ผู้เขียน หัวข้อ: ความลับ...จากทะเลทราย  (อ่าน 1481 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • นักรบ
  • **
  • Thank You
  • -Given: 277
  • -Receive: 2381
  • กระทู้: 3156
  • เพศ: หญิง
ความลับ...จากทะเลทราย
« เมื่อ: มกราคม 06, 2012, 10:41:28 AM »

ณ พื้นทรายอันเวิ้งว้างไพศาลยากที่จะหาที่สุด เหล่าชนเป็นอันมากได้ทิ้งกองกระดูกไว้ด้วยความทรมาน บนเส้นทางแห่งการเอาตัวรอด น้อยแสนน้อย ที่จะคลำพบเส้นทางหลุดรอดมันแห้งแล้ง จนแม้แต่อากาศเองก็หายใจไม่ออกร้อนระอุจนเม็ดทรายเต้นเร่าด้วยความเจ็บแสบ

ทะเลทรายผืนนี้มักจะตั้งไว้ ณ ปลายสุดแห่งความเพลิดเพลินขณะที่มนุษย์กำลังหลงระเริงเขาต่างก็ไม่รู้ตัวเลยว่า ได้ยืนอยู่ที่ทะเลทรายแต่เมื่อใดทุกวินาทีที่วิ่งผ่านความตายมาพรากวิญญาณไปเร็วราวจักรผันร่วงหล่นยิ่งกว่าเม็ดฝนเสียงร้องครวญคราง ระงมไปทั่วท้องทะเลทราย

     

บางคนกลับหัวเราะชอบใจอย่างหลงระเริงแต่บางคนเริ่มรู้ตัว เขากำลังตกอยู่ในกับดักสัตว์อันยิ่งใหญ่เขาเริ่มดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเขาเริ่มคิดและเริ่มสังเกตดูจุดหมายที่ใกล้ที่สุดที่จะทำให้เขาพ้นพวกเขาต่างชักชวนกันชี้เหตุชี้ผลกันต่างพยักเพยิดด้วยความเห็นจริงจากทีละคนก็ได้กลายเป็นกองทัพกองทัพที่จะทะลวงผ่านทะเลทราย

ทุกคนกำลังฮึกเหิมและตื่นเต้นเดินเป็นแนวยาวเหยียดเหยียบย่ำไปบนเม็ดทรายอันร้อนระอุผงคลีเม็ดทรายปลิวกระพือเป็นม่านหนาทึบพวกเขาเดินผ่านกลุ่มชนที่ยังหัวเราะกันอย่างสนุกสนานพลางบอกกล่าวถึงการติดกับอยู่ในทะเลทรายพวกฉันกลับหัวเราะ เยาะเย้ยและถากถางกองทัพผู้รู้ทัน ย่ำเท้าบดลงบนเม็ดทราย


วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่าผ่านกองกระดูกอันขาวโพลนผ่านเสียงหัวเราะอันเกลื่อนกล่นผ่านเสียงร้องไห้อันตื่นตระหนกระยะทางจุดหมายยังอยู่ไกลสุดลูกหูลูกตาการรอคอยยังคงนั่งคุยกันด้วยความสนุกกองทัพของผู้แสวงหา เริ่มกระจัดกระจายเริ่มล้มหายตายจากไปกลุ่มที่อยู่หน้าสุดเริ่มทิ้งช่วงกลุ่มหลัง

หลายร้อยหลายพันปีแสงต่างตะโกนให้รอคอยแต่กลุ่มหน้าจะหยุดรอได้อย่างไรเปลวเทียนกำลังเผาผลาญแสงไฟกำลังจะริบหรี่ลงทุกขณะ เชื้อเพลิงชีวิตกำลังใกล้จุดดับทุกทีไม่มีใครรอใครคงเหลือแต่เสียงตะโกนตอบโต้กันท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างประสบการณ์ที่ได้ผจญมา

ทำให้บางคนเริ่มได้คิดว่าความชักช้าคือปราการอันแข็งแกร่งที่ขวางกั้นทางสำเร็จเขาจะถึงจุดหมายได้อย่างไรหากตัวเองยัง"หนัก"อยู่ตัวเองยังเต็มไปด้วยภาระและสิ่งของมากมายสิ่งที่เขาแบกอยู่คือตัวถ่วงให้ล้าและเชื่องช้ายิ่งกว่าการคืบคลานของลูกหอยทากพวกเขาเริ่มได้คิดและบอกต่อๆกัน การเดินทางไกลจำต้องมีความคล่องตัวและรวดเร็ว


แสงตะวันกำลังใกล้จะจมหายชักช้ากันไม่ได้อีกต่อไปแต่แล้วความขัดแย้งก็เริ่มเกิดขึ้นบางพวกกลับเห็นว่าควรแบกภาระไปมีวัตถุสิ่งของอะไรก็ขนไปเพียง"เท่าที่"ขนได้เท่านั้นพวกเขาต่อรองกันและขัดแย้งกันบางพวกจึงประณามพวกแรกว่าโง่ ว่าทรมานตัวเองเปล่าๆ

การออกจากทะเลทรายนั้น ควรมีของติดตัวไปด้วยในที่สุดทุกคนก็ต่างทำตามความคิดของตัวเองพวกที่อยู่เบื้องหน้าเริ่มทิ้งๆๆๆทิ้งอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง ไม่ออเซาะตัวเองแต่พวกหลังพอจะหยิบอะไรทิ้งกลับเห็น"จำเป็น" ไปหมด ของของเขาจึงยังคงเต็มตัว

ความหนักหน่วงแห่งสิ่งของก่อความเหน็ดเหนื่อยและเมื่อยล้าขาที่ก้าวก็เริ่มหนักราวกับแท่งหินและดวงตาก็เริ่มพร่ามัวลงจนบางครั้งพวกเขาต่างเดินวนเวียนกันและยังมีบางพวกอีกเหมือนกันเขาได้สร้างความรักขึ้นผูกพันตัวเองและปลอบใจอยู่ตลอดเวลาว่าเขาจะพาทั้งครอบครัวให้หลุดพ้นจากทะเลทรายอันกว้างใหญ่แห่งนี้


แต่ขณะที่เขาคิด ทุกครั้งที่เขาก้าวก็ต้องเดินเหลียวหลังกลับมาพยุงลูกๆและคู่ชีวิตอยู่ตลอดเวลากองทัพแห่งการเดินทางเพื่อหาความชุ่มฉ่ำกำลังเริ่มห่างกันมากขึ้นเสียงกู่ร้องตะโกนให้ทิ้งภาระเริ่มจางลงกลุ่มหน้าสุดซึ่งขณะนี้โดดเด่นเพียงกลุ่มเดียวกำลังเริ่มคึกคักแจ่มใส

หัวใจทุกดวงกำลังเบิกบานเขาเริ่มทำตัวเองให้น้อยลงทำตัวให้ง่ายๆทำตัวเองให้เป็นไทจากวัตถุสิ่งต่างๆความเร้นลับแห่งการเดินทางได้ถูกพวกเขาค้นพบความพิสดารของการเดินทางได้ถูกเจอะเจอพวกเขากลับพบว่าความขลาดกลัวต่อชีวิตไม่สามารถถึงเป้าหมายได้และการกล้าทิ้งวัตถุข้าวของ


กลับทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยพลังอันเปี่ยมล้นความกล้าทิ้งนั้นแหละคือจุดตัดสินของชีวิตมันมิได้เป็นการทรมานแต่อย่างใดแต่กลับเบาสบายและกล้าแข็งยิ่งทิ้งมาก พวกเขายิ่งแข็งแกร่งความเร้นลับพิสดารได้ถูกค้นพบมากขึ้นและยิ่งกว่านั้นพวกเขากลับพบว่าความสุขคือเครื่องบั่นทอนกำลังอารมณ์ที่หวั่นไหวในสิ่งต่างๆคือเครื่องฉุดกระชากให้เนิ่นช้า

การสร้างภพต่างๆ ในจิตดุจดังหลักที่ตอกมิให้เท้าก้าวผ่านพ้นณ บัดนี้ใบหน้าของพวกเขาเริ่มสุขเย็นท่ามกลางแสงตะวันอันร้อนระอุพวกเขากลับเป็นจันทราอันเนียนตามุมปากของพวกเขากว้างขึ้นนิดๆตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้า


ขณะนี้ ความเร้นลับแห่งการเดินทางได้ถูกพวกเขาค้นพบจากประสบการณ์ที่กล้าเอาจริงอีกแล้วพวกเขาได้พบวิธีตอบโต้ต่อสภาพแวดล้อมอย่างถึงพริกถึงขิงรู้จักปรับเปลี่ยนพลังข้าศึกอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงให้กลับกลายเป็นพลังมวลมิตรได้อย่างน่าตื่นใจ

ศัตรูแข็งขึ้น พวกเขาก็แกร่งตามพายุร้ายถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสายลมเอื่อยเปลวแดดอันร้อนพล่านกลับกลายเป็นไอเย็นที่ชวนเคล้าสายฟ้าที่ฟาดฟันกลับลายเป็นแสงตะเกียงเสียงขู่คำรามอันไกลโพ้นกลับกลายเป็นเสียงปลอบประโลมความสุขกลับกลายเป็นความสงบความหวั่นไหวกลับกลายเป็นขุนเขา


สิ่งที่ปลิวว่อนมากระทบเคยสร้างความชอกช้ำบาดเจ็บมานักต่อนักได้กลับกลายเป็นดอกไม้ที่กลิ่นหอมทวนกระแสลมหนทางเบื้องหน้าไม่ไกลนักพวกเขาเห็นสีตัดกันระหว่างเหลืองกับเขียวระหว่างเม็ดทรายกับใบพฤกษ์ในเวลาไม่นานนัก

พวกเขาก็จะข้ามพ้นทะเลทรายที่แสนหฤโหดสองเท้าของพวกเขากลับก้าวอย่างช่ำชองเร่งดุจมัจฉาที่แหวกว่ายในสายธารราวกับมิได้เดินทางมานานแสนนานงานของเขากำลังอยู่เบื้องหน้าหลังจากก้าวพ้นเขตทะเลระทมคือกลับมาช่วยฝูงชนที่ยังหลงตกอยู่ในวังวนแห่งเม็ดทราย

จากกัลยาณมิตร(อารยัน)