เรื่องราวที่ฟังดูเหมือนกับนิทานหลอกเด็กนี้คงไม่ทำให้เบลาลกาซาร์สนใจจนถึงขนาดออกตามหาเอล โดราโด้หรอก แต่เบลาลกาซาร์ เอาเรื่องในตำนานมาผนวกกับข้อเท็จจริงบางประการที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะพิชิตควิโต้ได้มาประมวลผล พร้อมการยืนยันจากอินเดียนแดงเจ้าถิ่นแถวเอกวาดอร์ ทำให้เบลาลกาซาร์ออกตามหาเอล โดราโด้ทันที

            ข้อเท็จจริงที่ทำให้เบลาลกาซาร์คิดว่าเอล โดราโด้มีอยู่จริง คือ ช่วงปี ค.ศ.1530  ตอนที่ ฟรังซิสโก้ ปิซาร์โร นำทหารเพียง 180 นาย บุกยึดอาณาจักรอินคาแห่งเปรู และจับองค์จักรพรรดิอตาฮวลปาเป็นตัวประกัน ปิซาร์โรเรียกค่าไถ่จากชาวอินคาเป็นทองคำและเพชรพลอยจำนวนมหาศาล คือให้เอามากองให้เต็มห้องขังนั่นแหละ จึงจะยอมปล่อยอตาฮวลปาไป

            เบลาลกาซาร์นำเอาข้อเท็จจริงมาผูกกับตำนานของชาวอินเดียนแดง แล้วก็สรุปว่า ดินแดนลึกลับที่ชาวอินคาไปขนทองมานั้น ต้องเป็นดินแดนเดียวกับที่อินเดียนแดงชราเล่าเป็นแน่แท้ แม้ค่าไถ่จำนวนมหาศาลนั้นจะยั่วน้ำลายน่าค้นหาเพียงใด แต่ตามวิสัยบุรุษผู้มองการณ์ไกล เบลาลกาซาร์ยอมทิ้งเศษทองข้างทาง เพื่อค้นหาต้นตอของทองคำมหาศาล นั่นก็คือ นครในตำนาน เอล โดราโด้ นั่นเอง


            แต่เบลาลกาซาร์ยังไม่ทันได้ออกเดินทางไปค้นหาก็มีเรื่องอื่นมาขัดขวางเสียก่อน คณะนักล่าทองคำคณะอื่นจึงออกค้นหาแทน คือในปี ค.ศ.1536 กอนซะโล เจเมเนส จากโคลอมเบีย บุกขึ้นทางเหนือ ในขณะที่เกวซาดาข้าราชการชาวสเปนนำทหารบุกลงใต้ และเกวซาดานี่เองไปได้หลักฐานเพิ่มเติมจากอินเดียนแดงเผ่าชิบช่า ที่มีฐานะความเป็นอยู่ร่ำรวยอย่างน่าพิศวง ในวิหารใจกลางเมืองชิบช่ามีมัมมี่ของกษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วนับสิบ ๆ องค์นอนเรียงรายอยู่ แล้วที่ไม่ธรรมดาคือ ทุกพระองค์ถูกประดับประดาด้วยเครื่องทองล้นหลามมากมาย ส่วนเทวรูปที่อยู่ในวิหารนั้นมีพระเนตรที่ฝังด้วยมรกตเม็ดเท่าไข่ไก่ทั้งสองข้าง

            ชาวชิบช่าบอกกับเกวซาดาว่า ทองและมรกตเหล่านี้ พวกเขาได้มากจากการค้าขายกับชนเผ่าลึกลับที่อยู่ลึกเข้าไปใจกลางป่าดิบ ซึ่งชาวเมืองนั้นจะมีแต่ทองคำกับเพชรพลอยเท่านั้นที่มาแลกเปลี่ยน แต่สิ่งที่เกวซาดาค้นพบตามข้อมูลของชาวอินเดียนแดงชิบช่า ก็มีแค่ทะเลสาบกัวตาวิตา ที่เป็นทะเลสาบในตำนาน ที่องค์ราชาแห่งนครทองเสด็จมาทำพิธีบูชาสุริยเทพเท่านั้น ไม่ได้เห็นแม้แต่เศษทอง หรือชาวเมืองลับแลแม้แต่น้อย


            คณะสำรวจอื่น ๆ อีกมากมายที่ออกค้นหาขุมทองแห่งเอล โดราโด้ แต่ทุกคณะล้วนประสบแต่ความล้มเหลว แม้ว่าบางคณะจะได้พบเครื่องทองรูปร่างแปลก ๆ อายุเก่าแก่มากจากชาวอินเดียนเผ่าต่าง ๆ ของอเมริกาใต้ แต่ก็ไม่มากพอที่จะเชื่อว่าดินแดนที่พบนั้นเป็นขุมทองเอล โดราโด้จริง แต่สิ่งที่กระตุ้นความปรารถนาให้ลุกโชนขึ้นมาก็เพราะว่าชาวอินเดียนเจ้าของเครื่องทองเหล่านั้นล้วนเอ่ยอ้างแบบเดียวกันว่า ปู่ย่าตายายได้มาจากเมืองลับแลที่เต็มไปด้วยทองนั่นเอง

            แต่การค้นหานครทองในตำนานก็ทำให้เรา ได้รู้จักกับนักรบสาวจอมโหดชนเผ่าอเมซอน ที่เข้าโจมตีคณะค้นหาของออเรลลาน่า จนถอยร่นแทบไม่ทัน ออเรลลาน่าเป็นคนมีความรู้ในวรรณคดีกรีก จึงตั้งชื่อแม่น้ำใหญ่ที่เขาเดินทางไปพบชนเผ่าที่น่าทึ่งนี้ว่า “อเมซอนน่า” (Amazonna) ตามชื่อของนักรบสตรีที่ปรากฏอยู่ในตำนานกรีกโบราณ ก็เป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ ที่แทรกขึ้นมาระหว่างการค้นหาเอล โดราโด้

            แม้จะผ่านมานานกว่าร้อยปี เรื่องราวของขุมทองเอล โดราโด้ก็ยังคงเย้ายวนใจคนอยากรวยอยู่เสมอ เช่นในปี ค.ศ. 1912 คณะนักสำรวจชาวอังกฤษ ถูกว่าจ้างโดยบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ขนเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อใช้ในการค้นหาขุมทองนี้ แต่ทองที่พบนั้นกลับมีค่าน้อยกว่าเครื่องมือที่นำไปขุดหามันเสียอีก สรุปว่า รายการนี้เจ๊งไม่เป็นท่า ทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับตำนานนี้เสื่อมคลายลง

            แต่ทว่า ในปี 1969 ความเชื่อเกี่ยวกับเมืองลับแลนี้ก็ทำท่าว่าจะเป็นจริงขึ้นมา เนื่องจากการขุดพบเครื่องทองอันลือชื่อริมฝั่งทะเลสาบเชียช่า ในโคลอมเบีย เครื่องทองนั้นทำด้วยทองคำธรรมชาติโซลิดโกลด์เป็นรูปสลักฝีมือประณีตของบุรุษผู้ซึ่งคงเป็นกษัตริย์ ทรงประทับอยู่บนพระแท่นกลางแพใหญ่ แวดล้อมไปด้วยคณะนักบวชและเครื่องสักการะต่าง ๆ แน่นอนว่ามันต้องเป็นรูปสลักของกษัตริย์แห่งเอล โดราโด้ขณะประทับบนแพทองคำเพื่อไปถวายเครื่องสักการะแด่สุริยเทพตามตำนานแน่นอน



ออฟไลน์ โนบุนากะ

  • ประธาน
  • *****
  • Thank You
  • -Given: 10255
  • -Receive: 35281
  • กระทู้: 10005
  • เพศ: ชาย
  • ผู้ยิ่งใหญ่แห่งคันโต
Re: ... เอลโดราโด้ นครแห่งทองคำในตำนาน ...
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2011, 08:48:10 PM »
เคยซื้อหนังสือ เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาอ่าน ของรีดเดอร์ ไดเจสต์ เล่มละเกือบพัน ปกแข็ง เย็บกี่

ไว้จะสแกนรูปสวยๆ มาลงให้ดูกัน

 :SmallDog:
"หากจะรัก ต้องลืมคำว่า เสียใจ"
Love means never having to say you’re sorry.

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 289
  • -Receive: 2413
  • กระทู้: 3183
  • เพศ: หญิง
Re: ... เอลโดราโด้ นครแห่งทองคำในตำนาน ...
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 12, 2018, 04:26:30 PM »
อยากจะอ่านเหมือนกันแต่สู้ราคาไม่ไหว  5555