ผู้เขียน หัวข้อ: กษัตริย์เฮโรด....กษัตริย์ยอดนักสร้าง  (อ่าน 1408 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูผา..อิงตะวัน

  • ภูผา..อิงตะวัน
  • Moderator
  • **
  • Thank You
  • -Given: 289
  • -Receive: 2412
  • กระทู้: 3183
  • เพศ: หญิง


ราว 13 กิโลเมตรทางใต้ของนครเยรูซาเลม ที่ที่ต้นมะกอกฝรั่งแคระแกร็นและทุ่งข้าวโพดที่ดารดาษไปด้วยก้อนหินกลืนหายเข้าไปในทะเลทราย
ยูเดียอันเวิ้งว้าง มีเนินเขาสูงชันทรงกรวยลูกหนึ่งโผล่ขึ้นมา ตรงยอดตัดเรียบราวภูเขาไฟลูกย่อมๆ นี่คือ เฮโรเดียม 
หนึ่งในผลงานสร้างสรรค์ทางสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ของกษัตริย์เฮโรดมมหาราชแห่งอาณาจักรยูเดีย ผู้ทรงเปลี่ยนเนินเขาลูกเล็กๆให้กลายเป็นอนุสรณ์สถานสูงตระหง่าน 
ซึ่งสร้างจากศิลาสีขาวราวหิมะ แวดล้อมด้วยหมู่พระราชวัง สระสรง และสวนขั้นบันไดสำหรับทรงพระสำราญ



กษัตริย์พระองค์นี้ทรงนำความรุ่งเรืองและอำนาจมาสู่อาณาจักร ด้วยความเป็นนักปกครองผู้ปราดเปรื่องและมีน้ำพระทัยกว้างขวาง
ทรงเป็นนักรบที่ชาญฉลาด อีกทั้งเป็นนักสร้างผู้รุ่มรวยด้วยจินตนาการและเปี่ยมพลังคนหนึ่งของโลกยุคโบราณ


ทว่าทุกวันนี้ พระองค์กลับเป็นที่รู้จักในนามกษัตริย์ผู้มากเล่ห์และกระหายเลือด ตามที่บันทึกไว้ในพระวรสารมัทธิว ว่า 
ทรงบัญชาให้ประหารทารกเพศชายทุกคนในเมืองเบธเลเฮม โดยหวังจะกำจัดพระกุมารน้อยเยซูที่เพิ่งประสูติ และมีผู้ทำนายว่าจะเป็นกษัตริย์ของชาวยิวแต่ไม่ประสบผล 


อย่างไรก็ตาม กษัตริย์เฮโรดไม่น่าจะทรงเกี่ยวข้องกับ อาชญากรรมครั้งนั้น เพราะนอกจากในพระวรสารมัทธิวแล้ว 
ก็ไม่พบหลักฐานจากที่ใดอีก แต่เด็กที่พระองค์รับสั่งให้ประหารนั้นมีจริง ได้แก่  โอรสสามองค์ที่ตายตกไปพร้อมกับพระมเหสี พระสัสสุและข้าราชบริพารอีกหลายคน 
ตลอดพระชนมชีพ พระองค์ทรงผสมผสานความคิดสร้างสรรค์กับความโหดเหี้ยมและความปรองดองกับความวุ่นวายในลักษณาการที่คน ยุคใหม่ยากจะเข้าใจ



เอฮุด เนตเซอร์ นักโบราณคดีชาวอิสราเอล เพียร ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของกษัตริย์เฮโรดมาตลอด 50 ปี
เนื่องจากเรื่องราวของพระองค์  ถูกจารึกไว้ในผลงานสถาปัตยกรรม มิใช่ลายลักษณ์อักษร เขาจึงตระเวนขุดค้นในแหล่งโบราณคดีที่พบสิ่งก่อสร้างชิ้นสำคัญๆของ พระองค์
ทั่วดินแดนศักดิ์สิทธิ์   ทั้งพระราชวังต่างๆที่เคยทรงพำนัก ป้อมค่ายที่เคยทรงสู้รบ และภูมิทัศน์ที่เคยทรงพระเกษมสำราญ
ในบรรดาสิ่งก่อสร้างที่เปี่ยมด้วยจินตนาการหลายแห่ง
เฮโรเดียม(Herodium) เป็นเพียงแห่งเดียวที่ได้ชื่อตามพระองค์ เพราะในวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพที่เต็มไปด้วยความบ้าบิ่นและโชกเลือดนั้น 
พระองค์ทรงถูกฝัง อยู่ ณ สุสานอันงดงามแห่งนี้เองตำแหน่งที่ฝังพระศพของเฮโรดเป็นปริศนามาเกือบสองพันปี 


กระทั่งเมื่อเดือนเมษายน ปี 2007 เนตเซอร์และเพื่อนร่วมงานจากมหาวิทยาลัยฮีบรูในเยรูซาเลม
ได้ขุดพบสุสานบริเวณทางลาดตอนบนของเฮโรเดียม  นอกจากจะทำให้เกิดความเข้าใจใหม่ๆเกี่ยวกับบุคคลผู้ลึกลับที่สุดคนหนึ่งของโลกยุคโบราณ 
และเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ซึ่งเผยให้เห็นความเกลียดชังที่พระองค์ทรงโหมกระพือขึ้นในหมู่ผู้คนร่วมสมัยแล้ว 



การค้นพบครั้งนั้น ยังได้กลายเป็นเรื่องทางการเมืองอีกด้วย เพราะชาวปาเลสไตน์ได้ออกมาอ้างสิทธิ์เหนือศิลปวัตถุที่ค้นพบ 
ส่วนผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวก็อ้างว่า หลุมฝังพระศพนี้ช่วยตอกย้ำกรรมสิทธิ์เหนือเขตเวสต์แบงก์ของพวกเขา แต่ความขัดแย้งเหล่านี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของเนตเซอร์
เพราะตลอดหลายสิบปีของการขุดค้นตามสถานที่ต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับกษัตริย์เฮโรด งานของเขาต้องหยุด ชะงักลงเนื่องจากสงคราม การรุกราน 
และความวุ่นวายต่างๆ ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ 



โบราณคดีอาจกลายเป็นเรื่องการเมืองไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวของกษัตริย์ เฮโรด  พระองค์ประสูติเมื่อ 73 ปีก่อนคริสตกาล และทรงเติบใหญ่ในยูเดีย 
อาณาจักรซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางปาเลสไตน์โบราณ เป็นดินแดนที่บอบช้ำจากสงคราม กลางเมือง และถูกขนาบด้วยเหล่าศัตรูคู่อาฆาตที่กล้าแข็ง ราชวงศ์ฮัสโมเนียน
ที่ปกครองอาณาจักรนี้มา 70 ปี ต้องแตกแยกจากการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์กันอย่างดุเดือดระหว่างพี่น้องร่วมสายโลหิต ได้แก่ เฮอร์แคนัสที่สองและอริสโตบูลัสที่สอง 
และต่อมายังตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ดุเดือดยิ่งกว่า ระหว่างกองทัพโรมันที่อยู่ทางเหนือและตะวันตก 
กับชาวพาร์เทียนทางตะวันออกซึ่งเป็นศัตรูคู่แค้นตลอดกาลของโรม 

บิดาของเฮโรดซึ่ง เป็นอัครเสนาบดีของเฮอร์แคนัสและเป็นขุนศึกผู้เก่งกล้า ประกาศตนเป็นพันธมิตรกับกองทัพโรมัน
ซึ่งขับ อริสโตบูลัส ออกจากบัลลังก์ และตั้ง เฮอร์แคนัส ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งยูเดียแทนตั้งแต่วัยเยาว์ 
เฮโรดทรงเห็นประโยชน์ของการเป็นพันธมิตรกับผู้ปกครองชาวโรมัน แต่ชาวยิวกลับมองว่าเป็นการทรยศมาตลอด 
และท้ายที่สุดพวกโรมันก็ค้ำจุนให้พระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ ตลอดรัชสมัยของพระองค์ เฮโรดจึงทรงพยายามประสานประโยชน์ของทั้งชาวโรมัน
และ พสกนิกรชาวยิว ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อปกป้องเสรีภาพทางการเมืองและศาสนาของตนไว้ 



ทว่าภูมิหลังของพระองค์กลับทำให้ความพยายามในการรักษาดุลยภาพอันบอบบางนี้ยากยิ่งขึ้น ด้วยทรงมีพระมารดาเป็นชาวอาหรับ 
และ พระบิดาเป็นชนเผ่าเอโดม แม้จะทรงได้รับการเลี้ยงดูและเติบโตขึ้นในฐานะชาวยิวคนหนึ่ง แต่ก็ทรงขาดสถานะทางสังคมของการเป็นสายเลือดราชวงศ์อันเก่าแก่ 
และทรงอำนาจแห่งเยรูซาเลม ผู้มีความชอบธรรมที่จะเป็น มหาปุโรหิตตามโบราณราชประเพณีเฉกเช่นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮัสโมเนียน

ด้วยเหตุนี้พลเมืองชาวยิวไม่น้อยจึงมองว่าพระองค์ทรงเป็นคนนอก หรือ ”ครึ่งยิว" ตามที่ฟลาเวียส โยเซฟัส ทหารและขุนนางชาวยิว


ผู้เขียนพระประวัติคนแรกๆของเฮโรด   ได้บันทึกไว้ในภายหลังตลอดเวลาพลเมืองยิวกลุ่มนี้ได้ต่อสู้เพื่อกอบกู้การปกครองแบบเทวาธิปไตย 
หรือการมีมหาปุโรหิตของ ราชวงศ์ฮัสโมเนียน ล่วงถึงปี 43 ก่อนคริสตกาล พระบิดาของเฮโรดก็ถูกวางยาพิษโดยสายลับของราชวงศ์นี้ 
สามปีต่อมา   เมื่อพวกพาร์เทียนรุกรานยูเดียอย่างไม่ทันให้รู้ตัว   พลพรรคฝ่ายฮัสโมเนียนได้เข้าเป็นพันธมิตรกับผู้รุกราน ก่อนจะช่วยกันขับเฮอร์แคนัสออกจากบัลลังก์
และสำเร็จโทษด้วยการบั่นพระศพ  จากนั้นจึงประกาศศึกกับเฮโรดในช่วงเวลาคับขันนี้ เฮโรดทรงขอความช่วยเหลือจากพวกโรมัน 
และหลบหนีออกจากเยรูซาเลมพร้อมครอบครัวโดยอาศัยความมืดเป็นเครื่องกำบัง


ต่อมาหลังจากทรงได้ชัยเหนือพวกพาร์เทียนและพันธมิตรชาวยิวในสมรภูมินองเลือด ซึ่งต่อมาเป็นที่ตั้งของเฮโรเดียม
เฮโรด ก็เสด็จไปยังกรุงโรม ณ ที่นั้นเอง สภาสูงแห่งโรมได้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งยูเดีย เพื่อตอบแทนความจงรักภักดีที่พระองค์มีต่อโรมไม่เสื่อมคลาย 
เฮโรดทรงพระดำเนินออกจากตึกสภาสูง โดยมีสองผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด แห่งอาณาจักรโรมันขนาบข้าง ได้แก่ มาร์ก แอนโทนี ขุนศึกเจ้าวาทศิลป์ผู้ครองโรมันตะวันออก 
และ ออกเตเวียน ขุนนางผู้ครองโรมันตะวันตก ซึ่งอีก 9 ปีต่อมามีชัยเหนือ มาร์ก แอนโทนี และได้เป็นใหญ่เหนืออาณาจักรโรมัน ทั้งมวล ภายใต้พระนาม ”ออกัสตัส"


สิ่งหนึ่งที่เฮโรดทรงทำเพื่อรักษาฐานอำนาจอันง่อนแง่นของพระองค์ คือการเสด็จนำขบวนแห่ขึ้นไปยังวิหารแห่งจูปิเตอร์ 
บนเนินเขาคาพิโทลีน ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของกรุงโรม ณ ที่นั้น กษัตริย์แห่งยูเดียได้ถวายยัญพลีแด่ทวยเทพของชาวโรมัน 
ซึ่งขณะนั้นยังนับถือศาสนาเพเกิน แม้จะได้ครอบครองอาณาจักรแล้ว แต่เฮโรดก็ต้องปราบปรามพวกกระด้างกระเดื่องอย่างหนักอยู่ถึงสามปี
ในที่สุดพระองค์ก็ยึดเยรูซาเลมได้สำเร็จในปี 37 ก่อนคริสตกาล อาณาจักรยูเดียเป็นของพระองค์แล้วอย่างน้อยก็ในทางการเมือง 



และเพื่อตอกย้ำถึงพระราชอำนาจทางสังคมและศาสนาพระองค์ทรงหย่าขาดจากดอริส พระ- มเหสีองค์แรก เพื่ออภิเษกสมรสกับมาเรียม เจ้าหญิงจากราชวงศ์ฮัสโมเนียน
 แต่ภัยคุกคามจากราชวงศ์นี้ก็ยังมีอยู่   สองปีต่อมาในเทศกาลสุคต(Succoth) พระอนุชาวัยรุ่นของมาเรียม ผู้เป็นมหาปุโรหิตแห่งมหาวิหารที่สองในเยรูซาเลม 
ได้รับการโห่ร้องแสดงความชื่นชมจากฝูงชนที่มาสักการะ เฮโรดทรงเกรงว่าสักวันหนึ่งราชนิกุลหนุ่มพระองค์นี้อาจคิดแย่งราชบัลลังก์ 
จึงรับสั่งให้สังหารด้วยการจับถ่วงน้ำในสระว่ายน้ำที่พระราชวังเมืองเจริโค


ราชวงศ์ ฮัสโมเนียนไม่ได้เป็นหนามยอกอกเพียงอย่างเดียวของพระองค์ ระหว่างช่วง 42 ถึง 31 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งเป็นช่วงที่มาร์ก แอนโทนี ครองอาณาจักรโรมันตะวันออก เฮโรดทรงเป็นเพื่อนและพันธมิตรที่ซื่อสัตย์ แม้จะต้องเผชิญกับความมักใหญ่ใฝ่สูงของพระนางคลีโอพัตราราชินีอียิปต์ผู้เลอโฉม  ที่วอนขอให้พระสวามีผู้คลั่งรักปันดินแดนที่ทรงพอพระทัยจากอาณาจักรของเฮโรด พระนางถึงกับเสด็จมายั่วยวนเฮโรดถึงที่ (แต่ฝ่ายหลังไม่เล่นด้วย)



พอล่วงถึงปี 31 ก่อนคริสตกาล ภูมิทัศน์ทางการเมืองก็เปลี่ยนโฉมหน้า จากผลของยุทธนาวีแห่งแอกเตียม 
เมื่อออกเตเวียนบดขยี้ทัพเรือของแอนโทนีกับคลีโอพัตราได้ สำเร็จ และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของโรม 
พอถึงตอนนี้  เฮโรดผู้ทรงหวั่นเกรงว่าจักรพรรดิพระองค์ใหม่จะไม่พอพระทัยในสัมพันธภาพของพระองค์กับแอนโทนี จึงทรงเร่งรุดไปเข้าเฝ้าที่เกาะโรดส์ในสภาพ ไร้มงกุฎ 
แต่ก็วางพระองค์สง่างาม  เยี่ยงหน่อเนื้อกษัตริย์  แทนที่จะทรงแก้ต่างเรื่องความสัตย์ซื่อที่มีต่อแอนโทนี พระองค์กลับทรงตอกย้ำความภักดีนี้ 
พร้อมทรงให้คำมั่นว่าจะถวายความจงรักเช่นเดียวกันนี้แด่ออกเตเวียนผู้เป็น นายใหม่สืบไปในภายภาคหน้า



ออกเตเวียน  ทรงซาบซึ้งในความเปิดเผยและความแน่วแน่ของเฮโรด จึงทรงรับรองสถานะกษัตริย์แห่งยูเดียของพระองค์ 
มิหนำซ้ำในเวลาต่อมายังผนวกดินแดนอื่นให้ยูเดียอีก โดยตรัสว่าน้ำพระทัย ของกษัตริย์เฮโรดนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะปกครองแค่อาณาจักรเล็กๆอย่างยูเดีย

ยี่สิบปีต่อมาเป็นช่วงแห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและค่อนข้างสงบสุข เฮโรดทรงเนรมิตราชสำนักของพระองค์
ให้กลายเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมกรีกและโรมัน ทรงรวบรวมนักปราชญ์ กวี ประติมากร จิตรกร และสถาปนิกชั้นนำจากทั้งฟากตะวันออกและตะวันตก 
ในช่วงที่เกิดทุพภิกขภัยและภัยธรรมชาติพระองค์ทรงช่วยเหลือพสกนิกรและเผื่อแผ่ไปถึงผู้ที่อยู่นอกอาณาจักร ทั้งใน กรีซและเอเชียไมเนอร์ ว่ากันว่าพลเมืองที่โอลิมเปียต่างซาบซึ้งในน้ำพระทัยและพระเมตตา จึงพร้อมใจกันถวายตำแหน่งประธานการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกแด่พระองค์ ด้วยพระทัยอันกว้างขวาง


นอกจากนั้นยังโปรดให้สร้าง สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นทั้งในแง่ความยิ่งใหญ่อลังการความทะเยอทะยาน และจินตนาการ 
เนื่องจากชายฝั่งด้านเหนือของยูเดียไม่มีท่าเรือน้ำลึกตามธรรมชาติ พระองค์จึงรับสั่งให้สร้างขึ้นที่ซีซาเรียโดยทรงนำเทคนิคการก่อสร้างแบบใหม่จากโรมันมาใช้ 
ส่วนพระราชวังทางเหนือที่ป้อมมาซาดา ก็สร้างขึ้นบนที่ราบแคบๆริมหน้าผาสูงชัน วางตัวลดหลั่นลงมาสามระดับอย่างงดงาม
เป็นทั้งพระราชวังที่โอ่โถง สว่างไสว และป้อมปราการอันยากแก่การโจมตี


ในการปฏิสังขรณ์มหาวิหารที่สองในเยรูซาเลมนั้น เฮโรดโปรดให้ใช้หินก้อนมหึมาเป็น ฐาน บางก้อนยาวกว่า 12 เมตรและหนักร่วม 600 ตัน
ซากปรักที่ยังเหลืออยู่ของพระวิหารแห่งนี้คือกำแพงตะวันตก (Western Wall) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของผู้นับถือศาสนายูดาห์
และเป็นที่ตั้งของโดมศิลา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันดับสามของศาสนาอิสลาม ทว่าความยิ่งใหญ่และความรุ่งเรืองในรัชสมัยของกษัตริย์เฮโรด
กลับปิดบังชีวิตส่วนพระองค์ที่นับวันก็ยิ่งไร้ความสงบสุข



เฮโรดทรงมีครอบครัวใหญ่ที่แตกแยก พระองค์มีมเหสีถึงสิบองค์ และมีโอรสธิดารวมกันกว่าสิบสององค์ ไม่ต่างจากราชสำนักกรีกในยุคนั้น
การสมคบคิดกันเพื่อมุ่งร้ายพระองค์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จึงทำให้ทรงกลายเป็นคนโหดร้ายและขี้ระแวง 
เมื่อ 29 ปีก่อนคริสตกาล เฮโรดทรงสั่งประหารชีวิตพระมเหสีมาเรียมผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง เนื่องจากถูกยุยงด้วยแผนการอันแยบยลของพระขนิษฐาซาโลเมที่หนึ่ง
พระองค์ทรงจมอยู่ในความเศร้าโศกหลังจากนั้นอีกหลายเดือน ทรงเพ้อเรียกพระนามราวกับจะทรงหวังให้พระมเหสีฟื้นจากความตาย 
ในช่วงท้ายรัชกาล พระองค์สั่งเนรเทศพระโอรสสามองค์ฐานสมคบกันก่อการกบฏและทรงแก้ไขพินัยกรรมถึงหกครั้ง


การประชวรครั้งสุดท้ายของเฮโรด  พระองค์ทรงมีพระอาการปวดแสบปวดร้อนในพระนาภี(ท้อง) พระบาทบวม พระอาการชัก ทรงหิวโหยตลอดเวลา
พระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) เป็นแผลเปื่อย ไปจนถึงพระคุยหฐาน(องค์ที่ลับชาย) เน่าจนหนอนขึ้น และพระปัสสาสะ (ลมหายใจ) เหม็นสุดจะทน 
นักวิชาการยุคหลังๆพยายามจินตนาการถึงพระอาการประชวร ก่อนจะลง ความเห็นว่าอาจเป็นโรคซิฟิลิส โรคตับแข็ง และการเกิดเนื้อเน่าตายชนิดโฟร์เนีย 


แต่วิบากกรรมอันหนักหนาสาหัสที่สุดของเฮโรดน่าจะเกิดจากปลายปากกาของผู้บันทึกพระประวัติอย่างมีอคติบิดเบือน พระอาการประชวรที่กล่าวถึง
เป็นโรคที่เกี่ยวกับความสำส่อนทางเพศ ซึ่งมักนำมาใช้กับบุคคลในประวัติศาสตร์ เพื่อให้เป็นที่จงเกลียดจงชังและแสดงถึงความพิโรธของ พระผู้เป็นเจ้าต่อบุคคลนั้น 
นี่เป็นวิธีที่นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกและโรมันนิยมใช้ปิดฉากชีวประวัติของทรราชมาหลายศตวรรษแล้ว