ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานดอกกุหลาบ  (อ่าน 1537 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • นักรบ
  • **
  • Thank You
  • -Given: 277
  • -Receive: 2375
  • กระทู้: 3144
  • เพศ: หญิง
ตำนานดอกกุหลาบ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2012, 11:01:28 PM »

                    กุหลาบ เป็นดอกไม้ที่มีภาพลักษณ์ของความโรแมนติก ถ้าเอ่ยชื่อขึ้นมาลอยๆ ว่า "ดอกกุหลาบ" บางคนจินตนาการถึงดอกกุหลาบสีแดงแย้มกลีบบานอย่างสวยงาม ไม่น่าแปลกที่เราอาจจะนึกถึงกุหลาบแดงก่อนสีอื่นใด เพราะตามตำนานของดอกกุหลาบ คำว่า 'rose' มาจากคำในภาษาละตินและกรีก จากคำภาษาเคลท์ (Celtic) ที่มีความหมายว่า 'red' นั่นเอง

                     กุหลาบ เป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกไว้ชื่นชมมาแต่โบราณ ประมาณกันว่ากุหลาบเกิดขึ้นเมื่อกว่า 70 ล้านปีมาแล้ว เคยมีการค้นพบฟอสซิลของกุหลาบใน รัฐโคโลราโด และ รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้พิสูจน์ว่ากุหลาบป่าเป็นพืชที่มีอายุถึง 40 ล้านปี แต่กุหลาบป่าสมัยโลกล้านปีนี้ มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกุหลาบสมัยนี้ เนื่องจากมนุษย์ได้นำเอากุหลาบป่ามาปลูกและผสมพันธุ์ ขยายพันธุ์เป็นพันธุ์ต่างๆ มากมาย

                     ความจริงแล้วกำเนิดของกุหลาบหรือกุหลาบป่านี้มีเฉพาะในแถบบริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรของโลกเท่านั้น คือกำเนิดในภาคกลางของทวีปเอเชีย แล้วแพร่ขยายพันธุ์ไปตลอดซีกโลกเหนือ ไม่ว่าจะเป็นแถบที่มีอากาศหนาวจัดอย่าง อาร์กติก อลาสก้า ไซบีเรีย หรือแถบอากาศร้อนอย่าง อินเดีย แอฟริกาเหนือ แต่ในบริเวณแถบใต้เส้นศูนย์สูตรอย่างทวีปออสเตรเลีย หรือเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรรวมทั้งแอฟริกาใต้ ไม่เคยมีปรากฏว่ามีกุหลาบป่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเลย


                     ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า กุหลาบป่าถูกนำมาปลูกไว้ในพระราชวังของจักรพรรด์จีน ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว 5,000 ปีมาแล้ว ขณะที่อียิปต์เองก็ปลูกกุหลาบเป็นไม้ดอก ส่งไปขายให้แก่ชาวโรมัน ชาวโรมันเป็นชาติที่รักดอกกุหลาบมากถึงจะสั่งซื้อจากประเทศอียิปต์แล้ว ยังลงทุนสร้างเนอร์สเซอรี่ขนาดใหญ่สำหรับปลูกดอกกุหลาบอีกด้วย 

                     ในสมัยกรีกโบราณและโรมันโบราณ กุหลาบก็เป็นพืชที่ได้รับความสำคัญเป็นอันมาก สวนใน Cyrene and Rhodes ก็ได้ชื่อว่าเป็นสวนแห่งกุหลาบงาม กวีชาวกรีกโบราณขนานนามกุหลาบว่า "ราชินีแห่งดอกไม้" ในตำนานความเชื่อของกรีก กุหลาบเป็นดอกไม้ที่มีความเกี่ยวข้องกับ อโฟรไดท์ คือเทพีแห่งความรัก การแต่งงานและการมีลูกดกของชาวกรีกนั่นเอง

   

                     ในกรุงโรม มีการนำกลีบกุหลาบมาร้อยเป็นพวงดอกไม้ประดับประดาเพื่อเป็นเกียรติในงานพิธีสำคัญๆ .. ในสมัยจักรพรรดิออกัสตัส และในช่วงเวลาประสุติของพระเยซู มีการนำดอกกุหลาบมาตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนกันทั่วไป เรียกได้ว่ากุหลาบเป็นดอกไม้แห่งความรักและการเฉลิมฉลอง .. คู่รักมักจะนำพวงดอกกุหลาบมาแลกเปลี่ยนกัน บ้างก็สวมมงกุฎดอกกุหลาบก็มี และยังมีประเพณีการดื่มอวยพรให้เพื่อนฝูงโดยการดึงกลีบกุหลาบจากมงกุฎดอกกุหลาบที่สวมอยู่นั้นมาโปรยลงไปในแก้วไวน์

                     ดอกไม้หลายชนิดนำมารับประทานได้ ไวน์กุหลาบก็เช่นกัน นิยมนำมาดื่มในระหว่างมื้ออาหารกันมาก ตำรับอาหารโรมันยุคนั้น นิยมทำอาหารจานหลักและมีการใส่ไวน์ที่ทำจากกุหลาบด้วย  นับวัน กุหลาบยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยม มีการสั่งนำเข้ากุหลาบเป็นลำเรือมาจากเมืองอเล็กซานเดรีย ที่อยู่บนชายฝั่งอาฟริกาเหนือ ในกรุงโรมยังมีการสร้างเรือนกระจกสำหรับปลูกกุหลาบในฤดูหนาว หลังคาทำด้วยแร่เซเลไนท์  ให้ความอบอุ่นภายในด้วยท่อน้ำร้อน เพื่อให้กุหลาบเติบโตออกดอกได้ตลอดทั้งปี

                    หมอนที่ภายในบรรจุด้วยกลีบกุหลาบก็ได้รับความนิยมมาก หรือบางทีก็ทำเป็นถุงผ้าบรรจุกลีบกุหลาบนำมาคล้องคอ น่าจะเพื่อให้กลิ่นหอมของกุหลาบช่วยให้จรุงใจนั่นเอง .. ในยุคของพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ ก็ได้ใช้เสน่ห์ยั่วยวนมาร์ค อันโทนี ด้วยการโปรยกลีบกุหลาบบนพื้นห้องจนสูงถึงเข่า บุที่นอนและหมอนด้วยกลีบกุหลาบ และจัดทำน้ำพุที่บรรจุด้วยน้ำกุหลาบ คงจะเพื่อให้บรรยากาศหอมตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นกุหลาบจรรโลงใจ

                    ความคลั่งไคล้ในกุหลาบของโรมันยุคโบราณดูจะฟุ้งซ่านไปไกลมากทีเดียว มีกวีโรมัน คือ Horace สังเกตว่า ท้องทุ่งอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารของอิตาลี ถูกชาวบ้านชาวเมืองเปลี่ยนแปลงไปเป็นสวนกุหลาบกันหมด ต้นมะกอกที่เคยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของอิตาลีก็ถูกปล่อยปละละเลย เพื่อนำพื้นที่ไปปลูกกุหลาบและไวโอเลต เรียกว่า ความนิยมชมชอบกุหลาบของชาวโรมันบั่นทอนสภาวะเศรษฐกิจของกรุงโรมยุคนั้นไปไม่น้อย ทำให้กวีและนักเขียนชาวโรมัน ชื่อ Martial เขียนเปรียบเปรยไว้ว่า...


   
Send us wheat, O Egyptians, we shall send you roses in return.

    (เพื่อนอียิปต์เอ๋ย, ส่งข้าวสาลีมาให้เราบ้างนะเพื่อน แล้วเราจะส่งกุหลาบไปให้นายเป็นการตอบแทน)


                     กุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความโรแมนติก ซึ่งมีบางตำนานเล่าว่า ดอกกุหลาบเป็นเสมือนเครื่องหมายแทนการกำเนิดของ เทพธิดาวีนัส ซึ่งเป็นเทพแห่งความงาม และความรัก วีนัสเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อโฟรไดท์ ในตำนานเทพของกรีกได้กล่าวไว้ว่า น้ำตาของเธอหยดลงปะปนกับเลือดของ อคอนิส คนรักของเธอที่ถูกหมูป่าฆ่า เลือดและน้ำตาหยดลงสู่พื้นแล้วกลายเป็นดอกไม้สีแดงเข้มหรือดอกกุหลาบนั่นเอง แต่บางตำนานก็เล่าว่าดอกกุหลาบเกิดจากเลือดของ อโฟรไดท์ เองที่หยดลงสู่พื้น เมื่อเธอแทงตัวเองด้วยหนามแหลม

                     บางตำนานกล่าวว่ากุหลาบเกิดจากการชุมนุมของบรรดาทวยเทพ เพื่อประทานชีวิตใหม่ให้กับนางกินรีนางหนึ่ง ซึ่งเทพธิดาแห่งบุปผาชาติ หรือ คลอริส บังเอิญไปพบนางนอนสิ้นชีพอยู่ ในตำนานนี้กล่าวว่า อโฟรไดท์ เป็นเทพผู้ประทานความงามให้ มีเทพอีกสามองค์ประทานความสดใส เสน่ห์ และความน่าอภิรมย์ และมี เซไฟรัส ซึ่งเป็นลมตะวันตกได้ช่วยพัดกลุ่มเมฆ เพื่อเปิดฟ้าให้กับแสงของเทพ อพอลโล หรือแสงอาทิตย์ส่องลงมาเพื่อประทานพรอมตะ

 

                     จากนั้น ไดโอนีเซียส เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นก็ประทานน้ำอมฤต และกลิ่นหอม เมื่อสร้างบุปผาชาติดอกใหม่นี้ขึ้นมาได้แล้ว เทพทั้งหลายก็เรียกดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมและทรงเสน่ห์นี้ว่า Rosa จากนั้น เทพธิดาคลอริส ก็รวบรวมหยดน้ำค้างมาประดับเป็นมงกุฎ เพื่อมอบให้ดอกไม้นี้เป็นราชินีแห่งบุปผาชาติทั้งมวล จากนั้นก็ประทานดอกกุหลาบให้กับเทพ อีโรส ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก กุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรัก แล้วเทพ อีโรส ก็ประทานกุหลาบนี้ให้แก่ ฮาร์โพเครติส ซึ่งเป็นเทพแห่งความเงียบ เพื่อที่จะเก็บซ่อนความอ่อนแอของทวยเทพทั้งหลาย ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเงียบและความเร้นลับอีกอย่างหนึ่ง

                     กุหลาบกลายเป็นของขวัญ ของกำนัลสำหรับการแสดงความรัก และมักจะมีผู้เปรียบเทียบความงามของผู้หญิงเป็นเสมือนดอกกุหลาบ และผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ได้รับสมญาว่าเป็นผู้หญิงงามเสมือนดอกกุหลาบคือ พระนางคลีโอพัตรา ซึ่งพระนางยังได้เคยต้อนรับ มาร์ค แอนโทนี คนรักของพระนาง ในห้องซึ่งโรยด้วยดอกกุหลาบหนาถึง 18 นิ้ว หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นกุหลาบ